กลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งในโพรงจมูกยังไม่จางหายดี เสียงลมหายใจหอบกระชั้นของหลินเฟยก็ดังสะท้อนก้องอยู่ในความเงียบงัน
*ฉึก!*
คมมีดสั้นวาววับของเต๋อจิ้งปักเข้าที่ต้นคอของเงาร่างเบื้องหน้าอย่างแม่นยำราวจจับวาง ร่างของหานป้ากระตุกเกร็งเล็กน้อย ดวงตาที่เคยเบิกกว้างด้วยความกระหายเลือดค่อยๆ
ไร้ประกาย พลังมารสีดำที่แผดเผาอยู่รอบกายมลายหายไปในพริบตา ราวกับควันไฟที่ถูกสายลมพัดหาย
"เจ้า... ประมาทเกินไปแล้ว เฟยเออร์" เต๋อจิ้งหอบหายใจหนักหน่วง ใบหน้าซีดเผือก เม็ดเหงื่อผุดพรายเต็มกรอบหน้า เขาทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าข้างหนึ่งอย่างหมดแรง
หลินเฟยยังคงยืนค้างอยู่ในท่าเตรียมตั้งรับ ร่างกายเต็มไปด้วยรอยแผลฉีกขาด เลือดสีแดงฉานไหลอาบต้นแขนซ้าย แต่เขากลับไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดแม้แต่น้อย สมองยังคงวนเวียนอยู่กับภาพเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นตายเมื่อครู่—หากเต๋อจิ้งซัดมีดช้าไปแม้แต่ลมหายใจเดียว หัวใจของเขาคงกลายเป็นเศษเนื้อแหลกเหลวไปแล้ว
"ข้าไม่เป็นไร..." หลินเฟยเค้นเสียงลอดไรฟัน ดวงตาคมกริบจดจ้องร่างที่ไร้ลมหายใจของหานป้า ความแค้นในใจไม่ได้ลดน้อยลงเลย มีแต่จะสุมแน่นขึ้นราวกับกองเพลิงที่ถูกเติมเชื้อ "ไอ้สวะนี่เป็นแค่ลูกสมุนปลายแถวของพรรคมาร หากฝีมือของพวกมันมีเพียงเท่านี้ วันที่ข้าบุกเหยียบพรรคโลหิตทมิฬคงอยู่ไม่ไกล"
เต๋อจิ้งดึงมีดสั้นกลับมาเช็ดกับเศษผ้าอย่างไร้ความปรานี เขาส่ายหน้าช้าๆ แววตาสะท้อนความกังวลอย่างปิดไม่มิด "อย่าเพิ่งลำพองใจไป หลินเฟย หานป้าเป็นเพียงสุนัขรับใช้ขั้นสามของจ้าวอวิ๋นเท่านั้น แต่สิ่งที่มันทิ้งไว้ก่อนตาย... เจ้าจำคำพูดของมันได้ใช่ไหม?"
คำพูดของหานป้าก่อนสิ้นใจดังขึ้นในหัวของหลินเฟยอีกครั้ง *‘ศิลาลับ... พวกแกไม่มีทางแย่งชิงมันไปจากท่านประมุขได้หรอก...’*
ศิลาลับ—วัตถุปริศนาที่ถูกกล่าวขานในยุทธภพมาเนิ่นนาน ว่ากันว่ามันกุมความลับในการทะลวงขีดจำกัดพลังยุทธ์ขั้นสูงสุด และอาจเป็นกุญแจสำคัญในการไขปริศนาการตายของบิดาหลินเฟย
เต๋อจิ้งลุกขึ้นยืนปัดฝุ่นตามเนื้อตัว ก่อนจะหยิบแผนที่เก่าคร่ำครึออกมาจากอกเสื้อ กางออกบนโขดหินใกล้ๆ "ข่าวกรองล่าสุดที่ข้าสืบมาเมื่อคืนก่อน ความเคลื่อนไหวของพรรคมารไม่ได้มุ่งเน้นแค่การขยายอำนาจในยุทธภพตะวันตกแล้ว เป้าหมายที่แท้จริงของพวกมันคือการประชุมลับของเหล่าเจ้าสำนักใหญ่ที่ 'เมืองหลวง' ในอีกครึ่งเดือนข้างหน้า"
"เมืองหลวง..." หลินเฟยทวนคำ ดวงตาหรี่แคบลง "ที่ที่เต็มไปด้วยขุนนางฉ้อฉล สำนักคุณธรรมจอมปลอม และรังของพรรคมาร"
"ใช่ และที่สำคัญที่สุด..." เต๋อจิ้งเว้นจังหวะ สายตาคมกริบมองสหายรัก "มีข่าวลือหนาหูว่า 'ศิลาลับ' ชิ้นนั้น ปรากฏ
ณ ที่ใดที่หนึ่งในเขตพระราชฐานชั้นนอกแล้ว"
บรรยากาศรอบกายเงียบงันลงทันที มีเพียงเสียงลมพัดผ่านยอดไม้และเสียงกองไฟที่มอดดับลง ความกดดันบางเบาแต่หนักอึ้งแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณ การเดินทางครั้งนี้ไม่ใช่แค่การล้างแค้นส่วนตัว แต่มันคือการเดินเข้าสู่ปากถ้ำของพยัคฆ์ร้ายที่พร้อมจะขย้ำพวกเขาทุกเมื่อ
หลินเฟยกำหมัดแน่นจนข้อต่อลั่นเปรี๊ยะ พลังลมปราณภายในร่างกายโคจรหมุนวนอย่างรุนแรง ความเจ็บปวดจากบาดแผลถูกสยบลงด้วยจิตใจที่แนיแน่ว "ถ้าอย่างนั้น... เราก็ไม่มีเหตุผลต้องรอช้า มุ่งหน้าสู่เมืองหลวง!"
