เงาเรือนไทยกลางวังหลัง: ฆาตกรรมรำพันวิญญาณอาฆาต•ตอนที่ 1

วิญญาณพเนจร

ผลงานโดย ศาลาริมน้ำโบราณ
กลิ่นธูปหอมกรุ่นที่อลวนอยู่ปลายจنينมิได้ให้ความรู้สึกสงบดังเช่นศาสนสถานทั่วไป หากแต่เป็นกลิ่นอายอันหนักอึ้งของกำยานโบราณผสมกลิ่นคาวเลือดจางๆ ที่ลอยคลุ้งอยู่เหนือผิวเนื้อ ความเย็นเยียบราวน้ำแข็งขั้วโลกกำลังกัดกินปลายนิ้วและข้อเท้าทีละน้อย จนมินตราต้องขยับกายอย่างอึดอัด ทว่า... ร่างกายนี้กลับมิใช่ของเธอ ความทรงจำสุดท้ายก่อนที่ภาพทุกอย่างจะดับวูดยังคงแจ่มชัด เปลวเพลิงสีแดงฉานที่ลุกท่วมเรือนไทยโบราณริมน้ำ เสียงกรีดร้องโหยหวนของวิญญาณบรรพบุรุษที่ถูกจองจำด้วยคำสาป และสัมผัสแห่งความเจ็บปวดจากการถูกแผดเผาทั้งเป็น... แต่นี่ที่ไหนกันเล่า? เหตุใดจึงไม่มีเสียงจั่วไม้ลั่นเปรี๊ยะปร๊ะ มีเพียงเสียงสะอื้นไห้ระงมของเหล่าข้าราชบริพารในชุดจีนโบราณสีขาวโพลน "พระสนม... พระสนมเพคะ ได้โปรดฟื้นขึ้นมาเถაะเพคะ!" เสียงแหลมสูงที่เจือด้วยความหวาดกลัวดังขึ้นข้างหู พร้อมกับแรงเขย่าเบาๆ ที่หัวไหล่ มินตราสูดลมหายใจเข้าลึกอย่างยากลำบาก เปลือกตาที่หนักอึ้งค่อยๆ ปรือเปิดขึ้นรับแสงสว่างอันสลัวรางจากโคมกระดาษทาน้ำมันที่แขวนเรียงรายอยู่เต็มท้องพระโรงพิธีกรรม ภาพเบื้องหน้าไม่ใช่เรือนไทยไม้สักทองฝาปะกนอันคุ้นเคย หากแต่เป็นเสาไม้แกะสลักลวดลายมังกรห้ากรงเล็บอันวิจิตรตระการตา เพดานสูงลิบลิ่ว และกลิ่นอายความกดดันระดับสูงสุดของราชสำนักต้าเฉิน นางก้มลงมองมือของตนเอง... เรียว นิ้วยาวขาวผ่องไร้รอยแผลไหม้เกรียม ผิวพรรณละเอียดอ่อนดุจหยกเนื้อดี ทว่ากลับเย็นเฉียบไร้ชีพจร นี่คือร่างของ "หลี่ว์ซูฮวา" สนมเอกผู้เพิ่งสิ้นใจลงอย่างปริศนาท่ามกลางพิธีกรรมปัดรังควานเมื่อหนึ่งก้านธูปก่อนหน้า "ฟื้นแล้ว! พระสนมฟื้นแล้วเพคะ!" นางกำนัลนางหนึ่งร้องตะโกนลั่นด้วยความตื่นตระหนก ก่อนจะทรุดตัวลงคุกเข่าตัวสั่นงก มินตรารวบรวมสติที่กระจัดกระจายเข้าด้วยกัน สมองของหญิงสาวทายาทเรือนไทยผู้มีสัมผัสพิเศษประมวลผลอย่างรวดเร็ว เธอไม่ได้ตาย... หรือพูดให้ถูกคือ วิญญาณของเธอถูกดึงข้ามภพข้ามชาติผ่านแรงอาฆาตของคำสาปเรือนไทย มาสถิตอยู่ในร่างของสนมสาวชาวจีนผู้มีชะตากรรมอันน่าอนาถผู้นี้ และดูเหมือนว่า การตายของหลี่ว์ซูฮวาจะไม่ใช่การป่วยไข้ธรรมดา ร่องรอยของผงยาสีดำที่มุมปาก และกลิ่นอายของไสยศาสตร์มนต์ดำที่ยังหลงเหลืออยู่ในอากาศ เป็นเครื่องยืนยันชั้นดีว่า