"หมอบลง! กลิ่นธูปมนตราพวกมันเริ่มแผ่ขยายแล้ว"
กระแสเสียงทุ้มต่ำของหลินเฟยดังขึ้นเพียงแผ่วเบา ทว่าเฉียบขาดดุจคมกระบี่ที่ฝังลึกลงในหินผา เขาส่งสัญญาณมือให้เต๋อจิ้งที่อยู่เบื้องหลัง ทั้งสองร่างแนบสนิทไปกับโขดหินสีนิลท่ามกลางม่านหมอกพิษที่ปกคลุมชายขอบเขตพรรคมาร ‘หุบเขาอเวจีไร้ลักษณ์’ เอาไว้
เบื้องหน้าของพวกเขาคือค่ายกลค่ายค่ายกล ‘โลหิตเนตรผลาญวิญญาณ’ ที่จ้าวอวิ๋นสร้างขึ้นด้วยอาคมโบราณ ม่านหมอกสีเทาหม่นไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อพรางตา แต่มันคือเส้นใยปราณที่พร้อมจะฉีกกระชากผู้บุกรุกให้แหลกสลายเป็นธุลีในชั่วพริบตา
"เจ้าแน่ใจนะว่าวิชาสะกดรอยของศิษย์พี่หญิงเซียนหลินจะใช้ได้ผลในเขตอาคมนี้?" เต๋อจิ้งถามพลางกวาดสายตามองซ้ายขวา นิ้วมือขวาของเขาแตะอยู่ที่ด้ามมีดสั้นเล่มโปรดตลอดเวลา บรรยากาศรอบกายบีบคั้นจนแทบหยุดหายใจ
หลินเฟยหลับตาลงสัมผัสถึงความเย็นเยียบที่แล่นผ่านผิวหนัง เขาไม่ได้ตอบทันที แต่กลับขยับฝ่ามือสร้างรอยจารึกที่ลอกเลียนแบบปราณของคนในพรรคมารขึ้นมาอย่างช้าๆ
"นางมอบวิชานี้ให้ข้า มิใช่เพื่อความปลอดภัยเพียงอย่างเดียว แต่เพื่อให้ข้ามีความกล้าที่จะเดินเข้าไปในถ้ำเสือ" หลินเฟยลืมตาขึ้น นัยน์ตาคู่นั้นสะท้อนประกายวาวโรจน์ "หากข้ากลัวความตาย ข้าก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะได้พบหน้านางอีก ในโลกของจอมยุทธ์... ความรักมักมาคู่กับการเดิมพันด้วยชีวิตเสมอ เต๋อจิ้ง"
ทั้งสองค่อยๆ เคลื่อนกายผ่านม่านหมอกราวกับภูตผี ทุกจังหวะก้าวสอดประสานกับจังหวะการไหลเวียนของลมปราณจนแทบเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ แต่ในขณะที่พวกเขาเข้าใกล้ประตูใหญ่ของพรรคมาร เสียงฝีเท้าหนักแน่นของกลุ่มผู้คุ้มกันปรากฏขึ้นพร้อมกับไอสังหารที่เข้มข้นจนน่าสะพรึงกลัว
"นั่นพวกเจ้าใช่หรือไม่? ทำไมวันนี้กลับมาเร็วผิดปกติ?" หัวหน้าหน่วยตรวจการณ์เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา เขาถือคบเพลิงเปลวสีเขียวไว้ในมือ
หลินเฟยไม่รอช้า เขาอาศัยจังหวะที่หัวหน้าหน่วยกำลังหันมา ก้าวพริบตาเดียวประชิดตัว ใช้ฝ่ามือเพียงข้างเดียวตัดผ่านจุดชีพจรจนอีกฝ่ายสลบไปในทันทีโดยไร้เสียง เต๋อจิ้งที่ตามมาติดๆ จัดการสังหารเวรยามอีกสองคนที่เหลือด้วยมีดสั้นที่เคลื่อนที่ดุจสายฟ้าแลบ ทั้งหมดเกิดขึ้นภายในเวลาไม่ถึงสามลมหายใจ
