“เต๋อจิ้ง! ระวังข้างหลัง!”
เสียงคำรามของหลินเฟยดังแข่งกับเสียงโลหะปะทะกันอย่างรุนแรงในโถงทางเดินชั้นที่เก้าสิบเก้า กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ ร่างของยอดฝีมือพรรคมารนับสิบถูกเหวี่ยงกระเด็นไปกระแทกผนังหินจนร้าวเป็นทางยาว เต๋อจิ้งพุ่งตัวหลบคมกระบี่อาบยาพิษได้อย่างเฉียดฉิว ก่อนจะตวัดมีดสั้นในมือซ้ายตัดผ่านเส้นเอ็นข้อมือของศัตรูอย่างเลือดเย็น
“ข้ายังไม่อยากตายที่นี่หรอกเพื่อนยาก! พลังปราณของพวกมันเริ่มแปรปรวนแล้ว ดูเหมือนจ้าวอวิ๋นจะเร่งเร้าการบำเพ็ญเพียรจนเกินขีดจำกัด!” เต๋อจิ้งตะโกนตอบ หอบหายใจถี่ด้วยความเหนื่อยล้า แต่แววตายังคงแน่วแน่
หลินเฟยไม่ตอบคำใด เขาพุ่งตัวเข้าหาประตูบานยักษ์ที่ทำจากเหล็กกล้าทาสีดำสนิทที่ปลายสุดของทางเดิน สองมือของเขากำแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ลมปราณพยัคฆ์มังกรในกายเดือดพล่านเหมือนลาวาที่กำลังปะทุ เขาไม่สนความเจ็บปวดจากแผลฉกรรจ์ที่หน้าอก ทุกย่างก้าวคือความมุ่งมั่นที่จะปิดบัญชีแค้นที่ฝังรากลึกมานานหลายปี
*‘พ่อครับ... ข้ากำลังจะไปถึงจุดนั้นแล้ว’* เขารำพึงในใจ
ทันใดนั้น บานประตูเหล็กก็ค่อยๆ เลื่อนเปิดออกด้วยเสียงครืดคราดที่เสียดแทงแก้วหู บรรยากาศภายในเปลี่ยนจากความวุ่นวายภายนอกกลายเป็นความเงียบสงัดที่กดดันจนแทบหยุดหายใจ จ้าวอวิ๋นยืนหันหลังให้พวกเขาอยู่กลางห้องโถงกว้างที่ลอยเด่นอยู่เหนือหมู่เมฆ แผ่นหลังนั้นดูสูงส่งและเยือกเย็นเกินกว่าจะเป็นมนุษย์ทั่วไป
“พวกเจ้ามาได้ไกลเกินคาดนัก... หมากเดินกระดานที่ข้าคิดว่าไร้ค่า กลับกลายเป็นตัวหมากที่กินรุกขุนได้ถึงที่นี่” จ้าวอวิ๋นกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ทว่าแฝงไปด้วยแรงกดดันมหาศาลจนพื้นหินใต้เท้าของหลินเฟยเริ่มแตกร้าว
“เลิกเล่นเป็นพระเจ้าตัดสินโชคชะตาคนอื่นได้แล้ว!” หลินเฟยคำราม พุ่งตัวทะยานเข้าใส่จ้าวอวิ๋นด้วยหมัดที่อัดแน่นด้วยปราณทั้งหมดที่มี “หมัดเดียวทะลวงดารา!”
จ้าวอวิ๋นไม่ได้หันมามอง เขาเพียงแค่ดีดนิ้วเบาๆ คลื่นพลังงานที่มองไม่เห็นกระแทกเข้ากับหมัดของหลินเฟยจนร่างของเขาปลิวถอยหลังกลับมาหลายสิบก้าว โชคดีที่เต๋อจิ้งเข้ามารับร่างเขาไว้ได้ทัน
“เจ้ายังไม่เข้าใจหลินเฟย...” จ้าวอวิ๋นค่อยๆ หันกลับมา แววตาของเขาไร้ซึ่งอารมณ์ดั่งน้ำแข็ง “ที่นี่ไม่ใช่เพียงหอคอยแห่งอำนาจ แต่มันคือสุสานของตระกูลเจ้า... และเจ้าเองก็กำลังจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของสุสานแห่งนี้ตามรอยบิดาเจ้าไป”
จ้าวอวิ๋นก้าวออกมาจากเงามืด เผยให้เห็นใบหน้าที่แท้จริงที่ทำให้หลินเฟยต้องเบิกตากว้างจนแทบหลุดจากเบ้า เพราะใบหน้าที่เขากำลังเผชิญอยู่นั้น ไม่ใช่ใบหน้าของคนแปลกหน้า แต่เป็นใบหน้าของคนที่เขาควรจะเรียกหาด้วยความเคารพที่สุดในชีวิต!
“ท่าน... ท่านพ่อ?” เสียงของหลินเฟยสั่นเครือ ความแค้นที่เคยลุกโชนในอกเริ่มถูกแทนที่ด้วยความเย็นวาบที่แล่นพล่านไปทั่วสันหลัง
เต๋อจิ้งเองก็ชะงักงัน มีดสั้นในมือร่วงหล่นลงพื้น “เป็นไปไม่ได้... ท่านประมุขคนก่อนเสียชีวิตไปตั้งแต่สิบปีที่แล้ว!”
จ้าวอวิ๋นยกยิ้มที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่เหยียดหยันและอำมหิตที่สุดเท่าที่หลินเฟยเคยเห็นมา ก่อนที่เขาจะดึงหน้ากากหนังมนุษย์ออก เผยให้เห็นรอยแผลเป็นที่น่ากลัวบนใบหน้าที่บิดเบี้ยวเกินกว่าจะจดจำได้ว่าเป็นใคร แต่ในวินาทีนั้นเอง เสียงประตูด้านหลังของทั้งสองก็ปิดตายลง พร้อมกับเสียงหัวเราะที่ดังก้องไปทั่วทั้งหอคอย
“เจ้ามาถึงที่นี่แล้วหลินเฟย... แต่อย่าได้หวังว่าจะเดินออกไปพร้อมกับความจริงที่เน่าเฟะชุดนี้” จ้าวอวิ๋นกระซิบเสียงต่ำ พลางหยิบตราประจำตระกูลหลินออกมาจากอกเสื้อ ซึ่งเป็นตราที่พ่อของเขาควรจะฝังไปพร้อมกับศพ “เพราะคนที่จะต้องตายในวันนี้ ไม่ใช่ข้า... แต่เป็นลูกชายเพียงคนเดียวที่ข้าเคยสั่งให้คนไปสังหารทิ้งเมื่อสิบปีก่อน!”
หลินเฟยรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบถล่มลงมาตรงหน้า เขายืนอยู่บนเส้นด้ายระหว่างความจริงที่เพิ่งถูกเปิดเผย กับชะตากรรมที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง เมื่อจ้าวอวิ๋นค่อยๆ เงื้อดาบหยกในมือขึ้น แสงสีแดงฉานเริ่มอาบไล้ไปทั่วห้องโถง ราวกับประกาศว่าจุดจบของความแค้นนี้ได้เริ่มต้นขึ้นแล้วจริงๆ
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาด้วยความอดทนและมุ่งมั่นจนถึงวินาทีสำคัญนี้ครับ - พยัคฆ์ขาวคำราม
วิถีพยัคฆ์สยบฟ้า: หมัดเดียวทะลวงดารา•ตอนที่ 37
เบิกทางสู่ยอดหอคอย
ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีพยัคฆ์สยบฟ้า: หมัดเดียวทะลวงดารา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!