เสียงหัวเราะกังวานราวกับกระดิ่งเงินกระดิ่งทองดังขึ้น ท่ามกลางบรรยากาศตึงเครียดในท้องพระโรงใหญ่ ร่างระหงของฮองเฮาเหม่ยหลินประทับนิ่งอยู่บนแท่นสูง อาภรณ์สีแดงเพลิงปักลายหงส์ทองด้วยดิ้นทองคำบริสุทธิ์ขับเน้นให้ผิวพรรณผุดผ่องดั่งหยกขาว แต่รอยยิ้มที่มุมปากของพระนางกลับเย็นเยียบดั่งน้ำค้างแข็งในคืนเหมันต์
"ทูตต่างแคว้นเดินทางมาไกลถึงเพียงนี้ ไฉนเลยท่านอ๋องเฉินอี้จึงยังดูเงียบขรึมไร้ชีวาเช่นนั้นเล่า เพลงจันทราคารวะนี้... หม่อมฉันได้ยินว่าท่านอ๋องทรงโปรดปรานนักมิใช่หรือ"
ซุ่มเสียงหวานหยาดเยิ้มหากแต่แฝงไว้ด้วยคมมีดอาบยาพิษ ถูกส่งตรงไปยังบุรุษผู้ประทับอยู่เบื้องขวา อ๋องเฉินอี้มิได้สะทกสะท้าน ดวงเนตรคมกริบดั่งพญาเหยี่ยวทอดมองจอกสุราในมือ นิ่งสนิทรากับผิวน้ำในบึงลึกยามไร้ลมไหว ความเย็นชาแผ่ซ่านออกจากร่างของเขาจนเหล่าขุนนางรอบข้างไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง
มินตราในร่างสนมเอกนั่งสงบนิ่งอยู่เบื้องหลังเงาร่างสูงใหญ่ของท่านอ๋อง สติปัญญาอันเฉียบคมและสัมผัสพิเศษที่ติดตัวข้ามภพมาทำให้เธอกลิ่นอายความตายคละคลุ้งอยู่ในอากาศ กลิ่นธูปบูชาจากดินแดนไกลโพ้นผสมผสานกับกลิ่นคาวเลือดจางๆ ลอยอวลมาจากฟากฝั่งที่นั่งของคณะทูต สิ่งเหล่านี้หาใช่ภาพลวงตา แต่เป็นอาคมสายดำที่ฮองเฮากำลังใช้ชักใยคนในงานเลี้ยงนี้
"ขอบพระทัยฮองเฮาที่ทรงห่วงใยพ่ะย่ะค่ะ" เฉินอี้เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ กังวาน และเรียบเฉย ไร้ซึ่งความเคารพยำเกรงอย่างแท้จริง "ทว่าสุราจอกนี้ เกรงว่าคงมีรสชาติเข้มข้นเกินกว่าที่กระหม่อมจะรับไหว เกรงว่าจะเมามายจนเสียราชกิจสำคัญ"
"ราชกิจอันใดกันเล่า หรือท่านอ๋องกำลังพะวงถึงคดีปริศนาในเรือนหลัง... หรือบางที อาจจะเป็นเงาอดีตที่ตามหลอกหลอนพระชายาผู้เลอโฉมของท่านกันแน่" ฮองเฮาเหม่ยหลินแย้มพระ o รอยยิ้มกว้างขึ้น ดวงตาดอกท้อหรี่แคบลงอย่างมีความหมาย
มินตราขยับกายเล็กน้อย แขนเสื้อผ้าแพรปักลายดอกโบตั๋นซ่อนปลั๊กมีดสั้นเคลือบพิษไว้แน่น นางมิใช่หญิงสาวอ่อนแอในเรือนไทยโบราณที่รอวันถูกกลืนกินอีกต่อไปแล้ว ในวังหลังจีนแห่งนี้ ทุกย่างก้าวคือการเดินหมากบนกระดานเลือด หากเผลอเพียงชั่วพริบตา ศีรษะย่อมหลุดจากบ่า
"ทูลฮองเฮา" มินตราเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไพเราะ ทว่ามั่นคงจนทุกคนในท้องพระโรงต้องหันมามอง นางลุกขึ้นยืนแล้วย่อกายคารวะอย่างงดงามไร้ที่ติ "เงาอดีตจักน่ากลัวเพียงใด ก็ไม่อาจเทียบเท่าจิตใจของผู้ที่พยายามชักใยความมืดให้อยู่เบื้องหลังหรอกเพคะ... สิ่งที่น่ากลัวที่สุดหาใช่ภูตผีวิญญาณอาฆาต หากแต่เป็นมนุษย์ที่ยอมขายวิญญาณให้แก่ความโลภต่างหากเพคะ"
ความเงียบงันเข้าปกคลุมท้องพระโรงในทันที ขุนนางหลายคนถึงกับหน้าถอดสี ไม่เคยมีสนมคนใดกล้าต่อปากต่อคำกับฮองเฮาด้วยถ้อยคำเชือดเฉือนเช่นนี้มาก่อน
ฮองเฮาเหม่ยหลินพระพักตร์ตึงเครียดขึ้นในทันובה ดวงตาคู่สวยวาวโรจน์ด้วยความโกรธเกรี้ยว พระนางทรงกําพัดในพระหัตถ์แน่นจนกระดูกนิ้วขาวซีด "บังอาจ! สนมเอกเช่นเจ้า มีสิทธิ์อันใดมากล่าววาจารjดจ้านในที่ประชุมทูตานุทูตเช่นนี้!"
