เปร้ง!
ประกายไฟสีส้มวาบขึ้นเสี้ยววินาทีที่หมัดหุ้มด้วยลมปราณปะทะเข้ากับกรงเล็บเหล็กไหล แรงปะทะสะท้อนกลับจนพื้นศิลาใต้ฝ่าเท้าของหลินเฟยแตกร้าวเป็นใยแมงมุม ร่างของบุรุษรอยแผลเป็นไถลถอยหลังไปสามกว้าง แต่รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมบนมุมปากกลับฉีกกว้างขึ้น ราวกับเขากำลังสนุกกับเหยื่อที่ดิ้นรนอยู่ในอวน
"ความเร็วไม่เลว... แต่กระดูกเจ้ายังอ่อนหัดเกินกว่าจะรับมือ 'เงาอัสนี' ของข้า" เสียงแหบพร่าดังลอดไรฟัน
หลินเฟยหอบหายใจถี่กระชั้น หยาดเหงื่อกาฬไหลย้อยจากขมับลงสู่คาง กล้ามเนื้อทั่วร่างเกร็งเครียดจนปูดโปน หัวใจเต้นโครมครามราวกับกลองศึก เหตุการณ์เมื่อครู่เฉียดตายเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด หากเต๋อจิ้งไม่ซัดมีดสั้นเล่มหนึ่งเบี่ยงวิถีกรงเล็บนั้นในเสี้ยววินาทีวิกฤต ป่านนี้ร่างของเขาคงถูกควักหัวใจออกมาดูเล่นแล้ว
"อย่าบุ่มบ่าม!" เสียงกระซิบต่ำลอยมาจากด้านข้าง เต๋อจิ้งพุ่งตัวเข้ามาขนาบข้าง สายตาคมกริบกวาดมองไปรอบกายด้วยความระแวกระวัง มือขวาของเขากำด้ามมีดสั้นซ่อนไว้ใต้แขนเสื้อ "มันจงใจล่อเรามาที่นี่ บรรยากาศรอบตัวแปลกพิกล... กลิ่นอายแบบนี้มันค่ายกลลวงตาขั้นสูง"
หลินเฟยไม่ได้เอ่ยคำใด ดวงตาสองข้างวาวโรจน์ด้วยความแค้น ความแค้นที่แผดเผาอยู่ในอกตั้งแต่คืนที่สกุลหลินถูกล้างบางไม่เคยดับมอดลง เขากวาดสายตามองอาคารไม้สักสามชั้นเบื้องหน้า ป้ายชื่อซีดจางที่แขวนอยู่เขียนไว้ว่า *‘โรงเตี๊ยมร้อยบุปผา’* แต่ยามนี้ รอบกายกลับเงียบสงบไร้ผู้คน ราวกับเป็นเมืองร้าง ทั้งที่ตั้งอยู่ใจกลางย่านการค้าที่ควรจะพลุกพล่าน
บุรุษรอยแผลเป็นหัวเราะในลำคออย่างเย้ยหยัน มันหันหลังให้พวกเขาก่อนจะสาวเท้าก้าวเข้าไปในประตูกลางที่เปิดอ้าซ่าราวกับเชิญชวน "อยากรู้ว่าใครเป็นคนฆ่าบิดาเจ้า... ก็ตามข้ามาสิ เจ้าหนูหลิน หากเจ้ามีความกล้าพอ"
"มันท้าทายเราชัดๆ" สันจมูกของเต๋อจิ้งกระตุกเล็กน้อย เขารู้ดีว่านี่คือกับดัก แต่ในสถานการณ์ที่ข้อมูลเกี่ยวกับศัตรูมีจำกัด การปฏิเสธคำท้าก็เท่ากับการยอมแพ้
"ต่อให้เป็นขุมนรก ลอดลงไปข้าก็ต้องไป" หลินเฟยกล่าวเสียงลอดไรฟัน แววตาเด็ดเดี่ยวไร้ความหวาดกลัว ร่างกายเต็มไปด้วยจิตวิญญาณนักสู้ที่ถูกปลุกเร้าจนถึงขีดสุด เขาพุ่งทะยานตามเงาร่างนั้นเข้าไปในความมืดของโรงเตี๊ยมทันทีโดยไม่ลังเล
ภายในโรงเตี๊ยมอบอวลไปด้วยกลิ่นอายประหลาด กลิ่นหอมหวานคล้ายดอกไม้ป่าผสมกับกลิ่นคาวเลือดจางๆ ลอยอวลอยู่ในบรรยากาศ แสงสลัวจากโคมไฟกระดาษสีแดงสาดส่องให้เห็นสภาพภายในที่ถูกจัดแต่งไว้อย่างวิจิตรบรรจง ผิดวิสัยโรงเตี๊ยมร้างทั่วไป โต๊ะไม้เก้าอี้ถูกจัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบ ทว่าไร้เงาของเถ้าแก่หรือเสี่ยวเอ้อร์
กึก!
