ปลายกระบี่สั่นไหว ปลายคมเหล็กเย็นเฉียบจ่ออยู่ห่างจากผิวเนื้อตรงตำแหน่งหัวใจของหลินเฟยเพียงไม่ถึงนิ้ว กลิ่นอายคาวเลือดจากมหาสงครามล้างสำนักเมื่อชั่วยามก่อนยังคละคลุ้งอยู่ในบรรยากาศ ทว่าสิ่งที่กดดันยิ่งกว่าบรรยากาศโดยรอบ กลับเป็นแววตาคู่สวยที่เต็มไปด้วยความร้าวรานของสตรีตรงหน้า
"หลินเฟย... เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าการสร้างสำนักขึ้นมาใหม่บนกองเลือดนี้ จะลบล้างความผิดบาปที่บรรพบุรุษของเจ้าเคยทำไว้ได้?"
เสียงหวานใสดังกังวานบาดลึกถึงขั้วหัวใจ นางคือ ไป่หลิง สหายร่วมเป็นร่วมตายที่เคียงบ่าเคียงไหล่กันมาตั้งแต่ก้นบึ้งของหุบเขาอเวจี แต่วันนี้ ฐานะและอุดมการณ์ระหว่างพวกเขากลับถูกขีดคั่นด้วยซากปรักหักพังของพรรคมาร และบัลลังก์ประมุขแห่งยุทธภพที่ถูกทิ้งไว้เบื้องหน้า
หลินเฟยไม่ขยับเขยื้อน นัยน์ตาคมกริบสีนิลมองลึกเข้าไปในดวงตาของสตรีผู้ถือกระบี่ เขาไม่ได้โกรธเคือง และไม่ได้พยายามยกมือขึ้นปัดป้องอาวุธที่จ่ออกอยู่ ชายหนุ่มเพียงแค่ถอนหายใจยาวนานออกมาคราหนึ่ง ลมหายใจนั้นเจือปนกลิ่นอายของพลังปราณที่เพิ่งผ่านศึกหนักมาหมาดๆ
"ไป่หลิง... เจ้าเก็บกระบี่ลงก่อนเถอะครับ" หลินเฟยเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าหนักแน่นดั่งขุนเขา "เจ้าก็รู้ดีว่าข้าไม่เคยสนใจบัลลังก์หรืออำนาจจอมปลอมเหล่านี้เลยตั้งแต่แรก"
"ถ้าไม่สนใจ แล้วไยเจ้าจึงยืนอยู่ตรงจุดนี้?" ไป่หลิงแค่นหัวเราะ หยดน้ำตาเอ่อคลอหน่วยตาคู่สวยแต่ไม่ยอมร่วงหล่น นางเค้นเสียงลอดไรฟัน "ทุกคนต่างยอมจำนนต่อเจ้า เหล่าผู้อาวุโสคุกเข่าคำนับรอให้เจ้าสวมชุดประมุข สำนักใหญ่ทั่วหล้าพร้อมส่งบรรณาการมาสინสอถวาย แผ่นดินนี้กำลังจะก้มหัวให้เจ้า หลินเฟย... เจ้าคือผู้ชนะอย่างแท้จริง!"
