วิถีพยัคฆ์สยบฟ้า: หมัดเดียวทะลวงดารา•ตอนที่ 31

รวบรวมกำลังพล

ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
“ถ้าพวกเจ้าจะเอาชีวิตไปทิ้งที่หุบเขาอเวจี ก็เชิญตามสบาย แต่จงจำไว้ว่าหากก้าวเท้าข้ามธรณีประตูพรรคมารไปแล้ว อย่าได้หวังว่าจะมีโอกาสหันหลังกลับมาขอขมาบรรพบุรุษ!” เสียงทุ้มต่ำของชายชราในชุดคลุมสีเทาขาดวิ่นดังสะท้อนก้องไปทั่วโถงประชุมร้าง เขาขว้างป้ายไม้สลักตราประจำตระกูลลงบนโต๊ะหินจนแตกละเอียด หลินเฟยยืนนิ่งดุจรูปปั้น ดวงตาคมกริบจ้องมองเศษไม้เหล่านั้นด้วยความรู้สึกที่อ่านไม่ออก ในขณะที่เต๋อจิ้งเพียงแต่ยิ้มมุมปาก พลางขัดมีดสั้นเล่มคู่ในมือด้วยความใจเย็น “ท่านลุงรอง... การล้างแค้นให้ท่านพ่อไม่ใช่การละเล่น” หลินเฟยเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบที่กดดัน “ผมทราบดีว่าความตายรออยู่เบื้องหน้า แต่หากวิถีพยัคฆ์ต้องจบลงด้วยการหลบซ่อนใต้ปีกของความกลัว ผมยอมถูกฝังทั้งเป็นใต้ซากหินของพรรคมารดีกว่า” เต๋อจิ้งหยุดมือที่กำลังลับมีด เขาเงยหน้าขึ้นมองหลินเฟยก่อนจะหันไปทางชายชรา “ท่านลุงรองครับ พรรคมารไม่ได้ครองครองเพียงแค่กำลังคน แต่พวกมันครองครอง ‘หัวใจ’ ของยุทธภพที่หวาดกลัว ถ้าวันนี้เราไม่ทำลายวงจรนี้ ความหวาดกลัวจะกัดกินคนรุ่นหลังไปจนหมดสิ้น การสู้ครั้งนี้ไม่ใช่เพื่อความแค้นส่วนตัวของหลินเฟย แต่มันคือการคืนความยุติธรรมให้แผ่นดินครับ” ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง ชายชราถอนหายใจยาว ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้เก่าคร่ำคร่า มือที่สั่นเทาหยิบแผนที่หนังแกะฉบับหนึ่งออกมาวางแผ่บนโต๊ะ นี่คือแผนที่ลับเส้นทางเข้าสู่ ‘ด่านชั้นใน’ ของพรรคมาร ซึ่งเป็นจุดที่จ้าวอวิ๋นใช้กักเก็บขุมพลังและค่ายกลลวงตา “ในเมื่อพวกเจ้าตัดสินใจแล้ว ข้าในฐานะคนแก่ที่รอวันตายก็คงห้ามไม่ได้” ชายชราใช้นิ้วชี้ไปยังจุดสีแดงฉานกลางแผนที่ “พรรคมารไม่ได้สร้างกำแพงหินไว้ป้องกันศัตรู แต่มันสร้าง ‘ค่ายกลวิญญาณโลหิต’ ไว้ดูดกลืนลมปราณของผู้ที่รุกล้ำ หากพวกเจ้าเดินหมากพลาดแม้แต่นิ้วเดียว ทุกชีวิตที่นำไปจะกลายเป็นเชื้อเพลิงให้จ้าวอวิ๋นบรรลุวิชาขั้นสูงสุด” หลินเฟยโน้มตัวลงมองแผนที่ สายตาของเขาเปลี่ยนไปเมื่อเห็นรูปแบบการวางตำแหน่งค่ายกล เขาไม่ได้มองมันเป็นเพียงเส้นสายของหมึก