ทว่า... ในวินาทีที่หลินเฟยกำลังจะผ่านประตูใหญ่เข้าไป เขากลับชะงักฝีเท้าลง
แรงกดดันมหาศาลจากภายในพรรคมารแผ่พุ่งออกมาดุจคลื่นยักษ์ จ้าวอวิ๋นไม่ได้อยู่ในห้องโถงอย่างที่คาดการณ์ไว้ แต่เขายืนอยู่ตรงหน้าประตูใหญ่พร้อมกับกระบี่ในมือที่ส่องประกายสีเลือด เขายิ้มอย่างเหี้ยมเกรียม สายตามองหลินเฟยราวกับเห็นหนูที่ติดกับดัก
"หลินเฟย... ข้าเฝ้ารอให้เจ้าโง่เขลาเดินเข้ามาหาความตายถึงที่นี่นานแล้ว" จ้าวอวิ๋นกล่าวเนิบนาบ เสียงของเขาก้องกังวานไปทั่วบริเวณ "นางเซียนที่เจ้าหลงใหลน่ะหรือ? ตอนนี้คงกำลังถูกโซ่ตรวนอักขระพันธนาการไว้ที่ยอดเขาจันทร์ดับ หากเจ้าอยากช่วยนาง... จงชักกระบี่ของเจ้าออกมา แล้วพิสูจน์ให้ข้าเห็นว่าหมัดเดียวของเจ้าจะทะลวงดารา หรือจะกลายเป็นเพียงเศษซากใต้เท้าข้า"
หลินเฟยสัมผัสได้ถึงความเย็นวาบที่แล่นผ่านหัวใจ เขาไม่ได้หวั่นเกรงต่อคำขู่ แต่เขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของนางในดวงใจที่ซ่อนเร้นอยู่ในกระแสลมนั้น นางยังไม่สิ้นชีพ แต่นางกำลังรอเขาอยู่
หลินเฟยค่อยๆ ชักกระบี่คู่กายออกมา ไอพลังปราณสีขาวบริสุทธิ์ทะลักออกจากร่างจนม่านหมอกรอบด้านมลายหายไปสิ้น
"จ้าวอวิ๋น วันนี้เจ้าจะได้เห็นว่า... พยัคฆ์ที่ถูกต้อนจนมุม ไม่ได้มีไว้ให้เจ้าขยี้เล่น แต่มันมีไว้เพื่อฉีกกระชากบัลลังก์มารของเจ้าให้พังทลายลง!"
เขากระโจนเข้าหาจ้าวอวิ๋นด้วยความเร็วที่เหนือขีดจำกัด แต่ทว่า ในจังหวะที่กระบี่ของเขากำลังจะปะทะกับกระบี่สีเลือดของจ้าวอวิ๋น ทันใดนั้นมีร่างหนึ่งพุ่งผ่านม่านหมอกเข้ามาขวางกลาง!
นั่นไม่ใช่ศัตรู... แต่เป็นเซียนหลินที่เขารักสุดหัวใจ ทว่านางกลับชี้ปลายกระบี่ตรงมาที่หน้าอกของหลินเฟย พร้อมกับดวงตาที่ว่างเปล่าราวกับสูญเสียความทรงจำไปจนหมดสิ้น...
"เจ้าเป็นใคร... เหตุใดถึงคุ้นตานัก?" นางเอ่ยถามด้วยเสียงที่เย็นชาจนบาดลึกถึงจิตวิญญาณ
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งกำลังใจให้พยัคฆ์ขาวคำรามมาโดยตลอดนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
วิถีพยัคฆ์สยบฟ้า: หมัดเดียวทะลวงดารา•ตอนที่ 34
การเดินทางผ่านม่านหมอก
ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีพยัคฆ์สยบฟ้า: หมัดเดียวทะลวงดารา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!