...
เจ็ดวันต่อมา ณ โรงเตี๊ยมรกร้างริมชาย
แดนต่อ
เขตมณฑลบูรพา
เสียงฝนตกกระหน่ำซัดสาดลงบนหลังคากระเบื้องเก่าๆ ดังสนั่นหวั่นไหว กลบเสียงรอบข้างจนหมดสิ้น ภายในโรงเตี๊ยมที่ควรจะคึกคักกลับมีเพียงความเงียบงันและกลิ่นอายกดดันแปลกประหลาด หลินเฟยและเต๋อจิ้งนั่งอยู่ที่โต๊ะมุมสุด สายตาสอดส่องความผิดปกติรอบด้าน
รอบตัวพวกเขามีชาวยุทธ์กลุ่มหนึ่งแต่งกายด้วยชุดคลุมสีเทา นั่งล้อมวงดื่มสุราอยู่ห่างออกไปสามโต๊ะ แม้ภายนอกจะดูเหมือนคนเดินทางทั่วไป แต่สัญชาตญาณนักฆ่าและร่องรอยการฝึกวิชาสายมารที่แผ่ออกมาทำให้หลินเฟยรู้ทันทีว่าคนเหล่านี้ไม่ใช่คนธรรมดา
"เจ้าพวกนั้นสะกดรอยตามเรามาตั้งแต่ข้ามเขตภูเขาหมอกดำแล้ว" เต๋อจิ้งกระซิบเสียงแผ่วเบาโดยไม่ขยับริมฝีปาก มือขวาวางอยู่เหนือซองมีดสั้นใต้โต๊ะอย่างแนบเนียน
"ปล่อยให้พวกมันตามมา" หลินเฟยรินสุราใส่จอก ยกขึ้นจิบช้าๆ สีหน้าเรียบเฉยไร้ความกลัว "ข้ากำลังอยากรู้ว่า หมาตัวไหนส่งพวกมันมา"
ทันใดนั้นเอง บานประตูไม้ของโรงเตี๊ยมก็ถูกกระชากเปิดออกด้วยพลังลมปราณอันรุนแรง สายฝนสาดซัดเข้ามาพร้อมกับร่างของบุรุษผู้หนึ่ง สวมหมวกสานปีกกว้างปิดบังใบหน้าครึ่งบน ทว่าบรรยากาศที่แผ่ออกมาจากตัวเขากลับทำให้ชาวยุทธ์ชุดเทาทั้งหมดต้องรีบผุดลุกขึ้นคุกเข่าคำนับด้วยความหวาดกลัวทันที!
บุรุษปริศนาก้าวเข้ามาอย่างเชื่องช้า เสียงรองเท้าบูทกระทบพื้นไม้ดัง กลิ่นอายกดดันระดับยอดฝีมือแท้จริงแผ่ซ่ายกดทับจนลมหายใจของคนในโรงเตี๊ยมติดขัด เขาหยุดยืนอยู่ที่กลางห้อง ก่อนจะค่อยๆ เงยหน้าขึ้นเผยให้เห็นรอยแผลเป็นลากยาวจากหางตาขวาลงมาถึงมุมปาก
"หลินเฟย... เต๋อจิ้ง" เสียงแหบต่ำราวกับเสียงเสียดสีของโลหะดังขึ้น กวาดมองมาที่โต๊ะของพวกเขาทั้งสอง "นายท่านของข้ารอพบพวกเจ้ามานานแล้ว"
หลินเฟยวางจอกสุราลงบนโต๊ะเสียงดัง *ก๊อก* เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างกายแผ่พุ่งจิตสังหารอันดุดันออกมาอย่างไร้ความเกรงกลัว ดวงตาดั่งพยัคฆ์จ้องมองตรงไปยังผู้มาเยือนอย่างท้าทาย
"นายท่านของเจ้า... เป็นใคร?" หลินเฟยถามเสียงเย็นเยียบ
บุรุษรอยแผลเป็นแค่นหัวเราะในลำคอ รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมปรากฏขึ้นที่มุมปาก "คนที่จะส่งพวกเจ้าไปลงนรก... คือผู้ที่ครอบครองศิลาลับตัวจริง!"
สิ้นคำพูดนั้น ร่างของบุรุษรอยแผลเป็นก็เลือนหายไปจากจุดเดิมในพริบตา ความเย็นวาบแล่นพล่านสันหลังของหลินเฟย ความเร็วนั้นเหนือกว่าหานป้าหลายเท่าตัว และเป้าหมายของการโจมตี... คือจุดตายกลางหน้าอกของเขา!
*ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสู้เคียงบ่าเคียงไหล่ไปกับข้าครับ!*
— พยัคฆ์ขาวคำราม
วิถีพยัคฆ์สยบฟ้า: หมัดเดียวทะลวงดารา•ตอนที่ 7
ข่าวลือเกี่ยวกับยอดวิชา
ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีพยัคฆ์สยบฟ้า: หมัดเดียวทะลวงดารา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!