"เจ้าคิดว่ากลิ่นคาวเลือดที่โชยมาจากตำหนักบูรพาในยามนี้... เป็นกลิ่นของความภักดี หรือกลิ่นเน่าเฟะของอำนาจที่กำลังจะสิ้นอายุขัยกันแน่, มินตรา"
เสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงคำรามของพยัคฆ์หนุ่มในยามวิกาล ดังแทรกความเงียบงัดขึ้นท่ามกลางความมืดมิดของตำหนักส่วนตัว อ๋องเฉินอี้ประทับนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้จันทน์แกะสลักลวดลายมังกรทะยานเมฆ ดวงพักตร์คมคายราบเรียบเย็นชาจนน่ากลัว นัยน์เนตรสีนิลคู่นั้นกวาดมองร่างบางระหงที่ยืนสงบนิ่งอยู่เบื้องหน้า หญิงสาวในอาภรณ์ปักลายหงส์สีชาดไม่อาจหลบเลี่ยงสายตาดุจคมมีดเล่มนั้นได้ แต่มินตราหาได้แสดงอาการหวาดกลัวออกมาแม้แต่น้อย
ร่างบางในวังหลังแห่งนี้ไม่ใช่สนมไร้เดียงสาที่วันๆ เอาแต่ปักผ้า ร่างนี้มีวิญญาณของสตรีไทยจากศาลาริมน้ำโบราณผู้ผ่านความตายอันโหดร้ายมาแล้วครั้งหนึ่ง นางสูดลมหายใจเข้าลึก กลิ่นธูปผสมกลิ่นกำยานจางๆ ลอยอวลอยู่ในห้อง แต่นางกลับได้กลิ่นอื่น... กลิ่นอายความตายที่เย็นเยียบและเส้นผมเปียกชื้นที่ลอยวนเวียนอยู่ใกล้โสตประสาท มันคืออาคมจากดินแดนไกลโพenของฮองเฮาเหม่ยหลินที่ถูกส่งมาทดสอบนางในคืนเดือนดับนี้
"หม่อมฉันเกรงว่า... มันจะเป็นกลิ่นของความตายที่ท่านอ๋องทรงจงใจจุดขึ้นเพื่อลองใจสุนัขล่าเนื้อตัวนี้เสียมากกว่าเพคะ" มินตราเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ นัยน์ตาดอกท้อคู่งามเงยขึ้นสบตากับบุรุษผู้กุมอำนาจสูงสุดในกองทัพอย่างไม่เกรงกลัว
เฉินอี้แค่นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นทุ้มต่ำและเย็นยะเยือก ทว่าในแววตากลับมีความพึงพอใจฉายวาบขึ้นอย่างรวดเร็วก่อนจะจางหายไป ความฉลาดเป็นเลิศของสตรีตรงหน้าไม่เคยทำให้เขาผิดหวังเลยสักครั้ง ตั้งแต่นางก้าวเข้ามาในวังหลังแห่งนี้เพื่อแก้แค้นและเอาชีวิตรอด นางไม่เคยใช้เพียงแค่เล่ห์เหลี่ยมตื้นเขิน แต่นางใช้สมองและสัมผัสลี้ลับที่คนธรรมดามองไม่เห็น
"ดี... กล้าดียิ่งนัก" อ๋องเฉินอี้ลุกขึ้นยืน ร่างสูงใหญ่ก้าวเข้ามาใกล้จนมินตราได้กลิ่นไออุ่นจากตัวเขาปะทะกับความเย็นเยือกของวิญญาณที่รายล้อมอยู่รอบกาย "คืนเดือนดับเช่นนี้ คืนที่ดวงจันทร์ถูกกลืนกิน ไร้ซึ่งแสงสว่างนำทาง ฮองเฮาเหม่ยหลินส่ง 'เงาอาถรรพ์' มาเยือนตำหนักของเรา เพื่อดูว่าสตรีที่ข้าเลือกมาเป็นหมากกระดานนี้ จะมีปัญญาเอาตัวรอดจากความตายได้นานสักเท่าไหร่... หากเจ้าก้าวเดินผิดแม้แต่ก้าวเดียว ศาลาริมน้ำในความทรงจำของเจ้า อาจจะกลายเป็นหลุมศพที่สองในแผ่นดินจีนแห่งนี้"
สิ้นคำพูดนั้น ลมพายุประหลาดก็พัดกรรโชกเข้ามาทางหน้าต่างบานพับที่ปิดสนิท เปลวไฟจากตะเกียงน้ำมันสำริดวูบไหวจนเกือบดับสนิท ความมืดเข้ากลืนกินพื้นที่รอบตัวในชั่วพริบตา เสียงกระซิบโหยหวนภาษาต่างสำเนียงดังแว่วมาจากมุมห้อง ราวกับมีวิญญาณนับร้อยกำลังคลานเข้ามาหาพวกเขาทั้งสอง
มินตราไม่ถอยหลังแม้แต่ก้าวเดียว นางรู้ดีว่านี่คือการทดสอบขั้นเด็ดขาดจากอ๋องเฉินอี้ หากนางแสดงความอ่อนแอออกมาในวินาทีนี้ นางจะกลายเป็นเพียงหมากไร้ค่าที่ถูกเขี่ยทิ้ง แต่หากนางแก้เกมนี้ได้ สถานะของนางในวังหลวงแห่งนี้จะเปลี่ยนไปตลอดกาล
มือเรียวบางยกขึ้นประสานกันไว้ที่หน้าท้อง ทว่านิ้วมือกลับร่ายคาถาบทโบราณที่เคยใช้ขับไล่ผีเรือนไทยในอดีตผสมผสานกับพลังงานหยินหยางในวังหลัง ดวงตาของนางเปลี่ยนเป็นประกายวาววับเมื่อเงาดำร่างหนึ่งพุ่งตรงเข้ามาหาลำคอของนางด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ
