“เจ้าจำกลิ่นสนิมเหล็กบนกระบี่เล่มนี้ได้ใช่ไหม หลินเฟย?”
จ้าวอวิ๋นเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ทว่าแฝงไปด้วยความรื่นรมย์ราวกับกำลังจิบสุราเลิศรส ปลายกระบี่ที่จ่ออยู่ที่ลำคอของเต๋อจิ้งสั่นไหวน้อยๆ ตามจังหวะการหายใจที่ติดขัดของเหยื่อ โลหิตสีแดงสดเริ่มซึมออกมาเป็นทางยาวผ่านผิวขาวซีดของสหายรัก
หลินเฟยยืนนิ่งอยู่กลางโรงเตี๊ยม ‘มังกรหลับ’ บรรยากาศรอบกายบีบคั้นจนอากาศดูจะหนักอึ้งราวกับปรอท มือของเขากำแน่นจนเล็บจิกลึกลงไปในฝ่ามือ เสียงไม้กระดานลั่นเอี๊ยดอ๊าดภายใต้เท้าของเหล่าสมุนพรรคมารที่ล้อมวงเข้ามาเป็นชั้นๆ ราวกับฝูงหมาป่าที่รอจังหวะฉีกกระชากเนื้อ
“ปล่อยมัน... แล้วข้าจะมอบหัวของข้าให้เจ้าเอง” หลินเฟยเค้นเสียงผ่านไรฟัน ดวงตาของเขาฉายแววอาฆาตมาดร้ายที่แทบจะเผาไหม้ทุกสิ่งที่ขวางหน้า
“หัวของเจ้ามีค่าอะไร?” จ้าวอวิ๋นแค่นหัวเราะ เหยียดกายขึ้นช้าๆ “ข้าต้องการเพียงแค่ ‘เคล็ดวิชาพยัคฆ์สยบฟ้า’ ที่อยู่ในสมองของเจ้า หากเจ้าคุกเข่าลงแล้วส่งมอบมันมา... บางทีข้าอาจจะเมตตาตัดคอเพื่อนเจ้าให้ตายอย่างไม่ทรมานนัก”
เต๋อจิ้งที่ถูกตรึงด้วยโซ่สีดำสนิทเงยหน้าขึ้น แม้ใบหน้าจะบวมช้ำจากการซ้อม แต่แววตายังคงแน่วแน่ “อย่า... หลินเฟย! อย่าให้มัน... แค่ก!” กระบี่คมกริบกดลึกลงไปอีกนิด เลือดเริ่มหยดลงบนพื้นไม้กระทบกับเสียงดังตึ้ก... ตึ้ก... เป็นจังหวะที่บีบหัวใจหลินเฟยจนแทบหยุดเต้น
วินาทีนั้น ความโกรธแค้นที่สั่งสมมานานเปลี่ยนเป็นความเย็นเยียบที่แล่นพล่านไปทั่วกระดูกสันหลัง หลินเฟยไม่ได้สูญเสียการควบคุม แต่เขากำลัง ‘ก้าวข้าม’ ขีดจำกัดของตัวเอง จิตสังหารที่พุ่งออกจากร่างของเขาหนาแน่นจนลมหายใจของสมุนพรรคมารรอบข้างถึงกับสะดุด
“ใครบังอาจขวางทางข้า... ผู้นั้นต้องตาย”
หลินเฟยพุ่งตัวออกไปราวกับสายฟ้าที่ฟาดลงบนพื้นไม้ เสียงระเบิดดังสนั่นจนพื้นโรงเตี๊ยมแตกกระจาย สมุนพรรคมารสามคนพุ่งเข้าใส่พร้อมอาวุธในมือ แต่พวกมันกลับช้าเกินไปในสายตาของเขา หลินเฟยไม่ได้ใช้กระบวนท่าที่ซับซ้อน เขาเพียงแค่รวบรวมลมปราณทั้งหมดไว้ที่หมัดขวา—หมัดที่สั่นไหวด้วยพลังงานมหาศาลราวกับพยัคฆ์ที่กำลังคำรามอยู่ในกาย
*เปรี้ยง!*
หมัดเดียวเข้าที่กลางอกของศัตรูคนแรก แรงปะทะทำให้ร่างของมันปลิวละลิ่วทะลุผนังโรงเตี๊ยมออกไปด้านนอกราวกับว่าวสายป่านขาด พลังหมัดพยัคฆ์ครั้งแรกที่เขาปลดปล่อยออกมามันรุนแรงและดิบเถื่อนอย่างที่เขาไม่เคยคาดคิด