แต่มองเห็นความเชื่อมโยงของจุดชีพจรพลังงาน “เต๋อจิ้ง... ดูนี่สิ ตำแหน่งของค่ายกลนี้ไม่ได้สุ่มวาง แต่มันถอดแบบมาจาก ‘กระบวนท่าหมัดทะลวงดารา’ ที่ท่านพ่อเคยสอนผม!” เต๋อจิ้งขมวดคิ้ว “หมายความว่ายังไง?” “จ้าวอวิ๋นไม่ได้แค่สังหารท่านพ่อ แต่มันพยายามขโมยเคล็ดวิชาผ่านการสร้างค่ายกลนี้” หลินเฟยกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน “มันใช้เลือดของคนในตระกูลเราเป็นตัวกระตุ้นค่ายกลนี้เพื่อฝึกวิชา! ถ้าเราทำลายจุดตายของค่ายกลได้ จ้าวอวิ๋นจะต้องถูกกระแสพลังย้อนกลับเข้าตัว!” แผนการเริ่มถูกก่อร่างขึ้นด้วยความเด็ดเดี่ยว หลินเฟยและเต๋อจิ้งระดมพลจากกลุ่มจอมยุทธพเนจรที่ถูกพรรคมารกดขี่ ทุกคนต่างพร้อมใจสละชีพเพื่อเป้าหมายเดียวกัน บรรยากาศภายในโถงเต็มไปด้วยกลิ่นอายของความมุ่งมั่นที่หนักแน่นดุจขุนเขา ไม่มีการพูดถึงความกลัว มีเพียงคำสัตย์ปฏิญาณที่จะร่วมเป็นร่วมตายในศึกตัดสินครั้งสุดท้าย ทว่า ในขณะที่ทุกคนกำลังวางตำแหน่งล้อมกรอบจุดยุทธศาสตร์ เสียงฝีเท้าหนักๆ ก็ดังขึ้นจากหน้าประตู ประตูหินขนาดใหญ่ที่ปิดตายถูกผลักออกด้วยพลังลมปราณอันมหาศาลจนบานพับพังทลายลง! ชายร่างสูงใหญ่ในชุดดำสนิท สวมหน้ากากศิลาขาวเดินเข้ามาเพียงลำพัง ท่ามกลางบรรยากาศที่หยุดชะงัก หลินเฟยจำคนผู้นี้ได้ทันที เขาไม่ใช่จ้าวอวิ๋น แต่เป็นคนสนิทที่สุดที่หายสาบสูญไปเมื่อสิบปีก่อน... คนที่ควรจะตายไปแล้วภายใต้ฝีมือของพ่อเขาเอง! ชายผู้นั้นขยับหน้ากากเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ทำเอาทุกคนในห้องเย็นวาบไปถึงกระดูกสันหลัง “นายท่านจ้าวอวิ๋นฝากคำกล่าวมาว่า... พวกเจ้าไม่ต้องเหนื่อยเดินทางไปที่รังพรรคมารหรอก เพราะตอนนี้ ที่นี่... คือสุสานที่ถูกจัดเตรียมไว้สำหรับพวกเจ้าทุกคนแล้ว” เขากางฝ่ามือออก ไอสีดำทมิฬพุ่งทะลักออกมาจากร่างจนอากาศรอบข้างบิดเบี้ยว หลินเฟยสัมผัสได้ทันทีว่านี่ไม่ใช่คน แต่เป็นหุ่นเชิดที่ถูกฝังด้วยวิชาต้องห้าม! ความตายมาเคาะประตูถึงหน้าบ้าน... และเวลาที่เหลืออยู่ไม่ถึงหนึ่งลมหายใจ! ขอบพระคุณทุกท่านที่ยังคงร่วมเดินทางและส่งกำลังใจให้พยัคฆ์ขาวคำรามมาโดยตลอดนะครับ
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีพยัคฆ์สยบฟ้า: หมัดเดียวทะลวงดารา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%