กลิ่นกำยานสีชาดที่ลอยวนอยู่เบื้องหน้าไม่ได้ช่วยให้จิตใจของมินตราสงบลงเลยแม้แต่น้อย เปลวไฟในตะเกียงสำริดไส้หญ้าคาไหววั่นตามแรงลมราตรีที่ลอดผ่านช่องหน้าต่างแกะสลักลายดอกเหมย นางกำลังยืนอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้งไม้จันทน์หอม ทว่าเงาสะท้อนในกระจกทองเหลืองกลับมิได้มีเพียงร่างระหงของสนมเอกแห่งตำหนักบูรพาเท่านั้น หากแต่ยังมีเงาร่างสีเทาหม่นของหญิงรับใช้ผู้หนึ่ง—นางเสี่ยวชุน—ผู้เพิ่งสิ้นใจไปเมื่อสามราตรีก่อนด้วยอาการอันน่ากเวทนา
ดวงตาของเสี่ยวชุนเบิกกว้างจนแทบหลุดจากเบ้า ริมฝีปากเขียวคล้ำและมีคราบโลหิตแห้งกรังไหลรินลงมาตามคาง ทว่าสิ่งที่ทำให้หัวใจของมิ่งกระตุกวูบมิใช่ความน่ากลัวของภูตผี หากแต่เป็นรอยแผลเป็นรูปดอกบัวสลักด้วยเหล็กเผาไฟที่หลังมือข้างขวาของวิญญาณตนนั้น... รอยแผลเดียวกับที่นางเคยเห็นบนข้อมือของขันทีคนสนิทแห่งตำหนักฮองเฮา
"พระสนม... บ่าวไม่ได้ฆ่าตัวตายเพคะ..." เสียงกระซิบแหบพร่าราวกับมาจากก้นบึ้งของขุมนรกดังลอดผ่านไอเย็นยะเยือกเข้าสู่โสตประสาทของมินตรา ขนลุกชันไปทั่วร่างแต่นัยน์ตากลับฉายแววแน่วแน่ นางสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อกดความหวาดกลัวลงไปในก้นบึ้งแห่งสติปัญญา
ในฐานะทายาทเรือนไทยผู้มีสายเลือดแห่งญาณวิถีไหลเวียน มินตราบรรจงยกมือขึ้นประสานกันตามธรรมเนียมจีนโบราณเพื่อส่งกระแสจิตสื่อสาร "เจ้าต้องการบอกสิ่งใด เสี่ยวชุน ความตายของเจ้ามีความลับอันใดซ่อนอยู่ใต้ร่มเงาของฮองเฮาเหม่ยหลินกันแน่"
วิญญาณนางกำนัลร่ำไห้จนหยาดโลหิตสีดำหยดลงกระทบพื้นไม้ขัดมัน "คืนนั้น... บ่าวพบหีบไม้จันทน์บรรจุสมุนไพรพิษจากแดนใต้ในห้องทรงพระสำราญของฮองเฮา พระนาง... พระนางทรงตระเตรียมมันไว้เพื่อปลงพระชนม์ท่านอ๋องเฉินอี้ บ่าวบังเอิญได้ยินเข้า จึงถูกจับกรอกยาพิษแล้วอำพรางว่าผูกคอตายเพคะ พระสนม... โปรดระวังพระองค์ด้วย พระนางรู้แล้วว่าพระองค์ทรงล่วงรู้ความลับนี้!"
สิ้นคำประกาศิตแห่งวิญญาณ เสียงฝีเท้าหนักแน่นทว่าเงียบเชียบดั่งพญาเสือดาวก็ดังขึ้นที่เบื้องนอกประตูตำหนัก ปลายเงาร่างสูงโปร่งของบุรุษผู้กุมอำนาจกองทัพทาบทับลงบนประตูกระดาษสา ท่านอ๋องเฉินอี้เสด็จมาถึงแล้ว
มินตราสะบัดหน้ากลับไปมอง ทันใดนั้นร่างของเสี่ยวชุนก็สลายกลายเป็นควันสีเทาจางหายไป ปรตูตำหนักถูกผลักออกด้วยพระหัตถ์หนาของอ๋องเฉินอี้ พระพักตร์คมคายเยือกเย็นดุจน้ำแข็งสลัก ฉายแววระแวดระวังและดุร้ายอย่างที่มินตราคุ้นเคย พระเนตรคู่คมกวาดตามองทั่วห้องก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ใบหน้าซีดเผือดของนาง
"ดึกดื่นค่ำคืนเช่นนี้ เจ้ากำลังสนทนากับผู้ใดอยู่หรือ... พระสนมของเปิ่นหวาง" สุ้มเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยถาม รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นที่มุมพระโอษฐ์บางเฉียบ "หรือว่าเจ้ากำลังต้อนรับ 'แขก' ที่เพิ่งจากโลกนี้ไปเมื่อไม่กี่วันก่อน"
มินตราหัวใจกระตุกวาบ นางรู้ดีว่าบุรุษตรงหน้ามิใช่คนที่จะหลอกลวงได้ง่ายๆ อ๋องเฉินอี้ไม่เพียงแต่เยือกเย็นและโหดเหี้ยมในราชสำนัก หากแต่ยังมีสัญชาตญาณอันแหลมคมดุจสุนัขป่า ทว่าในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ ความกลัวหาใช่หนทางรอด นางจึงเลือกใช้สติปัญญาเป็นเกราะกำบัง
