หยดเลือดสีชาดหยดหนึ่งร่วงลงกระทบพื้นศิลาหยกเย็นเยียบ ก่อเกิดเสียงก้องกังวานท่ามกลางความเงียบงันของตำหนักกระบี่เหมันต์
มู่หรงเซวียนยืนนิ่งดั่งรูปสลักน้ำแข็ง ปลายนิ้วเรียวยาวที่ถือกระบี่ ‘เหมันต์นิรันดร์’ สั่นน้อยๆ อย่างที่ไม่มีใครเคยได้เห็น นางปรายตามองศิษย์หนุ่มผู้คุกเข่าอยู่เบื้องหน้า สายตาที่เคยเยียบเย็นไร้ระลอกคลื่น บัดนี้กลับไหววูบคล้ายผืนน้ำในฤดูใบไม้ผลิที่ถูกก้อนหินตกลงมากระทบ
“เยี่ยอู๋เฉิน... เจ้าเสียสติไปแล้วหรือไร”
น้ำเสียงของมู่หรงเซวียนราบเรียบ ทว่าสั่นพร่าเล็กน้อยในตอนท้าย นางกดปลายกระบี่ลงต่ำ ห่างจากลำคอระหงของเขาเพียงครึ่งนิ้ว ไอร้อนจากบาดแผลที่หัวใจของเยี่ยอู๋เฉินแผ่ซ่านออกมาปะทะไอเย็นยะเยือกของวิถีกระบี่น้ำแข็ง เกิดเป็นละอองหมอกจางๆ ลอยเคว้งคว้างในอากาศ ราวกับความสัมพันธ์ของพวกเขาทั้งสองที่ทั้งใกล้ชิดและห่างไกลในคราเดียวกัน
เยี่ยอู๋เฉินเงยหน้าขึ้น ดวงตาคมกริบที่มักซ่อนความดุดันและรอยยิ้มเย้ยหยันโลกหล้า บัดนี้กลับแดงก่ำ เส้นเลือดฝอยในดวงตาปูดโปนด้วยความอัดอั้นตันใจ สายเลือดมารในกายพลุ่งพล่านจนอักขระสีดำปรากฏขึ้นตามลำคอระหง ทว่าเขาไม่ได้สนใจความเจ็บปวดจากการถูกลมปราณตีกลับแม้แต่น้อย สายตาของเขายังคงตรึงอยู่บนใบหน้าของสตรีผู้เป็นทั้งอาจารย์และ... เจ้าชีวิตในดวงใจ
“ใช่... ข้ามันเสียสติไปแล้วจริงๆ ท่านอาจารย์”
เสียงหัวเราะเยาะหยันตนเองดังลอดไรฟันของเยี่ยอู๋เฉิน มันเป็นเสียงที่ระคนด้วยความเจ็บปวดร้าวลึกและความโหยหาอันบ้าคลั่ง เขาขยับกายเข้าประชิดคมกระบี่โดยไม่เกรงกลัวความตาย ปล่อยให้คมเหล็กเฉือนผิวเนื้อจนโลหิตสีสดไหลซึมเปื้อนอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ของเขา
“ข้าเสียสติ ตั้งแต่วินาทีแรกที่ท่านใช้เคล็ดวิชากระบี่เหมันต์สกัดพิษมารให้ข้า... ตั้งแต่วินาทีที่ข้าตระหนักว่า กลิ่นอายจันทร์เสี้ยวบนร่างของท่าน คือสิ่งเดียวที่ทำให้ปีศาจกระหายเลือดในตัวข้าสงบลงได้!”
มู่หรงเซวียนชะงัก ลมหายใจของนางสะดุดไปชั่วขณะ ภาพเหตุการณ์เมื่อสามปีก่อนผุดขึ้นมาในห้วงคำนึง วันนั้นเขาคือเชลยเผ่ามารที่บาดเจ็บปางตาย นางเป็นผู้ยื่นมือเข้าช่วยด้วยความเมตตาตามหลักคุณธรรมสำนักเซียน ทว่านางกลับไม่เคยรู้เลยว่า ความเมตตานั้นจะกลายเป็นโซ่ตรวนที่ผูกมัดดวงวิญญาณของเขาไว้กับนางตราบชั่วนิรันดร์
“เจ้าพูดเหลวไหลอันใด! ข้าคืออาจารย์ของเจ้า!” มู่หรงเซวียนตวาดเสียงกร้าว พยายามรวบรวมจิตใจให้มั่นคงเพื่อขับไล่ความหวั่นไหวที่กำลังกัดกินหัวใจ นางเป็นถึงเซียนกระบี่ผู้บรรลุธรรมขั้นสูง เหตุใดจึงต้องมาใจสั่นให้กับคำพูดของเด็กหนุ่มผู้มีสายเลือดมารโสโครกผู้นี้ด้วย?