เต๋อจิ้งที่ยืนกอดอกพิงเสาหินแตกหักอยู่ไม่ไกล ขยับตัวเล็กน้อยเพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อที่ตึงเกร็งจากพิษบาดแผล สหายรักผู้นี้ใช้ปลายนิ้วเขี่ยมีดสั้นเล่มโปรดในมือเล่นแก้เบื่อ ก่อนจะเหลือบตามองบรรยากาศตึงเครียดด้วยรอยยิ้มจางๆ บนมุมปากที่แตกยับเยิน
"แม่นางไป่หลิงใจเย็นๆ ก่อนเถอะครับ" เต๋อจิ้งเอ่ยแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงเรื่อยเปื่อย แต่แฝงแววตารlเจ้าเล่ห์ตามนิสัย "ถ้าเจ้าอยากเอาเรื่องบัญชีเลือดของบรรพบุรุษนัก ข้าว่าไปไล่เบี้ยกับพวกเฒ่าหัวใสที่นอนตายเกลื่อนลานสำนักโน้นจะดีกว่านะ สหายของข้าคนนี้ แค่เอาชีวิตรอดจากแผนชั่วของเจ้าจ้าวอวิ๋นเมื่อครู่ก็แทบจะกระอักเลือดตายอยู่แล้ว จะให้มารับภาระกอบกู้ยุทธภพอะไรนี่ต่อ เกรงว่าคงต้องรอให้มันเกิดใหม่อีกสักสามชาติภพเสียก่อนกระมัง"
หลินเฟยปรายตามองสหายรักเล็กน้อย ก่อนจะหันกลับมาสบตากับไป่หลิงอีกครั้ง มือหนายื่นออกไปอย่างช้าๆ ปลายนิ้วสัมผัสลงบนคมกระบี่ที่สั่นระริก แล้วกดมันลงต่ำอย่างนุ่มนวลทีละน้อย จนพ้นจากตำแหน่งหัวใจ
ไม่มีการใช้พลังปราณขัดขืน มีเพียงความจริงใจที่สะท้อนผ่านสัมผัสอุ่นร้อนจากฝ่ามือของบุรุษผู้ผ่านการต่อสู้มาโชกโชน
"เจ้าพูดถูก ไป่หลิง..." หลินเฟยเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ กังวานสะท้อนไปทั่วลานหินกว้างที่เงียบสงัด "การสร้างสำนักขึ้นมาใหม่บนซากศพและความแค้น ไม่มีทางลบล้างบาปกรรมใดๆ ได้เลย มีแต่จะเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งความแค้นชุดใหม่ให้เติบโตขึ้นมาอีกครั้ง วงจรอุบาทว์นี้... ข้าไม่อยากให้มันวนกลับมาเริ่มต้นที่ตัวข้าอีกแล้ว"
ไป่หลิงชะงักงัน ปลายกระบี่ในมือคลายแรงกดลงโดยอัตโนมัติ "แล้วเจ้า... จะทำอย่างไรต่อไป? บรรดาผู้อาวุโสและศิษย์นับพันคนต่างฝากความหวังไว้ที่เจ้าแล้วนะ"
"ให้พวกเขาเลือกเส้นทางของตัวเองเถอะครับ" หลินเฟยหันหลังกลับ มองทอดสายตาไปยังขอบฟ้าไกลโพ้น ที่ซึ่งดวงตะวันกำลังจะลับขอบฟ้า ทอแสงสีส้มแดงฉาบไล้ผืนแผ่นดินกว้างใหญ่ "ยุทธภพนี้กว้างใหญ่เกินกว่าจะถูกจำกัดอยู่แค่ในกำแพงสำนัก บัลลังก์ประมุข... เหมาะกับผู้ที่ต้องการอำนาจ แต่สำหรับข้า สิ่งที่ต้องการมาตลอดตั้งแต่ก้าวออกจากหมู่บ้านเล็กๆ นั้น ไม่ใช่การเป็นใหญ่เหนือผู้ใด"
ชายหนุ่มหยุดชั่วครู่ ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นอันแรงกล้า
"แต่คือการได้ใช้ชีวิตด้วยสองกำปั้นของตัวเอง ได้ปกป้องผู้คนที่สมควรปกป้อง และได้เดินไปในที่ที่อยากไปอย่างไร้พันธนาการต่างหากครับ"
สิ้นคำกล่าวของหลินเฟย เหล่าผู้อาวุโสและศิษย์สำนักต่างๆ ที่คุกเข่าอยู่โดยรอบต่างพากันส่งเสียงฮือฮาด้วยความตกใจ ผู้อาวุโสสูงสุดรีบคลานเข่าเข้ามาหา พร้อมกับโขกศีรษะคำนับจนหน้าผากติดพื้น
"ท่านประมุขหลิน! ท่านจะทิ้งพวกเราไม่ได้นะขอรับ! หากไม่มีท่านนำพา ยุทธภพจะต้องกลับไปลุกเป็นไฟด้วยน้ำมือของพรรคมารหน้าไหนสักกลุ่มอย่างแน่นอน!"
