วิถีพยัคฆ์สยบฟ้า: หมัดเดียวทะลวงดารา•ตอนที่ 10

ร่องรอยของบิดา

ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
“ชกสิ! เจ้าจะรออะไรอยู่หลินเฟย! หรือความแค้นที่สั่งสมมานับสิบปีมันกลายเป็นเพียงลมปาก!” เสียงคำรามแหบพร่าของชายชราตรงหน้าดังลั่นโถงถ้ำที่อับชื้น เลือดสีคล้ำไหลซึมจากมุมปากของเขาหยดลงบนพื้นหิน แต่นัยน์ตาที่จ้องมองมากลับไม่มีความหวาดกลัว มีเพียงประกายแห่งความสมเพชที่แฝงความนัยบางอย่าง หมัดขวาของหลินเฟยสั่นสะท้านอยู่ห่างจากใบหน้าของชายชราเพียงไม่กี่นิ้ว ไอสังหารที่พวยพุ่งออกมาจากร่างกายของเขารุนแรงจนเศษฝุ่นรอบตัวกระจัดกระจาย แต่เขากลับหยุดมันไว้ได้ด้วยแรงเฮือกสุดท้ายในใจ ในขณะที่เบื้องหลังของเขา เต๋อจิ้งกำลังกัดฟันแน่น ร่างกายของสหายรักเริ่มมีรอยดำแผ่ซ่านขึ้นจากฝ่าเท้าตามคำสาปของ ‘จ้าวอวิ๋น’ หากหลินเฟยซัดหมัดนี้ออกไป เต๋อจิ้งจะต้องตายภายในสามลมหายใจ แต่นี่คือโอกาสเดียวที่จะปลิดชีพผู้กุมความลับเรื่องบิดาของเขา “ข้าถามว่าเจ้าจะชกหรือไม่!” ชายชราตะคอกอีกครั้ง ก่อนจะแค่นหัวเราะ “ถ้าเจ้าไม่ฆ่าข้าตอนนี้ เจ้าจะไม่มีวันได้รู้ว่าทำไม ‘หลินเจิ้นเทียน’ ถึงยอมตาย... หรือที่จริงแล้วเขาไม่ได้ตายอย่างที่เจ้าเข้าใจ” คำว่า ‘หลินเจิ้นเทียน’ ราวกับสายฟ้าฟาดลงกลางใจหลินเฟย เขาลดหมัดลงอย่างรวดเร็ว กลิ่นอายสังหารมลายหายไปในทันที เหลือเพียงความสับสนที่ฉายชัดบนใบหน้าคมสัน “เจ้าพูดว่าอย่างไรนะ?” หลินเฟยเค้นเสียงถาม มือที่กำแน่นเปลี่ยนเป็นสั่นเทา “ท่านพ่อ... ท่านพ่อตายต่อหน้าต่อตาข้า ข้าเห็นดาบมารของจ้าวอวิ๋นทะลวงอกท่าน!” “เห็นด้วยตาตัวเองงั้นรึ?” ชายชรายิ้มเหยียด พลางล้วงเข้าไปในอกเสื้อแล้วโยนวัตถุชิ้นหนึ่งลงบนพื้นหิน มันคือป้ายหยกประจำตระกูลหลินที่ควรจะฝังไปพร้อมกับศพของบิดาเขา แต่ทว่าป้ายหยกชิ้นนี้กลับมีรอยบากเป็นสัญลักษณ์เฉพาะตัวที่หลินเฟยจำได้แม่นยำ เพราะเขาเป็นคนสลักมันเองกับมือเมื่อตอนอายุสิบขวบ “คนตายไม่มีวันทิ้งรอยบากนี้ไว้ในคุกใต้ดินของพรรคมารหรอกนะ เจ้าหนุ่ม” เต๋อจิ้งที่หอบหายใจอย่างยากลำบากฝืนพยุงตัวขึ้นมา เขาคว้าข้อมือหลินเฟยไว้แน่น “หลินเฟย... อย่าหลงกลเขา นี่อาจจะเป็นแผนการของจ้าวอวิ๋นเพื่อดึงเจ้าเข้าสู่กับดักที่ไม่มีวันกลับออกมาได้!” หลินเฟยไม่ได้ตอบรับ แต่เขากลับก้มลงหยิบป้ายหยกขึ้นมา ความเย็นของหยกซึมผ่านฝ่ามือไปถึงหัวใจ เขาหันกลับไปมองชายชราด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป จากความอาฆาตกลายเป็นความเดือดดาลที่ปนเปด้วยความหวังอันริบหรี่ “ท่านขังเขาไว้ที่ไหน?” หลินเฟยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าทรงพลังจนอากาศรอบตัวหนาวสั่น “นรกที่เจ้าคิดว่ามืดมิดที่สุดนั่นแหละ” ชายชรากระอักเลือดออกมาคำโตก่อนจะล้มฟุบลงกับพื้น “จ้าวอวิ๋นต้องการวิชา ‘หมัดพยัคฆ์สยบฟ้า’ ที่สมบูรณ์แบบ มันจึงเก็บพ่อของเจ้าไว้เป็นเครื่องต่อรอง และเป็นตัวประกัน... หากเจ้าก้าวเท้าเข้าพรรคมารเพื่อช่วยเขา เจ้าก็คือหมูที่เดินเข้าเขียงให้มันเชือด!” บรรยากาศในถ้ำเงียบสงัดลงฉับพลัน เหลือเพียงเสียงลมหายใจที่ติดขัดของเต๋อจิ้ง หลินเฟยยืนนิ่งดุจรูปปั้นหิน ความขัดแย้งในใจของเขารุนแรงดั่งพายุคลั่ง ฝั่งหนึ่งคือชีวิตของสหายรักที่ร่วมเป็นร่วมตายกันมา อีกฝั่งคือเลือดเนื้อเชื้อไขที่เขาสาบานว่าจะตามหาความจริง “ไปซะ...” เต๋อจิ้งกระซิบ เสียงของเขาแหบแห้งแต่หนักแน่น “ถ้าเจ้าตัดสินใจจะไปที่นั่น ข้าจะไปด้วย... เราจะเป็นสหายที่ตายเคียงบ่าเคียงไหล่กัน แม้ต้องบุกนรกขุมที่ลึกที่สุดก็ตาม” หลินเฟยหันไปมองสหายรัก แววตาของเขาอ่อนลงชั่วครู่ ก่อนจะกลับมาแข็งกร้าวราวกับเหล็กกล้า เขาหยิบยาสมุนไพรล้ำค่าจากถุงเก็บของป้อนให้เต๋อจิ้ง ก่อนจะพยุงร่างของเขาขึ้น “เราจะไม่ตายที่นี่ และเราจะพาท่านพ่อกลับมา... ไม่ว่าจ้าวอวิ๋นจะวางแผนการชั่วช้าไว้แค่ไหน ข้าจะเป็นคนทะลวงดาราเพื่อเปิดเส้นทางให้เราเอง” ทั้งสองก้าวออกจากถ้ำด้วยความเด็ดเดี่ยว ทว่าทันทีที่ก้าวเท้าพ้นจากปากถ้ำ แสงจันทร์ยามค่ำคืนกลับถูกบดบังด้วยเงาร่างปริมาณมหาศาลที่ล้อมรอบเขาไว้ ทั้งหมดสวมชุดสีดำสนิท ใบหน้าปิดบังด้วยหน้ากากรูปยักษ์ และกลิ่นอายที่แผ่ออกมานั้นเหนือชั้นกว่าศัตรูที่พวกเขาเคยเจอมาหลายเท่าตัว ท่ามกลางกลุ่มมือสังหารเหล่านั้น ร่างหนึ่งค่อยๆ ก้าวออกมาอย่างช้าๆ มันคือบุรุษที่หลินเฟยจำได้ไม่ลืมเลือน ‘จ้าวอวิ๋น’ ประมุขพรรคมารผู้เย็นชา จ้าวอวิ๋นปรบมือเบาๆ เสียงนั้นกังวานไปทั่วป่า “ช่างเป็นภาพมิตรภาพที่น่าประทับใจเสียจริง หลินเฟย... เจ้าคิดว่าการที่ข้าปล่อยให้เจ้าตามหาเบาะแสจนมาถึงที่นี่ได้ เป็นเพราะความสามารถของเจ้าหรือ?” เขาหยุดยืนห่างจากหลินเฟยเพียงไม่กี่ก้าว ก่อนจะโน้มตัวลงกระซิบข้างหูชายหนุ่มด้วยน้ำเสียงที่ทำเอาหลินเฟยต้องชะงัก “ข้าไม่ได้กักขังพ่อของเจ้าไว้ในคุกหรอก... แต่ที่เขายังมีชีวิตอยู่ เพราะตอนนี้เขาอยู่ในร่างที่ข้าสามารถบงการได้ทุกอย่าง... หากเจ้าอยากเจอเขา ลองชกหมัดของเจ้าใส่คนที่ข้ากำลังจะส่งออกมาดูสิ” จ้าวอวิ๋นดีดนิ้วเพียงครั้งเดียว ร่างหนึ่งที่เดินออกมาจากเงามืดทำให้หัวใจของหลินเฟยหยุดเต้นไปชั่วขณะ บุรุษผู้ที่มีใบหน้าเหมือนบิดาของเขาไม่มีผิดเพี้ยน แต่ดวงตากลับว่างเปล่าไร้วิญญาณ และในมือของร่างนั้นถือดาบมารที่อาบไปด้วยจิตสังหารอันคุ้นเคย! พยัคฆ์ขาวคำรามขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามการเดินทางของหลินเฟยมาจนถึงตอนนี้ครับ
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีพยัคฆ์สยบฟ้า: หมัดเดียวทะลวงดารา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%