เศษเหล็กที่บิดเบี้ยวและรอยเลือดสีคล้ำบนค่ายกลศิลาทมิฬคือสิ่งเดียวที่ยังคงยืนยันถึงความตายอันน่าสะพรึงกลัวเมื่อค่ำคืนก่อน
เต๋อจิ้งนั่งนิ่งอยู่บนก้อนหินอัคนีที่เย็นเฉียบ มือข้างหนึ่งกำด้ามมีดสั้นประจำกายแน่นจนข้อต่องอขาวโพลน ในขณะที่อีกมือค่อยๆ โปรยผงสมุนไพรจันทราแดงลงบนกองเถ้ากระดูกของ "ไป๋หู่" สหายผู้ร่วมเป็นร่วมตายที่สละชีพเพื่อเปิดทางให้พวกเขาหลุดรอดจากเงื้อมมือของจ้าวอวิ๋น กลิ่นอายของความสูญเสียลอยคละคลุ้งปะปนไปกับกลิ่นไอหมอกยามดึกสงัด
ไม่มีคำพูดใดหลุดรอดออกมาจากปากของบุรุษทั้งสอง ความเงียบงันในหุบเขาพันอสูรเวลานี้หนักอึ้งเสียยิ่งกว่าขุนเขาไท่ซาน
"ไป๋หู่เคยบอกข้าว่า... ถ้าเขาต้องตายในศึกนี้ เขาอยากให้เอาเถ้ากระดูกของเขาไปโปรยไว้ที่หน้าผาเมฆา เพื่อที่วิญญาณจะได้มองเห็นอิสรภาพ" เต๋อจิ้งเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของเขแหบแห้งและสั่นเทาเล็กน้อย ดวงตาคู่คมที่เคยฉายแววเจ้าเล่ห์และเฉียบคมในยุทธภพ บัดนี้กลับแดงก่ำและเต็มไปด้วยร่องรอยของความเหนื่อยล้าทางจิตวิญญาณ
หลินเฟยยังคงนั่งขัดสมาธิอยู่เบื้องหน้ากองไฟที่ใกล้ดับมอด ลมปราณเก้าสวรรค์ในร่างของเขากำลังไหลเวียนอย่างไร้ระเบียบ บาดแผลฉกรรจ์ที่หน้าอกจากการปะทะกับกระบวนท่ามารโลหิตของจ้าวอวิ๋นยังคงส่งEความเจ็บปวดแปลบปราบทุกครั้งที่สูดหายใจเข้าลึกๆ แต่ความเจ็บปวดทางกายนั้นเทียบไม่ได้เลยกับความเจ็บปวดในใจ
หมัดทั้งสองข้างของหลินเฟยกำแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในฝ่ามือ หยดโลหิตสีแดงฉานค่อยๆ ไหลซึมออกมาตามง่ามนิ้ว
"ความแค้นครั้งนี้... ข้าหลินเฟยจะเป็นคนสะสางด้วยมือของตัวเอง" น้ำเสียงของหลินเฟยทุบลงบนความเงียบ ราวกับเสียงคำรามของพยัคฆ์หนุ่มที่บาดเจ็บแต่มุ่งมั่นในศักดิ์ศรี
"อย่าให้ความโกรธมาบังตา เจ้าในตอนนี้ต่อให้มีวิชาหมัดเดียวทะลวงดารา ก็ยังไม่ใช่คู่มือของจ้าวอวิ๋นในยามที่มันบรรลุวิถมารขั้นสมบูรณ์" เต๋อจิ้งหันมามองสหายรัก แววตาเต็มไปด้วยความห่วงใย "จำคำที่ไป๋หู่พูดก่อนลมหายใจสุดท้ายได้ไหม? เขากล่าวว่า 'พวกเจ้าต้องมีชีวิตรอด เพื่อปกป้องสิ่งสำคัญที่เหลืออยู่' การรำพึงถึงความแค้นโดยปราศจากพลัง ก็ไม่ต่างอะไรกับการเดินไปหาความตายเปล่าๆ"
หลินเฟยสูดหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นอารมณ์ที่พลุ่งพล่าน เขารู้ดีว่าเต๋อจิ้งพูดความจริง จ้าวอวิ๋นไม่ใช่ศัตรูธรรมดา ประมุขพรรคมารผู้นี้กุมความลับของคัมภีร์โลหิตสวรรค์และมีกำลังภายในที่ล้ำลึกเกินกว่าจะหยั่งถึง การหุนหันพลันแล่นมีแต่จะทำให้การเสียสละของสหายทุกคนสูญเปล่า
"ข้าเข้าใจแล้วเต๋อจิ้ง... ข้าแค้น แต่ข้าจะไม่ยอมตายอย่างไร้ค่า" หลินเฟยคลายมือที่กำแน่นออก ช้าๆ เขานำพานสมาธิกลับคืนสู่จุดตันเถียน โคจรพลังลมปราณเพื่อซ่อมแซมเส้นชีพจรที่เสียหายอย่างหนักจากการฝืนใช้เคล็ดวิชาขั้นสูงสุด
