วิถีพยัคฆ์สยบฟ้า: หมัดเดียวทะลวงดารา•ตอนที่ 27

การเยียวยาด้วยชีวิต

ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
“อย่ามองข้าด้วยสายตาสมเพชเช่นนั้น จ้าวอวิ๋น... วันนี้เจ้าอาจเป็นผู้ชนะในสมรภูมิ แต่เจ้าไม่มีวันได้ครอบครองวิญญาณของพวกเรา!” เสียงของเต๋อจิ้งแหบพร่าและสั่นเครือ ร่างของเขาทรุดลงกับพื้นหินที่เปรอะเปื้อนด้วยคราบเลือด เลือดสีคล้ำทะลักออกจากบาดแผลลึกบริเวณหัวใจ พลังมารของจ้าวอวิ๋นที่แทรกซึมผ่านคมดาบอาคมนั้นกำลังกัดกินเส้นชีพจรของเต๋อจิ้งอย่างช้าๆ ราวกับฝูงมดรุมทึ้งซากศพ หลินเฟยยืนนิ่งอยู่เบื้องหน้า แสงสีทองจากจี้หยกที่ตกอยู่แทบเท้ายังคงหมุนวนเป็นรัศมีคล้ายพายุทรายขนาดเล็ก มันไม่ได้มอบพลังให้เขาเพียงเพื่อจะเอาไปฟาดฟันศัตรู แต่มันกำลังสั่นสะเทือนตอบรับกับชีพจรในกายเขา ราวกับจะเตือนว่า ‘พลังนี้มีราคาที่ต้องจ่าย’ “หลินเฟย... เจ้าจงหนีไป” เต๋อจิ้งไอออกมาเป็นลิ่มเลือด มือที่สั่นเทาคว้าชายเสื้อของเพื่อนรักไว้แน่น “พลังที่เจ้าได้รับมานั่น... มันไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์ธรรมดาจะแบกรับได้ หากเจ้าใช้มันสู้กับจ้าวอวิ๋นในตอนนี้ เจ้าจะตาย... และข้าก็ไม่เหลือใคร” หลินเฟยไม่ตอบ ดวงตาของเขาจ้องมองไปยังจ้าวอวิ๋นที่ยืนกอดอกด้วยใบหน้าเรียบเฉย ห่างออกไปไม่กี่วา ประมุขพรรคมารผู้นี้มิได้เร่งรีบที่จะสังหารปิดฉาก เขากำลังรอคอย... รอคอยให้หลินเฟยเห็นความตายของสหายรัก เพื่อให้ความแค้นเข้าครอบงำสติสัมปชัญญะและนำพลังอำนาจที่ล้นเกินมาทำลายตัวผู้ใช้มันเอง “ข้าจะไม่หนี” หลินเฟยกล่าวเสียงต่ำ นัยน์ตาของเขาเปลี่ยนจากสีดำสนิทเป็นสีทองเจิดจ้าอย่างน่าประหลาด “และข้าจะไม่ให้เพื่อนข้าต้องตายในที่อัปยศเช่นนี้” เขาทรุดตัวลงนั่งขัดสมาธิข้างกายเต๋อจิ้งโดยไม่สนใจความเสี่ยงที่จะถูกลอบโจมตี หลินเฟยหลับตาลง มือทั้งสองข้างประสานเข้ากับฝ่ามือของเต๋อจิ้ง พลังสีทองที่จี้หยกถ่ายเทมาเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นสายธารแห่งชีวิตที่อบอุ่นแต่ดุดัน มันไหลผ่านจุดชีพจรของหลินเฟย เข้าสู่แขน และพุ่งตรงไปที่หัวใจของเต๋อจิ้ง “เจ้ากำลังทำอะไร!” เต๋อจิ้งตวาดด้วยความตกใจ “เจ้ากำลังถ่ายโอนพลังบำเพ็ญที่เพิ่งได้รับมา... เจ้ากำลังเผาผลาญพลังครึ่งหนึ่งของชีวิตตัวเองเพื่อรักษาข้าอย่างนั้นหรือ? หลินเฟย! หยุดเดี๋ยวนี้!” “เงียบซะ” หลินเฟยขัดขึ้น เหงื่อกาฬไหลซึมตามไรผม ใบหน้าของเขาเริ่มซีดเผือดลงทุกขณะ “หากชีวิตของข้าสามารถแลกกับลมหายใจของมิตรสหายได้ ข้าจะถือว่าพลังนั่นเป็นเพียงเศษธุลีดินเท่านั้น ความแค้นของบิดาข้าจะไม่มีความหมายอันใด หากข้าต้องเดินไปถึงจุดนั้นเพียงลำพังด้วยหัวใจที่แห้งแล้ง” บรรยากาศรอบกายเริ่มแปรปรวน พลังปราณที่เคยพุ่งพล่านเริ่มถูกดึงออกจากกายหลินเฟยอย่างรุนแรงจนเสื้อผ้าของเขาปลิวสะบัด ร่างกายของเขาสั่นสะท้านราวกับใบไม้ต้องลมพายุ ความเจ็บปวดจากการถ่ายโอนพลังเหมือนกับการถูกเข็มนับพันเล่มทิ่มแทงเข้าสู่ไขกระดูก แต่นิ้วมือของเขาที่เกาะกุมเต๋อจิ้งไว้นั้นกลับมั่นคงราวกับหินผา