เสียงประตูไม้บานใหญ่เบื้องหลังปิดตายลงเองโดยไม่มีแรงลม เต๋อจิ้งชักมีดสั้นคู่ออกมาจากฝัก สัญชาตญาณนักฆ่าบอกเขาว่าภัยอันตรายกำลังคืบคลานเข้ามาจากทุกทิศทุกทาง "หลินเฟย ระวังตัว! ลมปราณรอบตัวเราเริ่มเปลี่ยนทิศทางแล้ว มันไม่ใช่สถานที่ธรรมดา"
หลินเฟยหยุดฝีเท้า กวาดตามองรอบด้าน ประสาทสัมผัสทั้งห้าถูกเร่งเร้าจนถึงขีดสุด เขาพบว่าเสียงฝีเท้าของบุรุษรอยแผลเป็นเมื่อครู่หายไปอย่างไร้ร่องรอย แทนที่ด้วยเสียงกระซิบแผ่วเบาราวกับเสียงลมหายใจนับร้อยที่ดังมาจากผนังและพื้นไม้
"ยินดีต้อนรับสู่สุสานของพวกเจ้า..."
เสียงหัวเราะก้องกังวานไม่ใช่ของบุรุษรอยแผลเป็นคนนั้น แต่มันเป็นเสียงที่ทรงพลัง เยือกเย็น และแฝงไปด้วยจิตสังหารอันเข้มข้นจนทำให้ลมหายใจสะดุด เสียงนั้นดังก้องมาจากชั้นสองของโรงเตี๊ยม
ฉับพลัน! แสงไฟสีแดงจากโคมกระดาษนับร้อยก็เปลี่ยนเป็นสีเขียวมรกต ทัศนียภาพภายในโรงเตี๊ยมบิดเบี้ยวราวกับภาพวาดในสายน้ำ พื้นไม้ใต้ฝ่าเท้าสั่นสะเทือน ก่อนที่กลไกนับร้อยจะทำงานพร้อมกัน ลูกศรอาบยาพิษนับพันดอกพุ่งแหวกอากาศออกมาจากช่องลับรอบทิศทางด้วยความเร็วสูง เสียงแหวกอากาศหวีดหวิวบาดแก้วหู
"ถอย!" เต๋อจิ้งคำรามลั่น หมุนตัวควงมีดสั้นสร้างเป็นโล่ลมปราณปัดป้องลูกศรที่ระดมยิงเข้ามาดั่งห่าฝน
หลินเฟยไม่ถอยแต่พุ่งทะยานไปข้างหน้า ร่างของเขาย่อต่ำ หมัดขวาผนึกกำลังลมปราณระเบิดออกเป็น 'หมัดทะลวงดารา' กระแทกเข้าใส่ผนังไม้เบื้องหน้าเพื่อเปิดทางหนี แรงหมัดมหาศาลทะลวงแผ่นไม้หนาจนแตกกระจายกลายเป็นเสี่ยงๆ ทว่า สิ่งที่ปรากฏหลังรอยแตกนั้นกลับไม่ใช่ทางออก... แต่เป็นห้องโถงกว้างที่เต็มไปด้วยหุ่นเชิดศิลาหน้าตาน่าเกลียดน่ากลัวนับสิบตัว กำลังขยับเคลื่อนไหวด้วยกลไกปราณโลหิต!