บรรยากาศรอบกายเริ่มกลับมาสงบลงอีกครั้ง มีเพียงเสียงลมหายใจสม่ำเสมอของหลินเฟยที่สะท้อนก้องในถ้ำผา เต๋อจิ้งลุกขึ้นยืน เดินไปตบไหล่ของสหายเบาๆ เป็นเชิงให้กำลังใจ ก่อนจะหันไปตรวจสอบเส้นทางรอบนอกเพื่อป้องกันการสะกดรอยตามจากหน่วยสอดแนมของพรรคมาร
เวลาผ่านไปเนิ่นนานเท่าใดไม่มีใครล่วงรู้ จนกระทั่งแสงแรกของรุ่งอรุณส่องลอดผ่านรอยแยกของหน้าผาเข้ามา ทว่ามันไม่ใช่แสงอบอุ่นของวันใหม่ หากแต่เป็นบรรยากาศที่เย็นเยียบจนน่าประหลาด
*ติ๋ง... ติ๋ง...*
เสียงหยดน้ำที่กระทบลงบนพื้นศิลาไม่ได้มาจากความชื้นของถ้ำ แต่เป็นกลิ่นคาวเลือดที่ลอยมาแตะจมูก เต๋อจิ้งที่ยืนระวังภัยอยู่ด้านหน้าชะงักฝีเท้าทันที ร่างกายของเขานิ่งค้าง ราวกับถูกตรึงไว้ด้วยจิตสังหารอันรุนแรงที่พุ่งตรงเข้ามาอย่างไร้สุ้มเสียง
"หลินเฟย... ถอนตัว!" เต๋อจิ้งตะโกนลั่นด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความตื่นตระหนกอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
ทว่า... สายเกินไป
เงาร่างสีดำสนิทสายหนึ่งปรากฏขึ้นตรงหน้ากองไฟราวกับภูตผีปีศาจ ลมปราณรอบตัวของมันแผ่ซ่านไอเย็นยะเยือกจนหยดน้ำค้างรอบกายกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งสีดำ ชายปริศนาก면สวมหน้ากากเงินลายพยัคฆ์ยิ้มแย้ม ดวงตาภายใต้หน้ากากคู่นั้นมองตรงมาที่หลินเฟยด้วยความเหยียดหยัน
"ไม่เลวๆ สำหรับเด็กหนุ่มที่เกือบเอาชีวิตไม่รอดเมื่อคืนนี้... แต่พวกเจ้าคิดจริงๆ หรือว่า หุบเขาพันอสูรแห่งนี้ จะมีทางหนีให้พวกเจ้าหลุดรอดไปได้?" น้ำเสียงแหบพร่าและทรงอำนาจดังขึ้น พร้อมกับที่ชายปริศนาชูวัตถุสิ่งหนึ่งขึ้นมาในมือ
ดวงตาของหลินเฟยเบิกกว้างขึ้นทันทีเมื่อเห็นสิ่งที่อยู่ในมือของอีกฝ่าย มันคือ "ป้ายหยกประจำตัว" ของบิดาเขา—ป้ายหยกที่ควรจะสูญหายไปพร้อมกับการล่มสลายของตระกูลหลินเมื่อสิบปีก่อน!
"เจ้า... เจ้าเป็นใครกันแน่!" หลินเฟยผุดลุกขึ้นยืน พลังลมปราณระเบิดออกมารอบตัวโดยไม่สนว่าบาดแผลจะฉีกขาด
ชายสวมหน้ากากหัวเราะในลำคออย่างเยือกเย็น ก่อนจะโยนป้ายหยกนั้นตกลงแทบเท้าของหลินเฟย พร้อมกับเอ่ยประโยคที่ทำให้เลือดในกายของบุรุษหนุ่มแทบจะหยุดไหล
"อยากรู้ความจริงเบื้องหลังการตายของพ่อเจ้าไหมล่ะ? ถ้าอยาก... ก็ตามศพของสหายเจ้าลงไปที่ก้นเหวโลหิตซะสิ... เพราะอีกสามลมหายใจ เจ้าก็จะตามพวกเขาไปในสภาพที่ไม่ต่างกัน!"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางเคียงบ่าเคียงไหล่มาจนถึงวินาทีอันระทึกใจนี้นะครับ
- พยัคฆ์ขาวคำราม
วิถีพยัคฆ์สยบฟ้า: หมัดเดียวทะลวงดารา•ตอนที่ 47
รอยแผลที่ต้องเยียวยา
ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีพยัคฆ์สยบฟ้า: หมัดเดียวทะลวงดารา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!