แรงกดจากนิ้วแกร่งที่บีบคางมนจนขึ้นรอยแดงนั้น ไม่ได้ทำืให้นางหวาดกลัวเท่ากับประกายในนัยน์ตาของบุรุษตรงหน้า อ๋องเฉินอี้ผู้ขึ้นชื่อเรื่องความโหดเหี้ยมและสายตาดุจเหยี่ยวล่าเหยื่อกำลังพินิจพิเคราะห์นางราวกับก้อนหินแปลกประหลาดที่เพิ่งถูกขุดพบใต้ซากปรักหักพัง
"ข้าไม่ใช่ผีร้ายที่ท่านจะหวาดกลัว... และก็ไม่ใช่หุ่นเชิดที่ท่านจะบีบขยี้ได้ตามอำเภอใจเพคะ ท่านอ๋อง"
มินตราเอ่ยลอดไรฟัน น้ำเสียงของนางราบเรียบ เยือกเย็น ทว่าก้องกังวานในความเงียบสงัดของตำหนักบูรพา ริมฝีปากบางเฉียบแย้มยิ้มบางเบา รอยยิ้มที่สะท้อนเงาของเรือนไทยโบราณอันคุ้นเคย—ภาพจำจากอดีตชาติที่นางถูกฆาตกรรมอย่างโหดเหี้ยมด้วยน้ำมือของคนที่ไว้ใจที่สุดซ้อนทับขึ้นมาในห้วงคำนึง
เฉินอี้แค่นเสียงในลำคอ ดวงตาคมกริบหรี่ลงครึ่งหนึ่งก่อนจะสะบัดมือออกอย่างไม่ไยดี ร่างสูงสง่าถอยหลังไปหนึ่งก้าว กลิ่นอายกดดันอันน่าสะพรึงกลัวยังคงแผ่ออกจากตัวเขาราวกับม่านหมอกสีดำทมิฬ
"บังอาจนัก สนมขั้นแปดผู้ต่ำต้อย กล้าต่อปากต่อคำกับเจ้านายเช่นข้า" สุ้มเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอื้อนเอ่ยพร้อมรอยยิ้มหยันที่มุมปาก "เจ้าเปลี่ยนไป... มินจินหลิง คนเดิมคงคุกเข่าร้องไห้ขอชีวิตไปนานแล้ว แต่เจ้ากลับมองตาข้าด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความอาฆาตมาดร้าย... เจ้าไปโดนตัวอะไรมา หรือวิญญาณผีสางตนใดเข้าสิงสู่อยู่ในร่างนี้กันแน่"
มินตรามิได้สะท้านสะเทือน นางค่อยๆ ยกมือขึ้นจัดอาภรณ์ผ้าไหมสีมรกตให้เข้าที่ ท่าทีสง่างามเยือกเย็นราวกับฮองเฮาผู้ทรงอำนาจเสียยิ่งกว่าสนมตกอับ สัญชาตญาณของทายาทเรือนไทยผู้มีสัมผัสพิเศษบอกนางว่า ในวังหลังแห่งนี้ ความอ่อนแอคือตั๋วเดินทางสู่ความตาย ส่วนความฉลาดแกมโกงคือกุญแจดอกเดียวที่จะไขไปสู่ความจริงเบื้องหลังการตายของนางทั้งสองภพ
"ท่านอ๋องทรงปรีชาสามารถ ไฉนเลยจะเชื่อเรื่องงมงายเช่นนั้นเล่าเพคะ" นางเงยหน้าขึ้นสบตาเขาตรงๆ "หม่อมฉันเพียงแค่... ตระหนักรู้ว่าความตายอยู่ใกล้แค่เอื้อม หากมัวแต่หวาดกลัว คงไม่ได้แม้แต่จะลืมตาดูว่า ใครกันแน่ที่เป็นคนลงมือปลิดชีพหม่อมฉันในคืนจันทร์ดับ"
คำพูดนั้นทำให้แววตาของเฉินอี้ไหววูบไปชั่วขณะ มือหนาที่ไขว่หลังไว้กำเข้าหากันแน่นจนข้อต่อขึ้นสีขาว คดีการตายปริศนาของสนมมินจินหลิงเมื่อสามวันก่อน เป็นรอยด่างพร้อยที่กรมชิงfang (กรมพิธีการวังหลัง) พยายามกลบเกลื่อน และมันพัวพันถึงเบื้องบน... ขั้วอำนาจของฮองเฮาเหม่ยหลินที่เขาหมายมั่นจะกระชากหน้ากากลงมาเหยียบย่ำ
"เจ้าคิดว่าตนเองรู้ดีแค่ไหน?" เฉินอี้โน้มใบหน้าเข้ามาใกล้จนลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับแก้มเนียน กลิ่นอายบุรุษและกลิ่นจางๆ ของสนิมดาบโชยเข้าจมูก "เบาะแสในตำหนักนี้มีแต่ความตาย หากเจ้าก้าวขาผิดเพียงก้าวเดียว ศพของเจ้าคงได้ไปนอนเน่าเฟะเคียงคู่กับสนมคนก่อนๆ ในบ่อน้ำหลังตำหนัก"
"หม่อมฉันไม่กลัวความตายหรอกเพคะ เพราะหม่อมฉันเคยตายมาแล้วครั้งหนึ่ง"
มินตราตอบด้วยรอยยิ้มลึกล้ำ นางก้าวถอยหลังหนึ่งก้าวเพื่อเว้นระยะห่าง ก่อนจะหมุนตัวเดินไปยังโต๊ะไม้แกะสลักลวดลายวิจิตรที่ตั้งอยู่ริมหน้าต่าง ที่ซึ่งถ้วยชาอุ่นๆ วางอยู่ พร้อมกับกลิ่นบางอย่างที่ลอยเตะจมูก—กลิ่นหอมหวานละมุนที่ซ่อนพิษร้ายแรงเอาไว้
