เสียงเหล็กกระทบกันเบาหวิวท่ามกลางความเงียบงันของรัตติกาล... หาใช่เสียงดาบในในสนามรบไม่ หากแต่เป็นปลายกริชเล่มงามที่ถูกชักออกจากฝักไม้จันทน์หอมอย่างเชื่องช้า
มินตรามิได้สะดุ้งสะเทือนแม้แต่น้อย นางยังคงนั่งนิ่งอยู่เบื้องหน้าโต๊ะเครื่องแป้งไม้สลักลวดลายหงส์คู่ แม้ในเงาสะท้อนจากคันฉ่องทองเหลืองจะปรากฏร่างสูงสง่าของบุรุษในอาภรณ์สีดำสนิท ผู้ซึ่งควรจะอยู่ห่างไกลออกไปนับลี้ในค่ายทหารหลวง กลีบปากอิ่มระบายรอยยิ้มบางเบา ราวกับนางรอคอยการมาเยือนอันตรายนี้อยู่ก่อนแล้ว
"ดูท่า... ฝ่าบาททรงไว้ใจหม่อมฉันน้อยเกินไปกระมังเพคะ ถึงได้ส่งท่านอ๋องผู้เยือกเย็นดุร้ายเช่นพระองค์มาลงทัณฑ์ด้วยพระองค์เองถึงตำหนักเย็นแห่งนี้"
น้ำเสียงของนางราบเรียบ เย็นเยือก และเต็มไปด้วยความมั่นใจที่ท้าทายทุกกฎเกณฑ์แห่งวังหลัง อ๋องเฉินอี้หยุดชะงัก ปลายกริชคมกริบจ่อเข้าที่ต้นคอระหงของนางห่างเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด นัยน์ตาคมกริบคู่นั้นดุดันดั่งพยัคฆ์ร้ายยามล่าเหยื่อ ทว่าลึก
ลงไปกลับมีความไหววูบประหลาดที่แม้แต่เจ้าตัวก็ไม่อาจล่วงรู้สาเหตุ
"เจ้าไม่ใช่สนมมิ่งเซียนผู้เลอโฉมแต่น่าสมเพชคนเดิม... เจ้าเป็นใครกันแน่ แม่นางผู้มาจากดินแดนอันไกลโพ้น" อ๋องเฉินอี้เอמהสุ้มเสียงต่ำลอดไรฟัน ลลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับเส้นผมสีดำสนิทของนางที่ทิ้งตัวลงเคลียลาดไหล่
มินตราค่อย ๆ หันกลับมาเผชิญหน้ากับเขา ดวงตากลมโตคู่นั้นมิได้มีความหวาดกลัวเจืออยู่เลยแม้แต่น้อย นางเอื้อมมือเรียวบางออกไป ปลายนี้วแตะลงบนคมกริบที่จ่อลำคออยู่ด้วยความอาจหาญ ความเย็นเฉียบของเหล็กกล้าตัดกับความนุ่มนวลของผิวเนื้อ สร้างความระทึกใจให้แก่ผู้พบเห็นยิ่งนัก
"หม่อมฉันจะเป็นใคร... ก็ล้วนแต่เป็นหมากตัวสำคัญที่จะช่วยท่านอ๋องกวาดล้างเงาทมิฬในราชสำนักมิใช่หรือเพคะ?" นางกระซิบแผ่วเบา ราวกับเสียงกระซิบจากวิญญาณเรือนไทยโบราณที่ข้ามภพมาทวงความยุติธรรม "ท่านอ๋องเฉินอี้... ท่านคิดจะสังหารหม่อมฉันเพื่อปิดปากตามคำสั่งของฮองเฮาจริง ๆ หรือ หรือแท้จริงแล้ว... ท่านกำลังลังเลที่จะทำลายหมากตัวนี้ด้วยมือของตนเองกันแน่"
คมดาบในมืออ๋องเฉินอี้สั่นน้อย ๆ ชั่วเสี้ยววินาที ความเยือกเย็นดุร้ายที่เคยมีมาตลอดชีวิตการเมืองและการทหารกลับถูกสั่นคลอนด้วยสตรีตรงหน้า นางไม่ได้มีอำนาจกองทัพ ไม่ได้มีตระกูลขุนนางหนุนหลัง ทว่าแววตาคู่นั้นกลับลึกล้ำดั่งหุบเหวที่ดึงดูดให้เขาก้าวลົງไปทีละน้อย
"บังอาจนัก!" เขาคำรามในลำคอ ทว่าแรงกดที่ปลายกริชกลับผ่อนคลายลงโดยไม่รู้ตัว "สตรีเจ้าเล่ห์เช่นเจ้า สมควรถูกประหารชีวิตมานานแล้ว"
"ถ้าเช่นนั้นก็ลงมือสิเพคะ..." มินตราเชิดหน้าขึ้นท้าทาย ดวงตาประสานกับนัยน์ตาดุดันอย่างไร้ความหวาดหวั่น "แต่หากท่านสังหารหม่อมฉันในคืนนี้ ความลับเรื่องตราประทับหยกในตำหนักฮองเฮา... และความจริงเบื้องหลังการตายของพระมารดาของท่าน จะถูกฝังกลบไปชั่วกาลนาน ไม่มีวันได้เห็นแสงตะวันอีกต่อไป"
ราวกับสายฟ้าฟาดผ่าลงกลางใจ อ๋องเฉินอี้ชะงักค้าง ปลายกริชร่วงหล่นลงกระทบพื้นห้องเกิดเสียงดัง *เคร้ง* ก้องกังวานท่ามกลางความเงียบงัน เขาก้าวเข้าไปประชิดตัวนางด้วยความเร็วปานสายฟ้า มือหนาคว้าเข้าที่ต้นแขนเรียวเล็กของนางแน่น ดวงตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตานางราวกับจะค้นหาความจริงทั้งหมดที่ซ่อนอยู่