มีคนจงใจ "ส่ง" นางให้พ้นจากโลกนี้ ทว่าพวกมันคงคาดไม่ถึงว่า ร่างที่ไร้ลมหายใจนี้ จะถูกแทนที่ด้วยจิตวิญญาณที่แข็งแกร่งและเต็มไปด้วยความแค้นไม่แพ้กัน "ช่วย... ประคองข้าที" เสียงที่เปล่งออกมาแหบพร่าและสั่นเครือ แต่มันกลับเต็มไปด้วยอำนาจบางอย่างที่ทำให้นางกำนัลสะดุ้งเฮือก รีบเข้ามาประคองแผ่นหลังบางให้ลุกขึ้นพิงกับเสาไม้ มินตรากวาดสายตามองไปรอบห้องโถงพิธีกรรมด้วยแววตาที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ความหวาดกลัวในตอนแรกถูกแทนที่ด้วยความเยือกเย็นและสติปัญญาอันหลักแหลม ในมิติอันแปลกประหลาดนี้ นางไม่ใช่ทายาทเรือนไทยที่ไร้ทางสู้แต่อีกต่อไป แต่คือ "หลี่ว์ซูฮวา" สนมผู้กุมความลับบางอย่างที่ทำให้ใครบางคนในวังหลังถึงกับต้องยอมลงมือฆาตกรรมอำพราง "เกิดอะไรขึ้นก่อนที่ข้าจะ... หมดสติไป" มินตราเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าเฉียบขาดจนนางกำนัลผู้ภักดีถึงกับกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก "ท... ทูลพระสนม เมื่อครู่ใต้เท้าจากสำนักตรวจสอบภายในกับขันทีสำนักพระราชวังมารับตัวพระองค์ไปสอบสวนเรื่อง... เรื่องการใช้มนต์ดำสาปแช่งองค์รัชทายาทเพคะ แต่พระองค์ทรงกระอักเลือดและสิ้นสติไปเสียก่อน ข้ารับใช้เหล่านี้จึงรีบตามหมอหลวงมาดูพระอาการ แต่... แต่พวกหมอหลวงบอกว่า..." นางกำนัลสะอื้นจนตัวโยน "บอกว่าทรงสิ้นพระชนม์ไปแล้วเพคะ!" มุมปากของมินตraยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มนั้นเย็นเยียบเสียจนนางกำนัลรู้สึกหนสันหลังวาบ มนต์ดำสาปแช่งองค์รัชทายาทอย่างนั้นหรือ? ช่างเป็นข้อหาระดับประหารเก้าชั่วโคตรที่ถูกจัดฉากขึ้นมาได้อย่างแนบเนียนยิ่งนัก ใครบางคนต้องการกำจัดหลี่ว์ซูฮวาให้พ้นทาง และใช้ข้อหานี้ปิดปากนางให้สนิทตลอดกาล "พวกมันช่างใจร้อนเสียจริง..." มินตราพึมพำกับตนเองเบาๆ ดวงตาคู่สวยฉายแวววาววับท่ามกลางแสงสลัวของโคมไฟ ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักแน่นและเป็นจังหวะดั่งเสียงกลองศึกก็ดังขึ้นจากนอกประดู่วังสนม เสียงรองเท้าบูทหนังกระทบกับพื้นหินแกรนิตดังชัดเจนท่ามกลางความเงียบงัด บรรยากาศรอบตัวพล-​พลันลดฮวบลงจนหนาวเหน็บ เหล่าข้าราชบริพارและหมอหลวงที่ยังคงหมอบกราบอยู่ต่างตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวอย่างสุดขีด ราวกับมัจจุราชกำลังย่างกรายเข้ามาใกล้ ประตูไม้บานใหญ่ถูกผลักเปิดออกอย่างไร้ความปรานี ร่างสูงโปรสง่าในชุดคลุมผ้าไหมปักลายมหาราชสีดำสนิท ประดับด้วยด้ายทองรูปมังกรทะยานฟ้าก้าวเข้ามาท่ามกลางสายลมราตรีที่พัดกรรโชก ใบหน้าหล่อเหลาดุจเทพสลักแต่เยือกเย็นราวน้ำแข็ง ไร้ซึ่งรอยยิ้มและแววตาปรานีใดๆ รังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกมาจากตัวตนของเขาจนแทบจะทำให้คนรอบข้างหายใจไม่ออก "ท่านอ๋องเฉินอี้เสด็จ!" เสียงขันทีหน้าพระพักตร์ขานรับด้วยความหวาดผวา มินตราเงยหน้าขึ้นสบตากับบุรุษผู้ก้าวเข้ามาใหม่ ดวงตาคมกริบดั่งเหยี่ยวของอ๋องเฉินอี้กวาดมองร่างของนางที่ควรจะไร้ลมหายใจไปแล้วด้วยความประหลาดใจชั่วพริบตา ก่อนที่แววตาคู่นั้นจะเปลี่ยนเป็นความเยียบเย็น ดุร้าย และเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว อ๋องเฉินอี้หยุดยืนอยู่เบื้องหน้านาง ร่างสูงใหญ่ทอดเงาทาบทับร่างของสนมสาวจนมิด รอยยิ้มเหยียดหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากหยักลึก "สนมหลี่ว์... เจ้ายังไม่ตายอย่างนั้นหรือ?" เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยถาม รือราวกับกำลังเล่นสนุกกับเหยื่อในกรงขัง "หรือว่าวิญญาณผีร้ายตนใด เข้ามาสิงสู่ร่างนี้แทนที่เจ้ากันแน่?" มินตราไม่หลบสายตา เธอเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มบางเบาปรากฏบนเรียวปาก ท่ามกลางความกดดันระดับสวรรค์ถล่มแผ่นดินทลาย เธอกลับเลือกที่จะท้าทายพญายมผู้กุมชะตากรรมของนางด้วยวาจาอันคมคาย "หม่อมฉันจะตายหรือไม่อย่างไร หาใช่เรื่องสำคัญไม่เพคะ... สิ่งสำคัญคือ หากท่านอ๋องทรงประสงค์จะใช้หมากตัวนี้เดินเกมในกระดานวังหลังต่อ หม่อมฉันเกรงว่า... พระองค์คงต้องทรงฟังเรื่องสนุกที่หม่อมฉันกำลังจะเล่าเสียก่อนแล้วล่ะเพคะ" อ๋องเฉินอี้หรี่ตาลงเล็กน้อย รอยยิ้มเยียบเย็นบนใบหน้าของเขาหายวับไป ถูกแทนที่ด้วยประกายตาดุดันที่วาวโรจน์ขึ้นอย่างน่าสะพรึงกลัว มือหนาเอื้อมออกไปบีบคางเรียวของนางแน่น ราวกับจะทดสอบว่าร่างนี้เป็นตัวตนจริงๆ หรือไม่ ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางข้ามภพมาด้วยกัน ณ ศาลาริมน้ำโบราณแห่งนี้ครับ
สารจากนักเขียน (ศาลาริมน้ำโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาเรือนไทยกลางวังหลัง: ฆาตกรรมรำพันวิญญาณอาฆาต นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%