“เจ้าคิดว่าความตายของคนนับพันในหุบเขาเมฆานั้น มีค่าเท่ากับหมากหนึ่งตัวที่ถูกเขี่ยทิ้งกระดานเชียวหรือ!”
เสียงตวาดของหลินเฟยดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันของห้องโถงหินอับชื้น เขากำหมัดแน่นจนเส้นเลือดที่หลังมือปูดโปน ดวงตาของเขาจ้องมองบุรุษในชุดคลุมสีเทาหม่นตรงหน้าด้วยความเดือดดาล ผิดกับเต๋อจิ้งที่ยืนพิงผนังหิน มือขวากุมด้ามมีดสั้นไว้อย่างมั่นคง สายตาคมกริบกวาดมองทางหนีทีไล่รอบทิศทางอย่างใจเย็น
บุรุษผู้นั้น—'มู่จิน' มือขวาของจ้าวอวิ๋นผู้กุมความลับในการเคลื่อนไหวของพรรคมาร—ค่อยๆ วางถ้วยชาที่ทำจากกระดูกสัตว์ลงบนโต๊ะไม้ผุๆ เขาเงยหน้าขึ้น เผยให้เห็นรอยแผลเป็นที่ลากยาวจากหางคิ้วถึงมุมปาก ดวงตาของเขามิได้ฉายแววเหี้ยมเกรียมเหมือนคนในพรรคมารทั่วไป แต่มันกลับเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าของคนที่แบกความลับไว้จนหลังแอ่น
“ถ้าข้าบอกว่าหมากตัวนั้นคือตัวข้าเองล่ะ?” มู่จินย้อนถาม น้ำเสียงราบเรียบแต่ทว่าหนักแน่นราวกับก้อนหินที่ถูกทิ้งลงบ่อลึก
หลินเฟยชะงักไปครู่หนึ่ง ความโกรธที่คุกรุ่นเริ่มถูกแทนที่ด้วยความสงสัย เขาคลายหมัดลงเล็กน้อยแต่ยังไม่ลดการระแวดระวัง “เจ้าพูดเรื่องอะไร”
“จ้าวอวิ๋นไม่ได้เห็นพวกเราเป็นพรรคพวกหรอก หลินเฟย” มู่จินลุกขึ้นยืนช้าๆ เขาเดินไปที่แผนที่ยุทธศาสตร์ที่กางไว้บนโต๊ะ นิ้วเรียวยาวชี้ไปยังจุดยุทธศาสตร์ ‘ผาจันทรา’ ซึ่งเป็นจุดที่หลินเฟยและพรรคธรรมะกำลังจะเข้าตีในอีกสามวันข้างหน้า “เขาส่งข้ามาที่นี่ ไม่ใช่เพื่อมาสู้กับเจ้า แต่มารอรับความตายเพื่อเป็นตัวล่อให้พวกเจ้าติดกับดักที่เขาวางไว้ในค่ายพรรคมาร”
“ทำไมเจ้าถึงบอกข้า?” เต๋อจิ้งเอ่ยแทรก เสียงของเขาเย็นเยียบ “พรรคมารไม่มีคำว่ามิตรแท้ หรือว่าเจ้าแค่กำลังวางแผนตลบหลังพวกเรา?”
มู่จินหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะฟังดูแห้งแล้ง “มิตรภาพหรือ? ข้าลืมความหมายของคำนั้นไปตั้งแต่ถูกพรรคมารล้างหมู่บ้านเมื่อสิบปีก่อนแล้ว แต่ในฐานะที่ข้าเป็นผู้รอดชีวิตที่ถูกเลี้ยงมาให้เป็นปีศาจ ข้ากลับจำคำสอนสุดท้ายของบิดาได้ดี ‘อย่าให้ไฟแค้นเผาผลาญจนเจ้ากลายเป็นสิ่งที่เจ้าเกลียดชัง’”
เขาก้มลงหยิบม้วนกระดาษเก่าๆ ส่งให้หลินเฟย “นี่คือผังการวางกำลังและตำแหน่งกรงขังลับที่จ้าวอวิ๋นใช้กักขังจอมยุทธ์จากสำนักต่างๆ หากเจ้าต้องการล้างแค้นให้บิดาและช่วยพวกพ้อง นี่คือโอกาสเดียวของเจ้า”
หลินเฟยรับม้วนกระดาษมาเปิดดู มือเขาสั่นเล็กน้อยเมื่อเห็นตราประทับของสำนักที่บิดาเขาเคยสังกัดอยู่ มันเป็นหลักฐานยืนยันความจริงที่จ้าวอวิ๋นพยายามปกปิดมาตลอดหลายปี—ว่าบิดาเขาไม่ได้ตายเพราะความอ่อนแอ แต่ตายเพราะการทรยศหักหลังโดยมีพรรคมารเป็นเบี้ยห่าง
“เจ้ากำลังทรยศจ้าวอวิ๋น?” หลินเฟยถามเบาๆ
