วิถีพยัคฆ์สยบฟ้า: หมัดเดียวทะลวงดารา•ตอนที่ 22

เลือดนองผืนทราย

ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
“อย่ามองมัน! ถอยออกมา หลินเฟย!” เสียงตะโกนของเต๋อจิ้งแหบพร่าและสั่นเครือ แต่มันกลับดังก้องกังวานในความเงียบงันที่น่าขนลุก หลินเฟยชะงักงัน ร่างกายที่เคยผ่านศึกมานับไม่ถ้วนกลับรู้สึกเย็นวาบถึงกระดูกสันหลัง เมื่อดวงตาคู่นั้น—ดวงตาที่ควรจะไร้ชีวิตของศพเบื้องหน้า—กลับฉายแววอำมหิตที่เขาคุ้นเคยเป็นอย่างดี มันคือแววตาที่เย้ยหยันโชคชะตา แววตาของ ‘จ้าวอวิ๋น’ ประมุขพรรคมารที่เขาตามล่ามาตลอดชีวิต “เจ้าคิดว่าการตัดหัวข้าเมื่อคราวนั้น จะจบสิ้นทุกอย่างได้งั้นหรือ...” เสียงที่เปล่งออกมาจากลำคอของศพนั้นไม่ใช่เสียงของเจ้าของร่างเดิม แต่มันกังวานลึกและเปี่ยมไปด้วยแรงกดดันมหาศาลจนผืนทรายรอบข้างถึงกับยุบตัวลง หลินเฟยขบกรามแน่นจนได้ยินเสียงฟันกระทบกัน เขาไม่ตอบโต้ด้วยวาจา แต่กระชับด้ามกระบี่ในมือจนเส้นเลือดขึ้นชัด รัศมีพลังปราณสีทองเริ่มหมุนวนรอบกาย บ่งบอกถึงการเตรียมตัวเผชิญหน้ากับ ‘สิ่ง’ ที่อยู่ตรงหน้า “ถอยไปเต๋อจิ้ง!” หลินเฟยตวาดลั่น “นี่ไม่ใช่ร่างของคนตาย แต่มันคือกับดักที่มันวางไว้เพื่อดูดกลืนพลังของพวกเรา!” ทว่า ก่อนที่หลินเฟยจะพุ่งตัวออกไป ร่างนั้นก็ดีดตัวขึ้นราวกับสปริง ความเร็วของมันเหนือมนุษย์ปุถุชนไปไกลลิบ กรงเล็บที่อาบไปด้วยไอหมอกสีดำมืดมิดพุ่งเข้าใส่หน้าอกของสหายร่วมรบที่ยืนใกล้ที่สุดอย่าง ‘อาเคน’ โดยที่อีกฝ่ายไม่ทันตั้งตัว “อั่ก!” เสียงกระดูกซี่โครงหักดังกรอบ ร่างของอาเคนกระเด็นไปไกลหลายเมตร เลือดสีแดงฉานสาดกระจายลงบนผืนทรายสีขาวราวกับหยดหมึกที่แต้มลงบนกระดาษสะอาดตา เต๋อจิ้งพุ่งตัวเข้าไปหมายจะขวาง แต่เขากลับถูกแรงปะทะจากไอสังหารของจ้าวอวิ๋นกระแทกจนถอยกรูดไปสามก้าว กระอักเลือดออกมาเต็มฝ่ามือ “พวกมดปลวก...” ร่างที่จ้าวอวิ๋นครอบครองแสยะยิ้มที่บิดเบี้ยว ใบหน้าของศพเริ่มเน่าเปื่อยและละลายไปตามพลังที่ฝืนใช้ “ข้าไม่ได้มาเพื่อฆ่าพวกเจ้าในวันนี้ แต่ข้ามาเพื่อทำลายความหวังที่พวกเจ้าเฝ้าถนอมเอาไว้” หลินเฟยไม่รอช้า เขาอาศัยจังหวะที่จ้าวอวิ๋นกำลังปรับตัวเข้ากับร่างใหม่ ทะยานร่างเข้าใส่ด้วย ‘หมัดทะลวงดารา’ กระบวนท่าที่รวบรวมพลังปราณทั้งหมดไว้ที่จุดเดียว บรรยากาศรอบตัวสั่นไหวราวกับจะแตกสลาย หมัดของเขากระแทกเข้าที่หัวไหล่ของศพนั้นอย่างจังจนร่างปลิวไปตามแรงปะทะ ทว่า ไม่มีเสียงการกระดูกหักตอบรับ มีเพียงเสียงเหมือนการปะทะกับก้อนเหล็กกล้าที่เย็นเยียบ “ช้าไป... หลินเฟย” จ้าวอวิ๋นกระซิบข้างหูเขาอย่างแผ่วเบา ทั้งที่ร่างของมันยังกระเด็นอยู่กลางอากาศ พริบตานั้น เงาของจ้าวอวิ๋นก็แยกออกมาจากร่างศพ กลายเป็นร่างจำลองโปร่งแสงที่พุ่งเข้าโอบรัดสมาชิกกลุ่มพันธมิตรคนอื่นๆ ที่เหลืออยู่ เสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดดังระงมไปทั่วหุบเขาทราย กลุ่มพันธมิตรที่เคยร่วมสาบานว่าจะร่วมเป็นร่วมตาย