"กระหม่อมเป็นคนทูลให้นางกล่าวเองพ่ะย่ะค่ะ"
อ๋องเฉินอี้ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เงาร่างของเขาทอดทับลงบนบัลลังก์เบื้องบน ดกดาร์กและทรงอำนาจจนฮองเฮาต้องถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว มือหนาเอื้อมไปกุมมือบางของมินตราไว้แน่น สัมผัสอุ่นซ่านที่ส่งผ่านจากฝ่ามือของเขาทำให้หัวใจที่เต้นระรัวของหญิงสาวสงบลงอย่างประหลาด
"สนมของกระหม่อมพูดความจริง... และความจริงข้อนี้ ท่านทูตจากแคว้นซีเป่ยเองก็คงทราบดีมิใช่หรือ" เฉินอี้ปรายตามองไปยังชายแปลกหน้าผู้สวมชุดคลุมขนสัตว์ นัยน์ตาคมกริบราวกับมองทะลุปรุโปร่งถึงแผนการลับที่ถูกซ่อนไว้ใต้พรมเปอร์เซียผืนใหญ่
ทูตซีเป่ยสะดุ้งเฮือก รีบลุกขึ้นประสานมือคำนับด้วยความหวาดหวั่น เหงื่อกาฬไหลซึมเต็มหน้าผาก "ทะ... ท่านอ๋องตรรัสสิ่งใด ข้าพเจ้าไม่เข้าใจ..."
"ไม่เข้าใจไม่เป็นไร แต่ข้ามีสิ่งหนึ่งอยากให้ท่านได้ลองลิ้มรสดู"
เฉินอี้ตบมือเบาๆ ข้ารับใช้สนิทก้าวเข้ามาพร้อมถาดทองคำ บนนั้นมีกาชาหยกสีเขียวมรกตและจอกสุราสลักลายวิจิตรบรรจง กลิ่นหอมประหลาดลอยฟุ้งออกมาทันทีที่ฝากาถูกเปิดออก มันเป็นกลิ่นหอมหวานของดอกไม้ป่าที่เจือด้วยกลิ่นอายความเน่าเฟะของซากศพ ซึ่งมีเพียงมินตราและเฉินอี้เท่านั้นที่รู้ดีว่ามันคืออะไร
"สุราต้อนรับจอกนี้ ฮองเฮาทรงเมตตาพระราชทานให้แก่ท่านทูต เพื่อกระชับไมตรีระหว่างสองแคว้น... ไฉนท่านทูตจึงไม่ลองดื่มมันเสียหน่อยเล่า" อ๋องเฉินอี้แย้มยิ้ม เยือกเย็น ดุร้าย และไร้ซึ่งความปรานี
ทูตซีเป่ยหน้าซีดเผือด เขามองจอกสุราสลับกับใบหน้าเรียบเฉยของอ๋องเฉินอี้ และพระพักตร์ที่เริ่มซีดเผือดของฮองเฮาเหม่ยหลิน มือที่เอื้อมไปหยิบจอกสั่นเทาจนแทบทำหลุดมือ
มินตรามองภาพนั้นด้วยแววตานิ่งสงบ นางรู้ว่านี่คือเกมจิตวิทยาขั้นสูงสุด เฉินอี้ไม่ได้ต้องการแค่กำจัดทูตผู้นี้ แต่เขาต้องการบีบให้ฮองเฮาต้องเลือกระหว่างการสละคนของพระนางเอง หรือการยอมรับความผิดต่อหน้าธารกำนัล
ทว่า... ในวินาทีที่ริมฝีปากของทูตซีเป่ยกำลังจะแตะขอบจอกสุราอาบพิษ เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับร้อยก็ดังสะเทือนเลื่อนลั่นมาจากด้านนอกท้องพระโรง
*โครม!*
ประตูบานใหญ่แกะสลักลวดลายวิจิตรถูกถีบกระเด็นหลุดออกจากวงกบ ฝุ่นคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ กลิ่นอายสนิมเหล็กและคาวเลือดพวยพุ่งเข้ามาแทนที่กลิ่นหอมของสุรา
ร่างของแม่ทัพหลวงผู้พิทักษ์ประตูวัง ก้าวเข้ามาในสภาพอาบเลือด ศีรษะในมือของเขาถูกโยนกลิ้งหล้ามาหยุดอยู่ตรงหน้าบัลลังก์ของฮองเฮา ดวงตาเบิกโพลงด้วยความหวาดกลัวขั้นสุด
ตามมาด้วยเงาร่างของขันทีเฒ่าผู้ถือม้วนราชโองการสีทองอร่าม ท่าทางนอบน้อมแต่แววตากลับคมกริบดั่งคมมีด
ขันทีเฒ่าคุกเข่าลง แผ่เสียงแหลมสูงกังวานก้องไปทั่วท้องพระโรงที่เงียบงันราวกับป่าช้า
"มีพระราชโองการจากองค์จักรพรรดิ...!"
มินตราสูดลมหายใจเข้าลึก นางสัมผัสได้ถึงวิญญาณอาฆาตนับร้อยที่กำลังกรีดร้องอยู่เบื้องหลังเงาร่างของขันทีผู้มาใหม่... และในเสี้ยววินาทีนั้นเอง อ๋องเฉินอี้ก็บีบมือของนางแน่นขึ้นจนเจ็บ แปลว่าสถานการณ์ได้พลิกผันเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้เสียแล้ว
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลาและคมดาบมาด้วยกัน ณ ศาลาริมน้ำโบราณแห่งนี้นะครับ
เงาเรือนไทยกลางวังหลัง: ฆาตกรรมรำพันวิญญาณอาฆาต•ตอนที่ 13
กลลวงหมากกระดาน
ผลงานโดย ศาลาริมน้ำโบราณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ศาลาริมน้ำโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาเรือนไทยกลางวังหลัง: ฆาตกรรมรำพันวิญญาณอาฆาต นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!