จ้าวอวิ๋นขมวดคิ้ว ความเยือกเย็นเริ่มสั่นคลอน “คนโง่เขลา... เจ้าคิดหรือว่าการรักษาคนตายจะช่วยให้เจ้าเอาชนะข้าได้ พลังที่เจ้ามีอยู่ตอนนี้ เหลือไม่ถึงห้าส่วนด้วยซ้ำ การกระทำของเจ้าคือการฆ่าตัวตายชัดๆ” หลินเฟยลืมตาขึ้น ดวงตาสีทองฉายแววอาฆาตมาดร้ายที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความสงบ “จ้าวอวิ๋น พลังของข้าไม่ได้มีไว้เพื่อครองโลก หรือครองความเป็นหนึ่ง แต่พลังของข้ามีไว้เพื่อปกป้องสิ่งที่ข้าเห็นว่าสำคัญที่สุด... ซึ่งนั่นรวมถึงหัวใจของสหายที่เจ้าพยายามจะฉีกกระชาก!” แสงสีทองสว่างวาบไปทั่วบริเวณจนคนทั้งคู่อาบไปด้วยรัศมีแห่งเทพ บาดแผลของเต๋อจิ้งที่เคยเหวอะหวะเริ่มสมานตัวด้วยความเร็วเหนือธรรมชาติ แต่ในขณะเดียวกัน เส้นผมของหลินเฟยกลับเริ่มเปลี่ยนเป็นสีขาวโพลนไปบางส่วน ผิวพรรณที่เคยเข้มแข็งเริ่มดูเหี่ยวแห้งลง นี่คือการสละพลังชีวิตเข้าแลกอย่างแท้จริง ทันใดนั้น แรงอัดมหาศาลก็ระเบิดออกจากตัวของหลินเฟย รัศมีสีทองกระแทกจ้าวอวิ๋นจนกระเด็นถอยหลังไปหลายก้าว ประมุขพรรคมารเบิกตากว้างด้วยความตระหนก เพราะเขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่เขารู้จักดี... กลิ่นอายที่หายสาบสูญไปพร้อมกับตระกูลที่ถูกล้างบางเมื่อสิบปีก่อน หลินเฟยค่อยๆ พยุงเต๋อจิ้งที่ลืมตาขึ้นด้วยความอ่อนเพลีย เขาลุกขึ้นยืน ร่างกายที่ดูผอมโซลงแต่กลับเปี่ยมไปด้วยบรรยากาศที่น่าเกรงขามอย่างประหลาด เขาปัดฝุ่นออกจากไหล่ช้าๆ ก่อนจะเงยหน้ามองจ้าวอวิ๋นด้วยสายตาที่เย็นเยียบกว่าน้ำแข็งในขั้วโลก “เจ้าบอกว่าข้าเหลือพลังไม่ถึงห้าส่วนสินะ...” หลินเฟยเว้นจังหวะ เสียงของเขาทุ้มลึกและหนักแน่นดุจเสียงตีระฆังยามวิกาล “แต่เจ้าลืมไปหรือเปล่าจ้าวอวิ๋น ว่าแค่หมัดเดียวของข้าในตอนนี้... ก็เพียงพอที่จะส่งเจ้าลงไปรับโทษทัณฑ์ในปรโลกได้โดยไม่ต้องการพลังมากกว่านั้น” ทันทีที่เขากล่าวจบ จี้หยกที่พื้นซึ่งบัดนี้กลายเป็นเพียงเศษหินไร้ค่าก็แตกกระจายออกเป็นผุยผง แต่สิ่งที่หลินเฟยไม่ทันสังเกต คือเงาดำสายหนึ่งที่พุ่งออกมาจากเศษหินเหล่านั้น มันไม่ได้พุ่งไปที่จ้าวอวิ๋น แต่มันแทรกซึมเข้าสู่แผ่นหลังของหลินเฟยผ่านทางเงาที่ทอดตัวยาวบนพื้น! หลินเฟยรู้สึกถึงความเย็นเฉียบที่แล่นพล่านไปตามกระดูกสันหลัง เขาชะงักกึก ร่างกายแข็งทื่อในทันที พลังในตัวเขาสั่นคลอนอย่างควบคุมไม่ได้ ในขณะที่จ้าวอวิ๋นที่ควรจะหวาดกลัว กลับฉีกยิ้มกว้างจนเห็นฟันที่เปื้อนเลือด “เจ้าคิดว่าเจ้ากำลังทำลายผนึกของจี้หยกเพื่อช่วยเพื่อนอย่างนั้นหรือ... หลินเฟย?” จ้าวอวิ๋นหัวเราะร่า เสียงหัวเราะดังก้องไปทั่วหุบเขา “เจ้ามันก็แค่เหยื่อชั้นดีที่มาส่งตัวถึงที่ให้ ‘เขา’ กลับมาจุติใหม่ต่างหาก!” ขอบคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับผมในเส้นทางสายหมัดมวยนี้ พยัคฆ์ขาวคำรามยังคงรอคอยทุกท่านในตอนถัดไปครับ
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีพยัคฆ์สยบฟ้า: หมัดเดียวทะลวงดารา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%