“เจ้าคิดว่ากระดูกของเจ้าจะแข็งกว่าเหล็กไหลงั้นหรือ หลินเฟย?”
เสียงทุ้มต่ำดุจเสียงหินบดกันดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันในโถงหินอับชื้น ‘เยี่ยหมิง’ มือขวาผู้โหดเหี้ยมของจ้าวอวิ๋นยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้า ร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมสีดำสนิทของเขาราวกับจะกลืนกินแสงไฟจากคบเพลิงที่ริบหรี่ให้หมดสิ้น ในมือของเขากำลังหมุนวนอาวุธลับที่ทำจากกระดูกมนุษย์ด้วยความใจเย็น
หลินเฟยเช็ดเลือดที่มุมปากด้วยหลังมือ สายตาคมกริบของเขาจ้องมองไปยังศัตรูโดยไม่กะพริบตา รอบข้างร่างของเขาปรากฏไอความร้อนจางๆ บ่งบอกถึงพลังลมปราณที่กำลังเดือดพล่านอยู่ภายใน “กระดูกของข้าอาจไม่แข็งเท่าเหล็กไหล แต่แรงแค้นของข้า... มันสามารถบดขยี้ทุกอย่างที่ขวางหน้าได้ โดยเฉพาะคนที่เป็นสุนัขรับใช้ของจ้าวอวิ๋น”
“ปากดีนัก!” เยี่ยหมิงคำราม ลำตัวของเขาทะยานเข้ามาประหนึ่งเงาพราย กรงเล็บกระดูกในมือพุ่งตรงเข้าสู่จุดตายที่คอหอยของหลินเฟย
หลินเฟยไม่ถอยแม้เพียงก้าวเดียว เขาอาศัยจังหวะที่ศัตรูบุกเข้ามา เบี่ยงตัวเพียงเล็กน้อยจนกรงเล็บเฉียดผ่านแก้มไปเพียงเส้นยาแดงผ่าศูนย์กลาง หมัดขวาของเขาถูกรวบรวมพลังทั้งหมดไว้ที่จุดเดียว—หมัดเดียวทะลวงดารา!
*เปรี้ยง!*
เสียงปะทะดังสนั่นก้องโถงหิน ฝุ่นผงร่วงกราวลงมาจากเพดาน แรงปะทะส่งผลให้พื้นหินใต้เท้าของทั้งสองแตกกระจาย เยี่ยหมิงชะงักไปครู่หนึ่ง ใบหน้าใต้เงาหมวกเผยให้เห็นความตื่นตะลึง เขาไม่คาดคิดว่าเด็กหนุ่มที่ดูไม่มีอะไรโดดเด่นจะสามารถรับการโจมตีที่เคลือบด้วยพิษร้ายแรงของเขาได้โดยไม่ล้มลง
“เจ้าฝึกวิชาอะไรมากันแน่?” เยี่ยหมิงแค่นยิ้ม แต่ดวงตาของเขากลับเต็มไปด้วยไอสังหาร
“วิชาที่พรากชีวิตพวกเจ้า!” หลินเฟยคำรามตอบ ก่อนจะกระโดดตีลังกากลับหลังเพื่อตั้งหลัก
“เฟย! อย่าหลงกลมัน!” เสียงตะโกนของเต๋อจิ้งดังมาจากมุมหนึ่งของโถง เขาพยายามลากร่างที่บาดเจ็บของตนเองหลบหลังเสาหิน “มันกำลังล่อให้เจ้าใช้พลังจนหมด! สังเกตที่เท้าของมันสิ มันไม่ได้วางน้ำหนักไว้ที่เดิม!”
หลินเฟยสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เขาปรับจังหวะการเต้นของหัวใจให้สงบลง ดั่งที่เต๋อจิ้งสอนเสมอมา เขาไม่ได้สู้ด้วยความโกรธเพียงอย่างเดียว แต่เขาใช้สมองอ่านกระบวนท่าของเยี่ยหมิงที่กำลังจะเปลี่ยนไป
เยี่ยหมิงเริ่มขยับตัวด้วยความเร็วสูงยิ่งกว่าเดิม เงาร่างของเขาแยกออกเป็นสามร่าง หลอกล่อให้หลินเฟยสับสน หากเป็นหลินเฟยเมื่อเดือนก่อน เขาคงจะสุ่มโจมตีมั่วซั่วจนพลาดท่าไปแล้ว แต่ตอนนี้... เขากลับหลับตาลง
“ในโลกของข้า...” หลินเฟยพึมพำ “ไม่มีเงาที่ไร้ตัวตน”
เขาสัมผัสได้ถึงกระแสลมที่ผิดปกติทางด้านขวา ไม่รอช้า หลินเฟยหันกลับไปแล้วฟาดแข้งออกไปเต็มแรง พลังปราณที่รวบรวมไว้ที่เท้าปะทะเข้ากับร่างจริงของเยี่ยหมิงอย่างจังจนอีกฝ่ายกระเด็นไปกระแทกผนังหินเสียงดังสนั่น
เยี่ยหมิงกระอักเลือดออกมาเป็นลิ่ม สีหน้าเขามืดมนลงเรื่อยๆ “นึกไม่ถึงว่าเจ้าจะอ่านวิชาเงาลวงของข้าออก... ดี! เช่นนั้นข้าก็จะจบเรื่องนี้ด้วยวิชาที่ข้าไม่ได้ใช้นานแล้ว”
เยี่ยหมิงหยิบม้วนคัมภีร์สีดำออกมาจากอกเสื้อ ทันใดนั้น บรรยากาศภายในโถงก็เปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน อุณหภูมิลดฮวบจนลมหายใจกลายเป็นไอ ความมืดมิดที่แท้จริงเริ่มกัดกินแสงสว่างไปทีละน้อย จ้าวอวิ๋นที่เคยกล่าวว่าหมากบนกระดานนี้เป็นเพียงเครื่องมือ ดูเหมือนจะเตรียมพร้อมสำหรับการปิดฉากที่โหดร้ายที่สุดไว้แล้ว
“นี่คือวิชาพยัคฆ์ทมิฬดูดวิญญาณ ที่ข้าแย่งชิงมาจากบิดาของเจ้า...” เยี่ยหมิงแสยะยิ้มที่เต็มไปด้วยฟันคม “วันนี้เจ้าจะได้เห็นว่าสิ่งที่บิดาเจ้าปกป้องไว้ มันไร้ค่าเพียงใด!”