หลินเฟยไม่แม้แต่จะเหลียวกลับไปมอง เขาเพียงแค่ยกมือขึ้นโบกปฏิเสธเบาๆ เป็นเชิงบอกปัด "ใต้หล้าไม่มีงานเลี้ยงใดที่ไม่เลิกรา สำนักสยบฟ้าในอดีตล่มสลายไปแล้ว วันนี้ก็ควรปล่อยให้มันเป็นเพียงตำนาน หน้าที่ในการดูแลความสงบเรียบร้อยของยุทธภพ... ข้าขอคืนให้แก่ผู้ที่มีความสามารถและหัวใจที่เหมาะสมจะดีกว่า"
เต๋อจิ้งลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ยืดเส้นยืดสายจนกระดูกลั่นกรอบ ก่อนจะเดินมาตบไหล่หลินเฟยเบาๆ สองที รอยยิ้มกวนประสาทปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมคาย
"ว่าแล้วเชียว... คนอย่างเจ้ามันรักอิสระเสียยิ่งกว่าอะไรดี" เต๋อจิ้งหัวเราะในลำคอ "ว่าแต่... เจ้าหนุ่มเสื้อคลุมสีเทาที่ยืนพิงต้นสนอยู่มุมลานสำนักนั่น เขาจ้องหน้าพวกเรามานานเกือบเค่อหนึ่งแล้วนะ หลินเฟย... ดูท่าทางเขาจะไม่ใช่แขกที่มาแสดงความยินดีด้วยแน่ๆ"
หลินเฟยหรี่ตามองตามปลายนิ้วของเต๋อจิ้ง ภายใต้เงาไม้ใหญ่ของต้นสนโบราณ ร่างสันทัดในชุดคลุมสีเทามอมแมมกำลังยืนกอดอกนิ่งสนิท หมวกสานปีกกว้างถูกดึงลงต่ำจนบังใบหน้าครึ่งบน ทว่าบรรยากาศรอบตัวกลับเยือกเย็นและคุ้นเคยอย่างประหลาด กลิ่นอายปราณกระบี่ที่ซ่อนอยู่ภายใน... บริสุทธิ์และทรงพลังจนน่าขนลุก
ชายปริศนาค่อยๆ เงยหน้าขึ้น เผยให้เห็นรอยแผลเป็นลากยาวจากหางตาขวาลงมาถึงมุมปาก รอยยิ้มเยдяเย็นชาปรากฏขึ้นที่มุมปากของอีกฝ่าย
"หลินเฟย... เจ้าคิดว่าจะปฏิเสธทุกสิ่งแล้วหนีออกไปท่องโลกกว้างได้จริงๆ หรือ?" เสียงแหบพร่าดังกังวานก้องกังวานราวกับเสียงคำรามของอสูรกายในความมืด "เจ้ายังติดหนี้ชีวิตที่สะสางไม่จบ... และผู้ที่ถือบัญชีนี้ ไม่ใช่คนของพรรคมารที่เพิ่งตายไป"
สหายรักทั้งสองหันมามองหน้ากันโดยสัญชาตญาณ ไอสังหารระลอกใหม่พวยพุ่งขึ้นจากร่างของแขกไม่ได้รับเชิญคนนี้ รุนแรงและน่าสะพรึงกลัวเสียยิ่งกว่าตอนที่เผชิญหน้ากับจ้าวอวิ๋นเสียอีก!
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางเคียงบ่าเคียงไหล่กับพยัคฆ์หนุ่มผู้นี้มาจนถึงบทรองสุดท้ายนี้นะครับ
วิถีพยัคฆ์สยบฟ้า: หมัดเดียวทะลวงดารา•ตอนที่ 49
เส้นทางที่เลือกเอง
ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีพยัคฆ์สยบฟ้า: หมัดเดียวทะลวงดารา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!