"เจ้า... รู้เรื่องมารดาของข้าได้อย่างไร!" สุ้มเสียงของเขาแหบพร่าและเต็มไปด้วยความเจ็บปวดที่ถูกเก็บงกดมาเนิ่นนาน
"หม่อมฉันรู้มากกว่าที่ท่านคิด..." มินตราเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าหนักแน่นดั่งหินผา มือเรียวข้างหนึ่งยกขึ้นแตะลงบนแก้มสากของบุรุษผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในแคว้น "และความลับนี้... คือพันธนาการที่จะผูกเราไว้ด้วยกัน ไม่ว่าท่านจะต้องการมันหรือไม่ก็ตาม"
บรรยากาศภายในห้องบรรทมเล็ก ๆ อบอวลไปด้วยความตึงเครียดและเสน่หาอันตรายที่ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบงัน ท่ามกลางเงาตะคุ่มของค่ำคืนอันมืดมิด ทั้งสองยืนประจันหน้ากันราวกับนักรบสองคนที่กำลังหาจุดอ่อนของกันและกัน ทว่าในขณะที่อ๋องเฉินอี้กำลังจะเอާމวาจาใดออกมาเพื่อทำลายความเงียบนั้น เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับสิบก็ดังขึ้นจากภายนอกตำหนัก
*ตึง! ตึง! ตึง!*
เสียงทุบประตูไม้บานใหญ่ของตำหนักเย็นดังสนั่นหวั่นไหว ตามมาด้วยเสียงตะโกนก้องด้วยความเกรี้ยวกราดของราชองครักษ์ประจำพระองค์ฮองเฮา "เปิดประตูเดี๋ยวนี้! มีรายงานว่ามีมือสังหารลักลอบเข้ามาในตำหนักเย็น! ฮองเฮามีรับสั่งให้ตรวจสอบทั่วทุกตารางนิ้ว!"
อ๋องเฉินอี้หันขวับไปมองประตูเบื้องหน้า นัยน์ตาดุดันฉายแววอำมหิตขึ้นมาทันที สถานการณ์พลิกผันในชั่วพริบตา แผนการลอบสังหารที่ควรจะไร้ร่องรอย กลับกลายเป็นกับดักที่ถูกตลบหลังโดยฝ่ายฮองเฮาอย่างสมบูรณ์แบบ
มินตรารีบก้าวเข้าไปใกล้เขา กระซิบด้วยน้ำเสียงรวดเร็วและเฉียบขาด "พวกมันรู้ว่าท่านอยู่ที่นี่... ฮองเฮาต้องการบีบให้ท่านเลือก ระหว่างส่งตัวหม่อมฉันให้พวกมัน หรือจะประกาศตัวเป็นศัตรูกับตำหนักใหญ่อย่างเปิดเผยในคืนนี้!"
อ๋องเฉินอี้หันกลับมามองสตรีงามผู้มีสติปัญญาเป็นเลิศในอ้อมแขน ชั่วขณะนั้น ความรู้สึกปกป้องพรั่งพรูขึ้นมาในใจอย่างรุนแรง เขาไม่ลังเลอีกต่อไป มือหนาคว้าผ้าคลุมสีดำสนิทของตนมาคลุมร่างระหงของมินตราไว้จนมิดชิด ก่อนจะคว้ากระบี่ประจำกายขึ้นมาถือไว้มั่น
"จับมือข้าไว้..." เขาเอ่ยเสียงต่ำแต่มั่นคง "ไม่ว่าเบื้องหน้าจะเป็นคมดาบหรือกองเพลิง ข้าจะไม่ยอมให้ใครแตะต้องเจ้าแม้แต่เส้นผมเดียว"
ทว่า ก่อนที่ทั้งคู่จะได้ขยับตัวไปยังช่องลับหลังห้อง บานประตูไม้แกะสลักก็ถูกถีบพังทลายลงด้วยพละกำลังมหาศาล แสงไฟจากคบเพลิงสว่างจ้าสาดส่องเข้ามาพร้อมกับร่างของราชองครักษ์นับสิบที่กรูเข้ามาล้อมกรอบ แต่สิ่งที่ทำให้ทั้งอ๋องเฉินอี้และมินตราต้องหยุดชะงักและเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง คือร่างของสตรีในชุดคลุมสีทองอร่ามที่ก้าวเข้ามาพร้อมรอยยิ้มเยียบเย็นบนริมฝีปาก
"ไม่ต้องลำบากตามหาหรอกท่านอ๋อง..." เสียงอันทรงอำนาจและคุ้นเคยเอ่ยขึ้นท่ามกลางแสงไฟ "ในเมื่อท่านเสด็จมาเยือนตำหนักเย็นด้วยพระองค์เองแล้ว เช่นนั้น... ฮانةผู้นี้ก็ยินดีต้อนรับสู่ 'หลุมพราง' ที่ข้าเตรียมไว้ให้ตั้งแต่แรก"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลาและคมดาบมาด้วยกัน ณ ศาลาริมน้ำโบราณแห่งนี้นะครับ
เงาเรือนไทยกลางวังหลัง: ฆาตกรรมรำพันวิญญาณอาฆาต•ตอนที่ 9
คมดาบและน้ำตา
ผลงานโดย ศาลาริมน้ำโบราณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ศาลาริมน้ำโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาเรือนไทยกลางวังหลัง: ฆาตกรรมรำพันวิญญาณอาฆาต นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!