กลิ่นคาวเลือดที่เจือจางอยู่ในอากาศยามดึก มิได้น่าสะพรึงกลัวเท่ากับประกายคมดาบของทหารองครักษ์นับสิบชีวิตที่สะท้อนแสงจันทร์สีนวลจนสว่างวาบราวกับเกล็ดปลา
ฮองเฮาเหม่ยหลินเสด็จดำเนินเข้ามาในตำหนักบูรพาด้วยฝ่าพระบาทที่ย่างก้าวอย่างมั่นคงและเชื่องช้า ชุดคลุมผ้าไหมปักลายหงส์ทองดิ้นเงินสะบัดพลิ้วตามจังหวะการเคลื่อนไหว กลิ่นหอมเย้ายวนของกำยานดอกกุ้ยฮวาผสมผสานกับกลิ่นอายอันเย็นเยียบของอำนาจแผ่ซ่านกดดันจนบรรยากาศรอบกายแทบหยุดนิ่ง
มินตราในร่างของสนมสาวชาวสยามผู้พลัดถิ่น ยืนนิ่งอยู่เบื้องหน้าพระศพของขันทีผู้เคราะห์ร้าย ดวงตาคู่คมของนางมิได้ฉายแววหวาดกลัวดังที่สตรีทั่วไปควรจะเป็น ทว่ามันกลับเต็มไปด้วยประกายแห่งการวิเคราะห์และความเยือกเย็นที่ถูกหล่อหลอมมาจากความทรงจำอันซับซ้อนของสองภพชาติ
"บังAญยิ่งนัก... เกิดคดีฆาตกรรมสะเทือนขวัญในเขตหวงห้าม เจ้าสนมต่างเมืองผู้นี้กลับยืนลูบคลำร่องรอยบาดแผลบนศพราวกับเป็นเรื่องสนุกสนานเช่นนั้นหรือ" น้ำเสียงของฮองเฮาเหม่ยหลินราบเรียบ ทว่าแฝงไว้ด้วยอำนาจเด็ดขาดที่พร้อมจะสั่งประหารชีวิตคนได้ในลมหายใจเดียว
มินตรามิได้คุกเข่าลงทันทีดังเช่นนางสนมคนอื่นๆ นางเพียงย่อกายทำความเคารพตามธรรมเนียมอย่างสง่างาม ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบพระเนตรของประมุขแห่งฝ่ายหลังอย่างไม่เกรงกลัว
"ทูลฮองเฮา หม่อมฉันเพียงแต่ใช้สายตาค้นหาความจริงที่ซ่อนอยู่ใต้รอยแผล รอยกรีดนี้ลึกแปดส่วนและเฉียงลงจากซ้ายไปขวา ฝีมือการใช้มีดเช่นนี้มิใช่ของสามัญชนคนทั่วไป หากแต่เป็นวิถีของมือสังหารในราชสำนักที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดีเพคะ" น้ำเสียงของนางราบเรียบ หนักแน่น และฉลาดเฉลียว จนทำให้เหล่าองครักษ์รอบตำหนักถึงกับขมวดคิ้วมุ่นด้วยความตกใจ
ฮองเฮาเหม่ยหลินทรงพระสรุปเบาๆ ในลำพระโอษฐ์ รอยยิ้มเยาะหยันปรากฏขึ้นที่มุมพระโอษฐ์ทาชาดสีแดงสด
"ปากกล้าดีนี่... แต่ในวังหลังแห่งนี้ ความจริงมักไม่สำคัญเท่ากับว่า 'ผู้ใด' คือผู้กุมอำนาจในการชี้ขาด จับนางมัดแล้วลากตัวไปสวนทัณฑ์!"
สิ้นพระสุーストเสียง ทหารองครักษ์ร่างกำยำสองนายก็ก้าวพรวดพราดเข้ามาพร้อมกับเชือกป่านเส้นหนา ทว่าในเสี้ยววินาทีที่มือหยาบกร้านกำลังจะเอื้อมมาแตะต้องร่างของมินตรา เสียงฝีเท้าหนักแน่นและมั่นคงคู่หนึ่งก็ดังแทรกขึ้นจากความเงียบงันที่ด้านนอกตำหนัก
"ช้าก่อน..."
