เหล็กกล้ากระทบพื้นศิลา ก่อเกิดเสียงสะท้อนกังวานบาดแก้วหูในความมืดมิดอับชื้น
"แกร๊ง... ครอด..."
กลิ่นอับของหยาดเหงื่อ คราบเลือดแห้งกรัง และกลิ่นเน่าเหม็นของความสิ้นหวังคละคลุ้งอยู่ในชั้นใต้ดินลึกสุดยอดของคุกทมิฬพรรคมาร หลินเฟยยืนนิ่งอยู่เบื้องหน้ากรงขังเหล็กไหลหนาเตอะ แสงคบเพลิงวับแวมสะท้อนดวงตาคู่ที่เต็มไปด้วยประกายเพลิงแห่งความเคียดแค้นและรisรอนความเจ็บปวดมาเนิ่นนาน ในมือขวาของเขา กระบี่เหล็กกล้าอาบพลังปราณสั่นระริกด้วยความตื่นเต้น
"เฟยเอ๋อร์... นั่น... นั่นเจ้าจริง ๆ หรือลูกรัก..."
เสียงแหบแห้งราวกระดาษทรายถูกับก้อนหินดังลอดออกมาจากความมืดมิดหลังซี่กรง ร่างที่ผอมโซจนแทบเหลือแต่โครงกระดูก คราบโลหิตแห้งกรังเกรอะกรังตามอาภรณ์ขาดวิ่น เส้นผมสีดอกเลาวยุ่งเหยิงปิดบังใบหน้าครึ่งซีก แต่ดวงตาคู่นั้น... ดวงตาที่หลินเฟยจดจำได้ไม่มีวันลืม ทอประกายแห่งความห่วงใยและความตกตะลึงระคนกัน
"ท่านพ่อ!"
หลินเฟยทรุดตัวลงคุกเข่า สองมือหยาบกร้านเอื้อมไปกุมซี่กรงเหล็กเย็นเยียบแน่นจนปลายนิ้วซีดขาว เสียงของเขา1สั่นเครือจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์ "ลูกอกตัญญูผู้นี้มารับท่านพ่อแล้วครับ... อดทนไว้อีกนิด ท่านพ่อต้องปลอดภัย!"
เต๋อจิ้งที่ยืนระวังหลังอยู่ไม่ไกล หันกลับมามองด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ใบหน้าคมคายชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อ สองหูคอยเงี่ยฟังความเคลื่อนไหวภายนอกตลอดเวลา มีดสั้นในมือกระชับมั่น สหายรักเอ่ยเสียงกระซิบลอดไรฟันด้วยความร้อนรน
"หลินเฟย อย่าเพิ่งชะล่าใจ องครักษ์เงาของจ้าวอวิ๋นน่าจะรู้ตัวแล้ว พวกมันกระจายกำลังค้นหาเราทั่วคุกชั้นนี้ เวลาเราเหลือไม่มากนัก รีบทำลายคุกนี่เสียที!"
หลินเฟยสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นอารมณ์คลุ้มคลั่ง เขารู้ดีว่าหากสติหลุดตอนนี้ ทุกอย่างจะพังพินาศ เขาหลับตาลง รวบรวมลมปราณทั้งหมดเข้าสู่จุดตันตระหนักรู้ พลังปราณหมัดทะลวงดาราลุกโชนขึ้นในร่างเสมือนเปลวเพลิงสีครามที่พร้อมแผดเผาทุกสิ่ง
"ถอยไปก่อนครับท่านพ่อ!"
หลินเฟยคำรามต่ำในลำคอ คล้ายพยัคฆ์หนุ่มที่กำลังแยกเขี้ยวเตรียมขย้ำเหยื่อ เขาหมุนวนพลังปราณรวมไว้ที่ฝ่ามือขวา ก่อนจะช1กทะลวงเข้าใส่แม่กุญแจเหล็กไหลอย่างดุดัน!