บัดนี้ถูกไอสังหารสีดำกลืนกินทีละคน หลินเฟยเห็นเต๋อจิ้งพยายามใช้มีดสั้นเข้าสกัด แต่กลับถูกไอสีดำนั้นกระชากร่างจนแขนเสื้อขาดวิ่น เลือดไหลรินลงทรายจนผืนทรายกลายเป็นสีแดงคล้ำดั่งสีเลือด “หยุดนะ!” หลินเฟยคำราม ลืมตัวพุ่งเข้าใส่เงาสีดำนั้นอย่างบ้าคลั่ง เขายอมรับความเจ็บปวดจากการถูกไอสีดำบาดลึกเข้าที่เนื้อหนังเพียงเพื่อจะเข้าถึงตัวศพที่จ้าวอวิ๋นใช้เป็นร่างสถิตอีกครั้ง “เจ้ายังไม่เข้าใจอีกหรือ หลินเฟย” จ้าวอวิ๋นหัวเราะร่า “โลกใบนี้ไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยมิตรภาพหรือความยุติธรรม แต่มันถูกขับเคลื่อนด้วยความสูญเสีย และวันนี้... เจ้าจะได้เห็นความสูญเสียที่ใหญ่หลวงที่สุด!” ทันใดนั้น ร่างของอาเคนที่นอนจมกองเลือดอยู่กลับลุกขึ้นมาอย่างช้าๆ แววตาของเขาเลื่อนลอย แต่ทว่าในมือกลับกุมดาบประจำกายไว้แน่น ก่อนจะหันปลายดาบเข้าหาเต๋อจิ้งที่กำลังหมดเรี่ยวแรงอยู่ด้านหลัง “หลินเฟย... ระวัง...” เต๋อจิ้งพยายามตะโกน แต่เสียงของเขากลับแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน หลินเฟยชะงักกึก เขาเห็นอาเคนเพื่อนรักเดินเข้ามาหาเต๋อจิ้งด้วยท่าทางที่ไร้สติปัญญา ราวกับถูกวิชาควบคุมจิตใจของจ้าวอวิ๋นเข้าครอบงำอย่างสมบูรณ์ ดาบในมืออาเคนเงื้อขึ้นสูง ท่ามกลางแสงอาทิตย์ยามเย็นที่สาดส่องลงมาทาบทับรอยเลือดบนผืนทราย นี่คือทางเลือกที่โหดร้ายที่สุดที่ลูกผู้ชายคนหนึ่งต้องเผชิญ หากเขาสกัดอาเคน เขาอาจต้องฆ่าสหายรัก หากเขาไม่ทำ เต๋อจิ้ง... สหายที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขมากับเขาตั้งแต่วันแรกจะต้องสิ้นลมในวินาทีนี้ หลินเฟยกัดฟันจนเหงือกจมเลือด เขาตัดสินใจทิ้งกระบี่ในมือลง และพุ่งตัวเข้าไปแทรกกลางระหว่างคมดาบของอาเคนกับลำคอของเต๋อจิ้งด้วยมือเปล่า! เสียงดาบกระทบกับเกราะอ่อนที่แขนหลินเฟยดังสนั่น แต่อีกคมดาบหนึ่งกลับแทงทะลุผ่านสีข้างของเขาไปอย่างจัง ความเจ็บปวดแล่นริ้วไปทั่วร่างจนหลินเฟยแทบจะสิ้นสติ แต่ในวินาทีนั้นเอง จ้าวอวิ๋นกลับหัวเราะลั่นในจิตสำนึกของเขา พร้อมกับเสียงกระซิบที่น่าสะพรึงกลัวกว่าเดิม “เจ้าช่วยพวกเขาได้เพียงเท่านี้หรอกหรือ หลินเฟย? ดูนั่นสิ... ใครกำลังเดินเข้ามาทางด้านหลังเจ้า” หลินเฟยพยายามกวาดสายตาผ่านความเจ็บปวดไปด้านหลัง และเขาก็ต้องเบิกตากว้างจนแทบถลน เมื่อเห็นร่างของหญิงสาวผู้หนึ่งที่เขาตามหามาตลอดสามปี ยืนถือดาบอาบเลือดอยู่ท่ามกลางกองซากศพของกลุ่มพันธมิตรที่เขารัก นางไม่ได้มองเขาด้วยแววตาอาทร แต่เป็นแววตาที่ว่างเปล่าราวกับหุ่นเชิด... ที่ถูกจ้าวอวิ๋นชุบชีวิตขึ้นมาเช่นกัน! ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับผมในเส้นทางสายเลือดนี้ครับ - พยัคฆ์ขาวคำราม
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีพยัคฆ์สยบฟ้า: หมัดเดียวทะลวงดารา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%