น้ำเสียงทุ้มต่ำ เยือกเย็น และดุร้ายดั่งพญายมราชผู้ครองขุมนรกดังขึ้นเพียงคำเดียว แต่มันกลับทำให้เหล่าทหารองครักษ์ที่กำลังจะลงมือถึงกับชะงักงันค้างเติ่งโดยสัญชาตญาณ
มินตราหันไปมองตามต้นเสียง ท่ามกลางแสงคบเพลิงที่วับแวม บุรุษในชุดคลุมผ้าไหมปักลายกิเลนสีดำสนิทกำลังก้าวย่างเข้ามา บุรุษผู้นี้มีเรือนร่างสูงโปร่ง ใบหน้าหล่อเหลาดุดันคมคายราวกับสลักจากหินหยกสีนิล ดวงตาคมปลาบดั่งเหยี่ยวราตรีคู่นั้นกวาดมองร่างไร้ลมหายใจของขันทีแวบหนึ่ง ก่อนจะเบนมาหยุดอยู่ที่มินตราด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก
เขาคือ อ๋องเฉินอี้ ผู้บัญชาการหน่วยองครักษ์ลับแห่งราชสำนัก และเป็นพระโอรสองค์โตที่ฮ่องเต้ทรงหวาดระแวงมากที่สุด
"ถวายพระพรท่านอ๋อง" ฮองเฮาเหม่ยหลินทรงแย้มพระสรุปฝืนๆ แม้แววตาจะฉายประกายความไม่พอใจอย่างปิดไม่มิด "เหตุใดท่านอ๋องจึงเสด็จมายังสถานที่อัปมงคลเช่นนี้ได้ หรือว่าทรงรู้เห็นเป็นใจกับคดีฆาตกรรมครั้งนี้กันแน่"
อ๋องเฉินอี้มิได้ถวายพระพรตอบตามพิธีการอันเยิ่นเย้อ ร่างสูงใหญ่ก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่เบื้องพระพักตร์ของฮองเฮาอย่างไม่ไว้หน้า กลิ่นอายคุกคามอันทรงพลังแผ่ซ่านออกมาจากตัวเขาจนแม้แต่ทหารองครักษ์ยังต้องถอยร่นไปคนละก้าว
"หม่อมฉันเพียงแต่มารับฟัง 'คำแก้ตัว' ของสนมผู้โชคร้ายผู้นี้..." อ๋องเฉินอี้กล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ทว่าดวงตากลับจดจ้องมองมินตราไม่วางตา "คนที่กล้าวิเคราะห์บาดแผลของคนตายต่อหน้าพระพักตร์ฮองเฮาโดยไม่กะพริบตา ในวังหลังนี้มีน้อยคนนัก... เจ้าชื่ออะไร สนมชาวสยาม"
มินตราสบตากับบุรุษผู้ได้ชื่อว่าเป็นปีศาจแห่งวังหลวงผู้นี้ นางสัมผัสได้ถึงความเย็นชาและอันตรายที่แผ่ออกมาจากตัวเขา แต่มันกลับซ่อนความฉลาดล้ำลึกเอาไว้ภายใต้หน้ากากอันไร้ความรู้สึก
"หม่อมฉัน มินตราเพคะ... และหากท่านอ๋องทรงอนุญาต หม่อมฉันสามารถพิสูจน์ได้ว่าขันทีผู้นี้มิได้ตายเพราะถูกฆ่าปิดปากธรรมดา แต่เขากำลังส่ง 'สัญญาณบางอย่าง' ถึงใครบางคนในที่แห่งนี้"
อ๋องเฉินอี้เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แววตาคมกริบฉายประกายความสนใจขึ้นมาวูบหนึ่ง เขาพยักหน้าช้าๆ เป็นเชิงอนุญาต
มินตราก้าวเข้าไปใกล้ร่างไร้ลมหายใจอีกครั้ง นางเอื้อมมือไปแบมือของศพออกอย่างระมัดระวัง ท่ามกลางความเงียบงันและสายตาทุกคู่ที่จับจ้องมาเป็นตาเดียว ปรากฏว่าที่ฝ่ามือของขันทีผู้นั้น มีรอยเลือดที่ถูกเขียนขึ้นด้วยนิ้วมือเป็นตัวอักษรจีนโบราณสามตัวที่บิดเบี้ยว
เมื่ออ๋องเฉินอี้ก้มลงมองตัวอักษรนั้นชัดๆ พระพักตร์ที่เคยเยือกเย็นมาตลอดกลับตึงเครียดขึ้นในทันที ดวงตาคมปลาบหรี่แคบลงด้วยความตกใจ
นั่นคือชื่อของคนสนิทในกองทัพลับของพระองค์เอง!
ในจังหวะที่ทุกคนกำลังตกตะลึงกับหลักฐานชิ้นใหม่ที่เพิ่งถูกเปิดเผย ทหารม้าเร่งด่วนนายหนึ่งก็ควบม้าฝ่าความมืดเข้ามาหยุดที่หน้าตำหนัก เสียงตะโกนรายงานด้วยความตื่นตระหนกดังลั่นจนสะเทือนไปทั่วบริเวณ
"กราบทูลท่านอ๋อง! คลังอาวุธหลวงประจำทิศประจิม... ถูกเพลิงไหม้เผาผลาญจนราบคาบในเวลาไล่เลี่ยกันนี้พ่ะย่ะค่ะ!"
ศาลาริมน้ำโบราณขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางมา ณ ดินแดนลี้ลับนี้ด้วยกันนะครับ
เงาเรือนไทยกลางวังหลัง: ฆาตกรรมรำพันวิญญาณอาฆาต•ตอนที่ 3
ท่านอ๋องผู้เย็นชา
ผลงานโดย ศาลาริมน้ำโบราณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ศาลาริมน้ำโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาเรือนไทยกลางวังหลัง: ฆาตกรรมรำพันวิญญาณอาฆาต นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!