เศษซากอิฐหักปูนพังยังคงคุกรุ่นด้วยกลิ่นอายแห่งเพลิงสงครามที่เพิ่งมอดดับ ซากปรักหักพังของสำนักเก่าแก่ที่เคยรุ่งเรืองในอดีต บัดนี้เหลือเพียงเสาไม้ไหม้เกรียมและลานกว้างที่เต็มไปด้วยร่องรอยคมดาบ
"เราจะสร้างมันขึ้นมาใหม่ตรงนี้แหละครับพี่หลิน"
เสียงของเต๋อจิ้งดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน สหายรักในชุดยุทธภพมอมแมมใช้ด้ามมีดสั้นเขี่ยเศษซากกระเบื้องหลังคาที่แตกละเอียดออกไปให้พ้นทาง ดวงตาคมกริบกวาดมองพื้นที่เบื้องหน้าด้วยประกายแห่งความมุ่งมั่น แม้ร่างกายจะเต็มไปด้วยบาดแผลจากการศึกนองเลือดกับพรรคมารเมื่อไม่กี่วันก่อน แต่จิตวิญญาณของพวกเขากลับไม่เคยสั่นคลอน
หลินเฟยยืนนิ่งอยู่ใจกลางลานกว้าง ร่างสูงโปร่งในชุดคลุมสีเข้มทอดสายตาไปยังฐานรากหินศิลาที่ยังคงหลงเหลืออยู่ ภาพความทรงจำในวัยเยาว์ เสียงหัวเราะของบิดา และหยาดเหงื่อจากการฝึกฝนวิชาหมัดพยัคฆ์ในอดีตหลั่งไหลเข้ามาในห้วงคำนึง ราวกับเสียงก้องกังวานจากอดีตกาลที่คอยย้ำเตือนว่า หน้าที่ของพวกเขายังไม่จบสิ้น
"ไม่ใช่แค่การสร้างอิฐและปูนขึ้นมาใหม่หรอกนะเต๋อจิ้ง" หลินเฟยเอ่ยขึ้น น้ำเสียงทุ้มต่ำราบเรียบแต่ทรงพลังพอที่จะสะกดบรรยากาศรอบข้างให้สงบลง "สิ่งที่พวกเรากำลังจะสร้าง คือรากฐานที่จะรองรับอนาคตของยุทธภพ... รากฐานที่จะไม่ยอมให้ผู้ใดใช้กำลังรังแกผู้ที่อ่อนแอกว่าได้อีก"
เต๋อจิ้งหันมามองสหายรัก รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปาก เขารู้ดีว่าผ่านศึกหนักมามากเพียงใด หลินเฟยในวันนี้ไม่ใช่เด็กหนุ่มผู้ร้อนวิชาที่กระหายการล้างแค้นเหมือนในวันวานอีกต่อไปแล้ว ความสูญเสียและการเผชิญหน้ากับจ้าวอวิ๋นประมุขพรรคมาร ได้หล่อหลอมให้จิตใจของเขาแกร่งกล้ายิ่งกว่าเหล็กกล้า และลึกซึ้งยิ่งกว่ามหาสมุทร
"ท่านประมุข... ไม่ง่ายเลยนะครับที่จะรวบรวมคนมีฝีมือเข้ามาร่วมอุดมการณ์ในยามที่สำนักเพิ่งฟื้นตัวเช่นนี้" เต๋อจิ้งเอ่ยเตือนด้วยความหวังดี ขณะทรุดตัวลงนั่งชันเข่าเพื่อสำรวจความแข็งแรงของศิลาฐานราก "ข่าวคราวความพ่ายแพ้ของพรรคมารแพร่สะพัดไปทั่ว แต่กระนั้น ผู้คนจำนวนมากยังคงหวาดกลัวเงาอำนาจที่เหลืออยู่ของจ้าวอวิ๋น"
"ความกลัวเป็นสิ่งที่เอาชนะได้ด้วยความจริงใจและความแข็งแกร่งครับ" หลินเฟยเดินเข้าไปตบไหล่สหายเบาๆ "เราไม่ได้สร้างสำนักนี้ขึ้นมาเพื่อประกาศศักดาหรือความเป็นใหญ่ แต่เราสร้างมันเพื่อ 'ส่งต่อ' วิชาธรรมะและวิถีแห่งหมัดที่ถูกต้อง ลูกผู้ชายที่แท้จริงย่อมรู้ว่าหมัดมีไว้เพื่อปกป้อง ไม่ใช่เพื่อทำลาย ใครที่ยังมีหัวใจแห่งความยุติธรรม ย่อมก้าวเข้ามาหาเราเอง"
ตลอดช่วงบ่าย ทั้งสองช่วยกันลงมือปรับพื้นที่ด้วยสองมือของตนเอง ไม่มีพิธีรีตอง ไม่มีคำสั่งการที่ยิ่งใหญ่ มีเพียงเสียงทุบ เสียงตอก และหยาดเหงื่อที่ไหลรินอาบใบหน้า หลินเฟยใช้พลังลมปราณหมัดพยัคฆ์สยบฟ้าประยุกต์เข้ากับการเคลื่อนย้ายท่อนซุงขนาดใหญ่และแผ่นหินหนักอึ้งได้อย่างแม่นยำ ทุกการเคลื่อนไหวเต็มไปด้วยความลื่นไหลและเป็นธรรมชาติ ราวกับว่าการสร้างบ้านเรือนขึ้นมาใหม่นี้ คือส่วนหนึ่งของการฝึกฝนจิตวิญญาณและวิชาต่อสู้ไปในตัว