*ตูม!*
คลื่นกระแทกมหาศาลระเบิดออก เสียงโลหิตในกายเดือดพล่าน สะเก็ดไฟพุ่งกระจายวับวับ แม่กุญแจโบราณที่เคลือบด้วยอาคมแข็งแกร่งแตกละเอียดเป็นผุยผง ซี่กรงเหล็กบิดเบี้ยวผิดรูป หลินเฟยไม่รอช้า ใช้สองมืออกแรงผลักประตูเหล็กหนักอึ้งออกด้วยความโกรธเกรี้ยวและพลังเฮือกสุดท้าย
"ครืนนน..."
ประตูกรงเปิดออกแล้ว กลิ่นอายอิสรภาพผสมกับกลิ่นคาวเลือดพัดปะทะใบหน้า หลินเฟยโผเข้าประคองร่างบิดาที่ทรุดฮวบลงมาทันที อ้อมแขนที่แข็งแกร่งโอบอุ้มร่างที่เบาราวกับนุ่นของบิดา น้ำตาของลูกผู้ชายที่อดกลั้นมานานแรมปีไหลรินอาบสองแก้มอย่างไม่อาจห้าม
"ท่านพ่อ... ท่านผอมลงไปมากเหลือเกิน" หลินเฟยกล่าวเสียงสั่น มือสั่นเทาปัดเส้นผมที่ปรกลงมาให้อย่างทะนุถนอม
หลินเจิ้ง (บิดาของหลินเฟย) ฝืนยิ้มทั้งที่ใบหน้าซีดเซียว เขายกมือสั่นเทาขึ้นสัมผัสแก้มของบุตรชาย ราวกับไม่อยากเชื่อว่านี่คือความจริง "เจ้า... เจ้าเติบโตขึ้นมากแล้ว... เจ้าเด็กโง่ ไม่ควรเสี่ยงชีวิตมาที่นี่เลย จ้าวอวิ๋นมัน... มันไม่ใช่คน มันวางค่ายกลรอพวกเจ้าอยู่..."
"ต่อให้เป็นค่ายกลอเวจี ลูกก็ไม่กลัวสิ่งใดทั้งสิ้นครับ!" หลินเฟยแววตาแข็งกร้าวขึ้นมาทันที "มันพรากทุกอย่างไปจากเรา พรากสำนัก พรากแม่ และพรากอิสรภาพของท่านพ่อ วันนี้... บัญชีแค้นนี้ต้องได้รับการชำระ!"
เต๋อจิ้งรีบก้าวเข้ามาคว้าแขนของหลินเฟยไว้ พร้อมกับกวาดสายตาคมกริบมองออกไปที่ทางเดินมืดมิดเบื้องหน้า "หลินเฟย ตั้งสติ! การพาผู้อาวุโสหนีออกไปในสภาพนี้ยากลำบากยิ่งนัก บาดแผลภายในของท่านอา ล้วนเกิดจากพิษสลายปราณของพรรคมาร หากไม่อัดพลังปราณช่วยสะกดพิษไว้ เกรงว่าเราจะไปไม่ถึงปากทางออก..."
"ข้า... ข้ายังไหว..." หลินเจิ้งกระอักเลือดออกมาคำใหญ่ สีหน้ายิ่งซีดเผือดลงไปอีก แต่สายตายังคงเด็ดเดี่ยว "ฟังข้า... กุญแจสำคัญที่จะทำลายแผนการชั่วร้ายของจ้าวอวิ๋น... ไม่ใช่พลัง... แต่มันคือ..."
ยังไม่ทันที่หลินเจิ้งจะเอ่ยจบประโยค
*แปะ... แปะ... แปะ...*
เสียงปรบมือช้า ๆ ดังขึ้นจากความมืดตรงสุดทางเดิน ท่ามกลางบรรยากาศที่กดดันจนแทบหายใจไม่ออก เงาร่างหนึ่งก้าวเดินออกมาอย่างเชื่องช้า ร่างนั้นสวมอาภรณ์สีดำสนิทปักลวดลายอสูรโลหิต ใบหน้าสวมหน้ากากครึ่งซีกเผยให้เห็นรอยยิ้มเยือกเย็นที่มุมปาก แววตาคู่นั้นคมปลาบราวกับใบมีดที่เคลือบยาพิษ
"ช่างเป็นภาพพ่อลูกที่ซาบซึ้งใจยิ่งนัก..." น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงไปด้วยจิตสังหารอันรุนแรงเอ่ยขึ้น "หลินเฟย... เจ้าคิดจริง ๆ หรือว่า การเข้ามาในคุกมืดแห่งนี้ จะง่ายดายเหมือนกับการเดินเข้าตลาดสดเช่นนั้นหรือ?"