“ข้าไม่ได้ทรยศคนทรยศ” มู่จินตอบด้วยสายตาที่มุ่งมั่น “ข้าเพียงแต่กำลังเลือกทางที่มนุษย์ควรจะเดิน”
บรรยากาศในห้องเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ความตึงเครียดไม่ได้อยู่ที่การต่อสู้ แต่อยู่ที่ความกดดันของชะตากรรม หลินเฟยหันไปมองเต๋อจิ้ง สหายรักพยักหน้าช้าๆ เป็นเชิงอนุญาตให้เชื่อถือได้ แต่ในขณะที่พวกเขากำลังจะก้าวออกจากห้องโถงนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักๆ หลายสิบคนก็ดังสะท้อนมาจากทางเดินด้านนอก
*เคร้ง!*
เสียงอาวุธกระทบพื้นหินพร้อมกับไอสังหารที่เย็นยะเยือกแผ่ซ่านเข้ามา มู่จินหน้าถอดสี เขาขยับตัวไปขวางทางออกทันที “พวกมันมาเร็วกว่าที่ข้าคิด... เจ้าสองคนหนีไปทางช่องลับด้านหลัง อย่าได้หันกลับมา!”
“มู่จิน! ถ้าเจ้าช่วยเรา เจ้าไม่มีทางรอดไปได้!” หลินเฟยร้องบอก
มู่จินหันมามองหลินเฟยด้วยรอยยิ้มที่หาได้ยากยิ่ง เป็นรอยยิ้มของลูกผู้ชายที่ปลดเปลื้องภาระ “หน้าที่ของเจ้าคือการหยุดจ้าวอวิ๋น ไม่ใช่มาตายกับคนทรยศที่กำลังจะไถ่บาปอย่างข้า รีบไปเสีย!”
ยังไม่ทันที่หลินเฟยจะได้กล่าวอะไร ประตูปราณพุ่งเข้าทลายผนังห้องโถงจนแตกกระจาย เงาร่างของผู้คุมกฎสามคนของพรรคมารปรากฏกายขึ้นพร้อมด้วยดาบโลหิตที่อาบไปด้วยพิษร้าย ในวินาทีที่หลินเฟยกำลังจะตัดสินใจว่าจะอยู่สู้หรือถอยหนีตามแผน มู่จินกลับคว้าคอเสื้อเขาแล้วเหวี่ยงไปทางช่องลับอย่างแรง
ทันใดนั้น เงาสายหนึ่งพุ่งผ่านมู่จินไปด้วยความเร็วที่มองตามไม่ทัน เป็นจ้าวอวิ๋นที่ปรากฏตัวขึ้นกลางวงล้อม!
จ้าวอวิ๋นไม่ได้มองหลินเฟยเลยแม้แต่น้อย สายตาของเขามองตรงไปที่มู่จินด้วยแววตาที่เยือกเย็นดั่งน้ำแข็งขั้วโลก “ข้าให้โอกาสเจ้าเลือกทางเดินมานาน มู่จิน... แต่เจ้ากลับเลือกที่จะเป็นขยะที่ต้องกำจัดทิ้ง”
ดาบในมือจ้าวอวิ๋นตวัดเพียงครั้งเดียว ประกายสีม่วงสว่างวาบไปทั่วห้อง หลินเฟยที่เกาะขอบช่องลับอยู่ถึงกับหยุดชะงักเมื่อเห็นมู่จินทรุดฮวบลงกับพื้น แต่อาวุธที่จ้าวอวิ๋นถือไม่ได้เปื้อนเลือดมู่จิน แต่มันกลับถูกจ่ออยู่ที่คอของ ‘เต๋อจิ้ง’ ที่ถูกจับตัวไว้ได้ในจังหวะที่ไม่มีใครคาดคิด
“เลือกเอา... หลินเฟย” จ้าวอวิ๋นกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา “จะออกมาสู้เพื่อเกียรติยศแล้วเห็นเพื่อนรักตายตรงหน้า หรือจะยอมคุกเข่าให้ข้า แล้วข้าจะปล่อยมันไปทั้งที่มีชีวิต?”
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งกำลังใจให้พยัคฆ์ขาวคำรามมาโดยตลอดนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
วิถีพยัคฆ์สยบฟ้า: หมัดเดียวทะลวงดารา•ตอนที่ 32
สายลับสองหน้า
ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีพยัคฆ์สยบฟ้า: หมัดเดียวทะลวงดารา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!