เต๋อจิ้งมองดูการเคลื่อนไหวของหลินเฟยด้วยความทึ่ง สหายของเขาก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมไปไกลโขแล้ว พลังลมปราณที่แผ่ออกมาจากร่างของหลินเฟยไม่ได้ดุดันเกรี้ยวกราดเหมือนพยัคฆ์ร้ายในกรงขังอีกต่อไป หากแต่เปี่ยมด้วยความอบอุ่น หนักแน่น และแผ่ซ่านความสงบสุขราวกับสายลมที่โอบอุ้มแผ่นดิน
"เจ้าคิดว่าจ้าวอวิ๋นจะนิ่งดูดายปล่อยให้เราสร้างสำนักสำเร็จงั้นหรือ?" เต๋อจิ้งเอ่ยถามขึ้นท่ามกลางเสียงลมพัดผ่านซากไม้
มือที่กำลังวางศิลาหลักของหลินเฟยชะงักไปชั่วขณะ ดวงตาคมกอดกระชับแน่นขึ้นเล็กน้อย ก่อนที่มุมปากจะยกยิ้มขึ้นบางๆ
"เขาไม่มีทางนิ่งดูดายแน่ครับ... และนั่นคือเหตุผลที่เราต้องเร่งมือ" หลินเฟยหันกลับมาสบตากับสหาย "เพราะการต่อสู้ครั้งต่อไป จะไม่ใช่การต่อสู้เพื่อชำระแค้นส่วนตัว แต่มันคือการพิสูจน์ว่า วิถีแห่งความถูกต้องจะยังคงยืนหยัดอยู่ได้หรือไม่ในยุทธภพแห่งนี้"
การทำงานดำเนินต่อไปจนกระทั่งดวงอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำ แสงสีส้มแดงสาดส่องลงมาอาบไล้โครงสร้างไม้ไผ่และศิลาที่เริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาทีละน้อย มันคือภาพของความหวังที่กำลังถูกถักทอขึ้นมาจากซากปรักหักพัง ด้วยหยาดเหงื่อและมิตรภาพอันแนบแน่นของลูกผู้ชายสองคน
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังเต็มไปด้วยความเงียบสงบและเปี่ยมด้วยพลังแห่งการเริ่มต้นใหม่นั้นเอง...
เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับร้อยคู่ก็ดังขึ้นจากแนวป่าเบื้องหน้า พร้อมกับกลิ่นอายลมปราณอันเย็นเยียบที่แผ่พุ่งเข้ามาปกคลุมทั่วบริเวณจนอุณหภูมิลดฮวบลงอย่างฉับพลัน
หลินเฟยและเต๋อจิ้งหยุดการกระทำทันที ทั้งสองหันขวับไปมองยังทางเข้าสำนักที่ยังสร้างไม่เสร็จ ดวงตาของทั้งคู่หรี่แคบลงเมื่อเงาร่างนับสิบปรากฏขึ้นท่ามกลางความมืดสลัวของยามสนธยา
ผู้นำขบวนนั้นไม่ใช่จ้าวอวิ๋น... แต่เป็นสตรีในชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ที่ปักลวดลายกระเรียนเพลิง นางถือกระบี่เล่มยาวที่ยังคงมีหยดเลือดสดๆ ไหลหยดลงสู่พื้นทีละหยด ใบหน้างดงามเย็นชาไร้ความรู้สึก และที่น่าตกใจที่สุดคือ สัญลักษณ์ที่ปักอยู่บนอกเสื้อของนาง... คือตราประจำตัวของสำนักกระบี่เมฆา สำนักพันธมิตรเก่าแก่ที่ควรจะสูญสลายไปตั้งแต่สงครามครั้งก่อน
"หลินเฟย... เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าการสร้างสำนักขึ้นมาใหม่บนกองเลือดนี้ จะลบล้างความผิดบาปที่บรรพบุรุษของเจ้าเคยทำไว้ได้?" เสียงหวานใสดังกังวานบาดลึกถึงขั้วหัวใจ พร้อมกับปลายกระบี่ในมือของนางที่ชี้ตรงมายังอกของหลินเฟยโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
ขอบคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางเคียงบ่าเคียงไหล่กันมาจนถึงบทนี้ พยัคฆ์ขาวคำรามซาบซึ้งใจยิ่งนักครับ
วิถีพยัคฆ์สยบฟ้า: หมัดเดียวทะลวงดารา•ตอนที่ 48
ฟื้นฟูบ้านเกิด
ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีพยัคฆ์สยบฟ้า: หมัดเดียวทะลวงดารา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!