หัวใจของหลินเฟยกระตุกวูบ ความแค้นที่พยายามกดทับเอาไว้พุ่งพล่านจนไม่อาจควบคุม เขาไม่สนอีกแล้วว่าร่างของเขาจะรับภาระหนักเพียงใด พลังปราณสีทองเริ่มเปล่งประกายออกมาจากร่างของเขาอย่างบ้าคลั่ง แสงสีทองและมวลความมืดเริ่มเข้าปะทะกันจนโถงหินสั่นคลอนราวกับจะพังทลายลงมา
เต๋อจิ้งมองเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยความกังวล “อย่าทำแบบนั้นนะเฟย! ร่างกายเจ้าจะรับไม่ไหว!”
ทว่าในวินาทีที่ทั้งสองเตรียมจะพุ่งเข้าหากันเป็นครั้งสุดท้าย ประตูหินขนาดใหญ่ที่ปิดตายอยู่ตรงสุดทางเดินกลับค่อยๆ เลื่อนเปิดออกด้วยเสียงที่น่าขนลุก เงาร่างสูงโปร่งในชุดสีขาวสะอาดตาเดินเข้ามาอย่างใจเย็น ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือด
ชายผู้นั้นหยุดยืนตรงกลางระหว่างหลินเฟยและเยี่ยหมิง ใบหน้าของเขาเรียบเฉย ทว่าดวงตากลับคมกริบดุจมีดโกน เขาเหลือบมองหลินเฟยเพียงครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปหาเยี่ยหมิงด้วยแววตาที่ทำให้ขุนพลมารผู้น่าเกรงขามถึงกับต้องถอยหลังไปหนึ่งก้าว
“พอได้แล้ว เยี่ยหมิง” เสียงของชายแปลกหน้าเรียบเรื่อย ทว่ากลับกดทับจนทุกคนในโถงรู้สึกอึดอัด “จ้าวอวิ๋นส่งเจ้ามา ไม่ได้ให้มาตายในที่แบบนี้”
หลินเฟยชะงัก หมัดที่พร้อมจะกระแทกออกไปค้างอยู่กลางอากาศ เขาจำคนผู้นี้ได้—นี่คือคนที่ปรากฏตัวในคืนที่บิดาเขาหายสาบสูญไปเมื่อสิบปีก่อน
“ท่าน... คือใครกันแน่?” หลินเฟยถามด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า
ชายแปลกหน้าหันกลับมามองหลินเฟย รอยยิ้มบางๆ ที่ดูซ่อนเร้นปรากฏบนใบหน้าเขา “ข้าคือคนที่รู้ว่า... หมัดเดียวของเจ้า จะเปลี่ยนชะตากรรมของโลกนี้ไปในทิศทางใด ต่อจากนี้ไป เจ้าจะเลือกร่วมมือกับข้า หรือจะตายไปพร้อมกับความแค้นที่ไม่มีวันได้รับคำตอบ?”
หลินเฟยกำหมัดแน่น พลังสีทองที่มอดลงเริ่มกลับมาปะทุอีกครั้ง แต่ครั้งนี้... มันกลับกลายเป็นสีแดงชาดด้วยไอสังหารที่เข้มข้นกว่าเดิม
นี่คือเหตุการณ์ที่ไม่มีใครคาดคิดครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาด้วยกันจนถึงวินาทีนี้ครับ - พยัคฆ์ขาวคำราม
วิถีพยัคฆ์สยบฟ้า: หมัดเดียวทะลวงดารา•ตอนที่ 36
ปะทะขุนพลมาร
ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีพยัคฆ์สยบฟ้า: หมัดเดียวทะลวงดารา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!