"คิดจะใช้ภูตผีจากแดนใต้มาเล่นงานข้า รังเกียจนัก..." มินตราพึมพำเบาๆ
นางไม่รอให้อ๋องเฉินอี้ลงมือช่วย ร่างบางหมุนตัวหลบคมเล็บสีดำที่พุ่งเข้ามาอย่างเฉียดฉิว พร้อมทั้งสะบัดแขนเสื้อปัดผงชาสมุนไพรฤทธิ์ร้อนที่ซ่อนไว้ในกำมือใส่เงาอาถรรพ์นั้นทันที เสียงกรีดร้องโหยหวนดังสะท้อนก้องในอากาศ กลิ่นเหม็นเน่าของซากศพสลายกลายเป็นควันสีขาวลอยหายไปกับสายลมราตรี ความเงียบสงัดกลับคืนมาอีกครั้ง ทิ้งไว้เพียงหยาดเหงื่อที่ซึมอยู่ตามขมับของหญิงสาว
อ๋องเฉินอี้หรี่ตาลงมองภาพตรงหน้าด้วยความทึ่งระคนลุ่มหลง มือหนายื่นออกไปคว้าข้อมือเรียวบางของนางเอาไว้แน่น แรงบีบนั้นสะท้อนถึงความรู้สึกที่ซ่อนอยู่ภายใน—ทั้งปกป้อง หวงแหน และหวาดระแวงในเวลาเดียวกัน
"เจ้าเป็นใครกันแน่... มินตรา" เสียงกระซิบของเขาชิดริมฝีปากของนาง ลลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับแก้มเนียน "สตรีธรรมดาผู้หนึ่ง ไนจึงล่วงรู้คาถาปราบวิญญาณจากต่างแดนได้"
"หม่อมฉันเป็นเพียงสตรีที่ไม่อยากตาย... และไม่ยอมก้มหัวให้ผู้ใด ไม่เว้นแม้แต่เงาของความตายเพคะ" นางตอบกลับด้วยน้ำเสียงมั่นคง ดวงตาดอกท้อสบประสานกับนัยน์ตานิลกาฬอย่างไม่ยอมแพ้
บรรยากาศระหว่างคนทั้งสองอบอวลไปด้วยความตึงเครียดและเสน่หาที่ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบเชียบ ทว่าในวินาทีที่อ๋องเฉินอี้กำลังจะโน้มพระพักตร์ลงมาประทับรอยจุมพิตลงบนเรียวปากอิ่มนั้นเอง เสียงฝีเท้าเร่งรีบก็ดังขึ้นจากนอกประดูตำหนัก
*ปัง!*
ประตูไม้แกะสลักถูกผลักเปิดออกอย่างแรง ขันทีสนิทหน้าซีดเผือดวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาคุกเข่าลงกับพื้นจนตัวสั่นเทา มือของขันทีผู้นั้นถือถาดไม้รองรับสิ่งของบางอย่างที่ถูกคลุมด้วยผ้าแพรสีเหลืองทองอร่าม ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของราชโองการสูงสุดจากฝ่ายใน
"ท... ทูลท่านอ๋อง!" ขันทีละล่ำละลักละลานละลอกละแลก "ฮองเฮา... ฮองเฮามีรับสั่งด่วนถึงสนมมินตราพ่ะย่ะค่ะ!"
อ๋องเฉินอี้ชะงักการเคลื่อนไหว นัยน์เนตรสีนิลเปลี่ยนเป็นคมกริบดุจใบมีดในทันที พระองค์ค่อยๆ ปล่อยข้อมือของมินตราอย่างไม่เต็มพระทัยนัก ก่อนจะหันไปมองถาดไม้สีทองในมือขันทีด้วยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมที่มุมพระโอษฐ์
มินตรารemมองถาดทองนั้นด้วยหัวใจที่เต้นระรัว สัญชาตญาณเตือนภัยกรีดร้องดังลั่นในอก นางรู้ทันทีว่าคำสั่งจากฝ่ายในในยามวิกาลเช่นนี้ย่อมไม่ใช่เรื่องดี
ขันทีผู้นั้นค่อยๆ เปิดผ้าแพรสีทองออก เผยให้เห็นถ้วยกระเบื้องเคลือบสีขาวบริสุทธิ์ภายในบรรจุของเหลวสีเข้มข้นส่งกลิ่นฉุนกึก... ถ้วยยาพิษจากฮองเฮาเหม่ยหลิน ที่ถูกส่งมาพร้อมกับพระราชโองการประหารชีวิตสนมเอกผู้บังอาจล่วงเกินอำนาจในคืนเดือนดับนี้เอง!
---
ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลามาด้วยกันในบทนี้นะครับ
เงาเรือนไทยกลางวังหลัง: ฆาตกรรมรำพันวิญญาณอาฆาต•ตอนที่ 6
กับดักในคืนเดือนดับ
ผลงานโดย ศาลาริมน้ำโบราณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ศาลาริมน้ำโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาเรือนไทยกลางวังหลัง: ฆาตกรรมรำพันวิญญาณอาฆาต นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!