นางแย้มสร้อยพระโอษฐ์บางเบา รวบรวมกิริยาอาการให้สง่างามเยือกเย็นสมฐานะสนมเอก ก่อนจะก้าวเข้าไปใกล้พระองค์ทีละน้อยจนได้กลิ่นอายบุรุษและกลิ่นสนิมเหล็กจางๆ จากสนามรบที่ติดพระองค์มา
"หม่อมฉันเพียงแต่กำลังรำพันถึงชะตากรรมอันน่าอนาถของหญิงสาวในวังหลังเพคะท่านอ๋อง" มินตราเงยหน้าขึ้นสบพระเนตรคมกริบอย่างไม่เกรงกลัว "ความตายของเสี่ยวชุนเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของหมากกระดานนี้ ทว่าสิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือ... ท่านอ๋องทรงทราบ1แล้วกระมังว่า ในหีบไม้จันทน์ที่ตำหนักบูรพาเวลานี้ มีสิ่งใดซ่อนอยู่"
อ๋องเฉินอี้ชะงักไปเล็กน้อย พระเนตรวาวโรจน์ขึ้นวูบหนึ่งด้วยความประหลาดใจ พระองค์ไม่คาดคิดว่าสตรีตรงหน้าจะกล้าเปิดเกมรุกใส่พระองค์เช่นนี้ มือหนายื่นออกไปเชยคางมินตราขึ้นอย่างถือสิทธิ์ แรงบีบที่ปลายคางบ่งบอกถึงความกดดันมหาศาล ทว่ามินตรามิได้หลบสายตา นางจ้องมองลึกลงไปในดวงเนตรคู่นั้นอย่างท้าทาย
"เจ้าช่างกล้าหาญนัก มินตรา... เจ้ากล้าดึงดันเอาชีวิตเข้ามาเล่นกับไฟโลกันตร์" สุ้มเสียงของพระองค์ต่ำลงจนแทบกระซิบ แนบพระพักตร์ลงมาใกล้จนปลายพระนาสิกแทบจะชนกับพวงแก้มของนาง "หากเปิ่นหวางบอกว่า หีบใบนั้นมิได้มีเพียงยาพิษ แต่มีราชโองการลับถอดถอนตำแหน่งฮองเฮาที่เปิ่นหวางกำลังตามหาอยู่เล่า เจ้ายังจะกล้าสอดมือเข้ามาในเกมนี้อีกหรือไม่"
บรรยากาศภายในตำหนักเงียบงันลงทันที เสียงหัวใจของมินตราบีบตัวรัวเร็ว นางรู้ดีว่าบัดนี้ตนได้ก้าวขาลงมาบนคมดาบที่พร้อมจะบาดลึกได้ทุกเมื่อ ทว่าก่อนที่นางจะได้เอื้อนเอ่ยถ้อยคำใดตอบกลับไป เสียงขันทีหน้าตำหนักก็แผดเสียงรายงานขึ้นด้วยความตื่นตระหนก
"ประกาศ! ฮองเฮาเสด็จ—!"
ประตูตำหนักถูกกระชากเปิดออกอย่างแรง พร้อมกับร่างของฮองเฮาเหม่ยหลินที่ก้าวเข้ามาในชุดคลุมหงส์ทองคำปักดิ้นเงิน พระพักตร์งดงามเยียบเย็นราวกับรูปสลักน้ำแข็ง แววตาคู่นั้นกวาดมองอ๋องเฉินอี้และมินตราที่ยืนชิดใกล้กันด้วยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม ในพระหัตถ์ของฮองเฮาทรงถือถ้วยกระเบื้องเคลือบสีมรกตส่งกลิ่นหอมหวานประหลาด ลอยวนระเหยเป็นไอสีม่วงจางๆ
"ดึกดื่นป่านนี้ สนมเอกมินตราและท่านอ๋องยังไม่บรรทมอีกหรือ" ฮองเฮาเหม่ยหลินแย้มพระ oษฐ์กล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลทว่าแฝงพิษสง "พอดีเพิ่งต้มโสมบำรุงกำลังถ้วยนี้เสร็จ ทรงเห็นว่าท่านอ๋องทรงงานหนักเพื่อราชสำนัก จึงเมตตาให้นำมาถวาย... เชิญท่านอ๋องเสวยให้หมดถ้วยต่อหน้าข้าพเจ้า ณ บัดนี้เถิด"
ศาลาริมน้ำโบราณขอขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปในความมืดมิดนี้ด้วยกันนะครับ
เงาเรือนไทยกลางวังหลัง: ฆาตกรรมรำพันวิญญาณอาฆาต•ตอนที่ 7
พยานจากความมืด
ผลงานโดย ศาลาริมน้ำโบราณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ศาลาริมน้ำโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาเรือนไทยกลางวังหลัง: ฆาตกรรมรำพันวิญญาณอาฆาต นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!