“เข้ามาให้หมด!” หลินเฟยตะโกนก้อง หมัดซ้ายปัดป้องคมดาบ หมัดขวาอัดกระแทกสีข้างของศัตรูอีกคนจนกระดูกซี่โครงแตกละเอียด การต่อสู้ในพื้นที่แคบกลายเป็นสนามสังหาร เลือดสาดกระเซ็นเปรอะเปื้อนใบหน้าของเขา แต่หลินเฟยไม่แม้แต่จะกระพริบตา เขาเหมือนสัตว์ป่าที่หลุดออกจากกรงขัง ทุกหมัดที่ปล่อยออกไปคือความคับแค้น ทุกย่างก้าวคือเจตจำนงที่จะปกป้องสหายรัก
จ้าวอวิ๋นเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แววตาที่เคยเย้ยหยันเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความประหลาดใจ “ดี... ยิ่งดิ้นรน พลังของเจ้าก็ยิ่งตื่นตัวได้งดงามนัก”
ทว่าในจังหวะที่หลินเฟยกำลังจะสะบัดร่างผ่านฝูงสมุนเพื่อไปให้ถึงตัวเต๋อจิ้งนั้นเอง เงาดำสายหนึ่งก็พุ่งวาบลงมาจากขื่อคาโรงเตี๊ยมพร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่บาดลึกถึงขั้วหัวใจ หลินเฟยชะงักฝีเท้าทันทีเมื่อเห็นใบหน้าของผู้ที่เพิ่งปรากฏตัว
ชายชราในชุดคลุมสีดำสนิท ผู้ถือแส้เหล็กยาวเหยียดที่ปลายแส้มีรอยเลือดแห้งกรังยืนขวางหน้าเขาอยู่ มันคือคนเดียวกับที่เคยทรมานบิดาของเขาจนสิ้นใจ และในมืออีกข้างหนึ่งของมัน... คือเครื่องรางหยกที่หลินเฟยตามหามาตลอดชีวิตเพื่อใช้ปลดโซ่ตรึงวิญญาณ
ชายชรากระตุกยิ้ม ก่อนจะใช้อีกมือหนึ่งคว้าคอเสื้อเต๋อจิ้งขึ้นมาแล้วตะโกนลั่น “หลินเฟย! ถ้าเจ้าก้าวเข้ามาอีกก้าวเดียว ข้าจะบดขยี้หยกชิ้นนี้... และถ้าหยกแตก โซ่ตรึงวิญญาณก็จะกลายเป็น ‘โซ่กลืนวิญญาณ’ ทันที!”
ร่างของเต๋อจิ้งเริ่มสั่นสะท้านขึ้นมาอย่างรุนแรง โซ่สีดำที่ตรึงร่างไว้นั้นเริ่มซึมลึกเข้าไปในผิวหนังของสหายเขา ราวกับงูร้ายที่กำลังกัดกินเนื้อหนัง หลินเฟยหยุดกึก หมัดที่เคยร้อนแรงดั่งไฟเริ่มสั่นเทาด้วยความเจ็บปวดที่คาดไม่ถึง
เขาควรจะซัดหมัดพยัคฆ์ใส่ชายชราตรงหน้าเพื่อให้ทุกอย่างจบลง หรือควรจะหยุดอยู่กับที่เพื่อให้เต๋อจิ้งรอดพ้นจากคำสาป?
ขอบคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับข้าในเส้นทางของพยัคฆ์ขาว... แล้วพบกันตอนหน้าครับ - พยัคฆ์ขาวคำราม
วิถีพยัคฆ์สยบฟ้า: หมัดเดียวทะลวงดารา•ตอนที่ 9
สู้จนกว่าจะชนะ
ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีพยัคฆ์สยบฟ้า: หมัดเดียวทะลวงดารา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!