หลินเฟยผุดลุกขึ้นยืนบังร่างบิดาไว้ทันที กระบี่ในมือชี้ตรงไปที่ผู้มาใหม่ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความโกรธแค้นสุดขีด "จ้าวอวิ๋น!"
จ้าวอวิ๋น ประมุขพรรคมารแย้มยิ้มเยาะ เขาไม่ได้พกพาอาวุธใด ๆ แต่พลังกดดันรอบตัวกลับแผ่ซ่านจนอากาศรอบบริเวณบิดเบี้ยว "เจ้าเด็กน้อย เจ้าเติบโตขึ้นจนน่าตกใจจริง ๆ วิชาหมัดทะลวงดาราของเจ้ารุดหน้าไปมาก แต่... เจ้ากลับลืมคิดไปอย่างหนึ่ง..."
จ้าวอวิ๋นกวาดสายตามองหลินเฟยและเต๋อจิ้งด้วยความสมเพชเวทนา ก่อนจะสะบัดมือขวาเบา ๆ
*พรึบ!*
คบเพลิงนับร้อยดวงรอบคุกมืดสว่างพรึบขึ้นพร้อมกัน เผยให้เห็นกองกำลังนับร้อยชีวิตที่ซุ่มรออยู่รอบด้าน ลูกธนูอาบยาพิษนับไม่ถ้วนถูกเล็งมาที่พวกเขาทั้งสามคนจากทุกทิศทุกทาง ไม่มีทางหนี ไม่มีทางรอด!
เต๋อจิ้งหน้าถอดสี ขบกรามแน่นจนได้ยินเสียงกรอด "พวกเราโดนล้อม..."
จ้าวอวิ๋นหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่บาดลึกถึงขั้วหัวใจ "ถูกตัอง... ข้าจงใจเปิดทางให้พวกเจ้าเข้ามาถึงตัวท่านประมุขเก่าผู้นี้ เพื่ออะไรน่ะหรือ? ก็เพื่อรวบรวมพวกเจ้า 'หนูสกปรก' ทั้งหมด มาขยี้ให้ตายในคราวเดียวอย่างไรเล่า!"
หลินเฟยกำกระบี่ในมือแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ความโกรธเกรี้ยวแผดเผาจนสติแทบขาดผึ่ง แต่ทว่า ในวินาทีแห่งความเป็นความตายนั่นเอง หลินเจิ้งที่นอนพิงผนังอยู่ด้านหลัง กลับคว้าชายเสื้อของหลินเฟยไว้แน่น แล้วกระซิบถ้อยคำประโยคหนึ่งข้างหูของเขาด้วยเสียงอันแผ่วเบา แต่กลับดังก้องกังวานในจิตใจของบุตรชายอย่างยิ่ง
"เฟยเอ๋อร์... อย่ามองที่ตัวมัน... จงมองไปที่... เงาใต้เท้าของมัน..."
หลินเฟยสะดุ้งสุดตัว ก้มมองตามคำบอกเล่าของบิดา และสิ่งที่ปรากฏแก่สายตากลับทำให้หัวใจของเขาหยุดเต้นไปชั่วขณะ!
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางเคียงบ่าเคียงไหล่มาจนถึงวินาทีอันระทึกใจนี้นะครับ - พยัคฆ์ขาวคำราม
วิถีพยัคฆ์สยบฟ้า: หมัดเดียวทะลวงดารา•ตอนที่ 46
ปลดปล่อยนักโทษ
ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีพยัคฆ์สยบฟ้า: หมัดเดียวทะลวงดารา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!