กลางห้องโถงนั้น ร่างของบุรุษรอยแผลเป็นยืนไขว้หลังรออยู่ พร้อมกับเงาร่างอีกสามร่างที่ก้าวออกมาจากความมืด หนึ่งในนั้นสวมหน้ากากเงินลายพยัคฆ์ ดวงตาสีเพลิงใต้หน้ากากจ้องมองมาที่หลินเฟยด้วยความสมเพชเวทนา
"ในที่สุดแกก็มาติดกับจนได้... หลินเฟย เจ้าหนูโง่เขลา เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าการตายของบิดาเจ้าเป็นเพียงเรื่องบังเอิญ?" เสียงใต้หน้ากากเงินเอ่ยขึ้นอย่างเยือกเย็น พร้อมกับสะบัดมือเบื้องหน้า ประตูทางออกทุกบานถูกผนึกด้วยม่านพลังลมปราณสีดำสนิท
หลินเฟยยืนนิ่งค้าง ลมหายใจสะดุดกึกเมื่อได้ยินประโยคดังกล่าว ความโกรธเกรี้ยวที่เคยมีถูกแทนที่ด้วยความเย็นยะเยือกในไขสันหลัง เขารู้ทันทีว่าพวกมันไม่ได้ต้องการแค่ชีวิต... แต่ต้องการทำลายจิตใจของเขาให้แหลกสลายคามือ
เต๋อจิ้งขยับเข้ามาใกล้ แวตาสั่นระริกเล็กน้อยก่อนจะกระซิบเสียงเครียด "หลินเฟย ตั้งสติ... นี่คือแผนล่อเสือออกจากถ้ำของจ้าวอวิ๋น ตัวจริงของมันไม่ได้อยู่ที่นี่ แต่นี่คือร่างจำแลงพลังจิต!"
ทว่า ในเสี้ยววินาทีที่หลินเฟยกำลังจะเอ่ยปากตอบสหายรักนั้นเอง พื้นไม้ใต้เท้าของเต๋อจิ้งก็ยุบตัวลงอย่างกะทันหัน ร่างของเต๋อจิ้งร่วงหล่นหายลงไปในหลุมพรางเบื้องล่างท่ามกลางเสียงกรีดร้องที่ถูกตัดขาดด้วยเสียงหัวเราะก้องกังวานของบุรุษหน้ากากเงิน
"เต๋อจิ้ง!" หลินเฟยแผดเสียงร้องลั่นด้วยความตกใจสุดขีด เขากระโจนตามลงไปในหลุมพรางมืดมิดนั้นทันทีโดยไม่ห่วงชีวิตตนเอง
ร่างของเขาดิ่งพสุธาลงสู่ความมืดมิดอย่างไร้ก้นบึ้ง เสียงลมหวีดหวิวข้างหูราวกับเสียงกรีดร้องของภูตผี ก่อนที่สติสัมปชัญญะจะวูบดับลงพร้อมกับแสงสว่างวาบอันแสบตาที่สาดส่องขึ้นมาจากเบื้องล่าง—และภาพที่ปรากฏเบื้องหน้า ทำให้หลินเฟยต้องเบิกตากว้างจนแทบปริแตกด้วยความตกตะลึงพรึงเพริด...
เพราะร่างของเต๋อจิ้งในยามนี้ กำลังถูกตรึงติดไว้กับแท่นบูชาศิลาด้วยโซ่ตรึงวิญญาณสีดำ โดยมีกระบี่เล่มหนึ่งที่คุ้นตาอย่างยิ่ง... กระบี่ประจำกายของบิดาเขา... กำลังจ่ออยู่ที่ลำคอของสหายรัก!
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางสู้ยิบตาไปด้วยกันใน "วิถีพยัคฆ์สยบฟ้า" ครับ - พยัคฆ์ขาวคำราม
วิถีพยัคฆ์สยบฟ้า: หมัดเดียวทะลวงดารา•ตอนที่ 8
กับดักแห่งความโลภ
ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีพยัคฆ์สยบฟ้า: หมัดเดียวทะลวงดารา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!