ปลายนิ้วเรียวยาวแตะลงบนขอบถ้วยช้าๆ สายตาคมกวาดมองคราบสีขาวขุ่นที่ติดอยู่ก้นถ้วยและหยดเลือดเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่ใต้ฐานรองถ้วยชา
*ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ...* นางคิดในใจ
คืนที่มินจินหลิงสิ้นใจ นางไม่ได้ดื่มยาพิษเพราะความสิ้นหวัง แต่ถูกบังคับให้กลืนมันลงไปพร้อมกับเลือดของตนเอง รอยช้ำที่ลำคอและคราบเลือดที่ติดอยู่บนชุดฮั่นfu ตัวเก่านั้นตรงกับร่องรอยของ "พิษจันทราดับ" พิษหายากจากดินแดนทางใต้ที่ฮองเฮาเหม่ยหลินทรงโปรดปราน
"ท่านอ๋องดูนี่สิเพคะ" มินตราเอ่ยขึ้นโดยไม่หันกลับไปมอง ทว่าน้ำเสียงกลับเต็มไปด้วยความมั่นอกมั่นใจ "ถ้วยชาใบนี้... เป็นของขวัญจากตำหนักเฟิ่ง Fèng (ตำหนักฮองเฮา) ใช่หรือไม่เพคะ?"
เงาร่างสูงใหญ่ของเฉินอี้หยุดนิ่ง เสียงฝีเท้าหนักแน่นก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่เบื้องหลังนาง ระยะห่างระหว่างคนทั้งสองใกล้ชิดจนสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากร่างกายของกันและกัน สายตาดุร้ายของอ๋องหนุ่มก้มลงมองตามปลายนิ้วของนางที่แตะอยู่บนคราบเลือดจางๆ
บรรยากาศในห้องพลิกผันจากความตึงเครียดกลายเป็นความเงียบงันอันน่าอึดอัด อ๋องเฉินอี้หรี่ตาลง ประกายตาวาวโรจน์ขึ้นด้วยความประหลาดใจระคนชื่นชม สตรีตรงหน้าไม่เพียงแต่รอดชีวิตจากพิษร้าย แต่นางยังสามารถแกะรอยฆาตกรตัวจริงได้ภายในเวลาไม่ถึงชั่วยาม
ทันใดนั้น เสียงเคาะประตูไม้ดังขึ้นสามครั้งตามด้วยเสียงรายงานร้อนรนจากขันทีหน้าตำหนัก
"ทูลท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ... สนมเอกซู ขαนกตัญญูผู้ดูแลห้องเครื่อง เกิดอาการชักดิ้นชักงอและกระอักเลือดสิ้นใจคาห้องเครื่องเมื่อครู่นี้เองพ่ะย่ะค่ะ!"
มินตราหันขวับกลับมาสบตากับเฉินอี้ทันที รอยยิ้มเย็นเยียบปรากฏขึ้นบนริมฝีปากของนางอีกครั้ง
"ดูเหมือนว่า... มีคนกำลังร้อนใจอยากจะทำลายหลักฐานชิ้นสุดท้ายแล้วล่ะเพคะ ท่านอ๋อง" นางกระซิบเสียงเบาหวิว ทว่าเฉินอี้กลับรู้สึกราวกับมีกระแสไฟฟ้าแล่นพล่านไปทั่วสันหลัง
ก่อนที่เฉินอี้จะทันได้เอ่ยปากตอบ ประตูห้องก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรงด้วยฝ่าเท้าของใครบางคน ร่างระหงในอาภรณ์ปักลายหงส์ทองคำส่องประกายระยิบระยับ ท่าทีเย่อหยิ่งและรอยยิ้มเยือกเย็นราวน้ำแข็งขั้วโลกปรากฏขึ้นบนใบหน้าของสตรีผู้กุมอำนาจสูงสุดในวังหลัง
ฮองเฮาเหม่ยหลินเสด็จมาถึง พร้อมกับทหารองครักษ์นับสิบชีวิตที่ถือดาบเปลือดยาววาววับล้อมรอบตำหนักไว้จนหมดสิ้นทางหนี!
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางไขปริศนาความมืดมิดในวังหลังด้วยกัน ณ ศาลาริมน้ำโบราณแห่งนี้นะครับ
เงาเรือนไทยกลางวังหลัง: ฆาตกรรมรำพันวิญญาณอาฆาต•ตอนที่ 2
กลิ่นธูปและรอยเลือด
ผลงานโดย ศาลาริมน้ำโบราณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ศาลาริมน้ำโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาเรือนไทยกลางวังหลัง: ฆาตกรรมรำพันวิญญาณอาฆาต นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!