“อาจารย์หรือ?” เยี่ยอู๋เฉินยิ้มหยัน หยาดน้ำตาที่ผสมปนเปกับโลหิตไหลอาบแก้ม “ท่านเคยปฏิบัติกับข้าเหมือนศิษย์บ้างหรือไม่? ทุกครั้งที่ท่านลงทัณฑ์ ทุกครั้งที่ท่านมองข้าด้วยสายตาเย็นชาคู่นั้น ท่านรู้หรือไม่ว่ามันทรมานยิ่งกว่าการถูกไฟมารเผาผลาญส100เท่า! ข้าไม่อยากเป็นศิษย์ของท่าน... ข้าไม่อยากเรียกขานท่านด้วยคำว่าอาจารย์อีกต่อไปแล้ว!”
สิ้นคำพูดนั้น ตำหนักกระบี่เหมันต์ก็ตกอยู่ในความเงียบงัดที่น่ากลัว พลังปราณรอบกายของมู่หรงเซวียนปั่นป่วนจนเกล็ดหิมะนอกหน้าต่างหมุนวนเป็นพายุขนาดย่อม นางจ้องมองเขาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความซับซ้อน ทั้งโกรธเกรี้ยว ทั้งตกใจ และ... หวาดกลัว
หวาดกลัวว่าสิ่งที่นางคาดคิดจะเป็นจริง
“อู๋เฉิน... รู้ตัวหรือไม่ว่าเจ้ากำลังพูดอะไรออก-“
“ข้ารักท่าน!”
เสียงตะโกนก้องของเยี่ยอู๋เฉินตัดรอนคำพูดของนาง เสียงนั้นสะท้อนก้องไปทั่วผนังศิลา ดึงเอาความลับดำมืดที่เขาอดกลั้นมานานแรมปีให้ระเบิดออกมา เขาพุ่งตัวเข้าหาโดยไม่สนว่าปลายกระบี่จะแทงทะลุหัวใจ มือหนากุมข้อมือของมู่หรงเซวียนแน่น ดึงร่างเพรียวบางของนางเข้ามาแนบชิดจนแผ่นอกของทั้งคู่แนบสนิทกัน
มู่หรงเซวียนเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกสะกด นางไม่เคยถูกบุรุษใดแตะต้องเนื้อตัวอย่างอุกอาจเช่นนี้มาก่อน โดยเฉพาะศิษย์ทรยศที่ทั่วทั้งยุทธภพต่างหมายหัว กลิ่นอายบุรุษผสมผสานกับกลิ่นคาวเลือดและกลิ่นหอมเย็นของดอกเหมันต์ตีรวนอยู่ในโสตประสาท ทำให้สติสัมปชัญญะของเซียนสาวผู้เยือกเย็นเริ่มพังทลาย
“ปล่อยข้า...” นางกระซิบเสียงสั่น พยายามใช้พลังปราณน้ำแข็งผลักไส แต่วินาทีที่ฝ่ามือแตะลงบนแผ่นอกของเขา นางกลับสัมผัสได้ถึงจังหวะการเต้นของหัวใจที่บ้าคลั่งและเจ็บปวดของเยี่ยอู๋เฉิน หัวใจดวงนั้นเต้นเพื่อร่าวกายของนาง... เพียงผู้เดียว
“ข้าปล่อยท่านไม่ได้... ตั้งแต่วันที่ท่านช่วยชีวิตข้าไว้ ข้าก็ไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไปแล้ว” เยี่ยอู๋เฉินโน้มใบหน้าลงมา ริมฝีปากร้อนผ่าวเฉียดผ่านข้างแก้มเนียนนุ่มของนาง น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนเป็นอ้อนวอนและเว้าวอนอย่างน่าเวทนา “ท่านจะฆ่าข้า จะขับไล่ข้า หรือจะให้ข้าทรมานในคุกใต้ดินแห่งนี้... ทำตามใจท่านได้เลย แต่อย่าทำเหมือนข้าเป็นเพียงธาตุอากาศ... อย่าทำเหมือนท่านไม่เคยมีความรู้สึกใดๆ กับข้าเลย มู่หรงเซวียน!”
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเรียกชื่อนางโดยปราศจากคำว่า ‘อาจารย์’
มันเป็นคำเรียกหาจากวิญญาณดวงหนึ่งที่ยอมจำนนต่อความรักอย่างหมดรูป มู่หรงเซวียนรู้สึกราวกับมีสายฟ้าฟาดผ่าลงกลางใจ ขอบตาร้อนผ่าวอย่างที่ไม่ได้รู้สึกมานานนับร้อยปี นางเงยหน้าขึ้นสบตากับดวงตาคู่คมที่เต็มไปด้วยหยาดน้ำตาและความรักอันลึกล้ำ
ทว่า ในขณะที่มือเรียวของมู่หรงเซวียนยกขึ้นหมายจะโอบกอดแผ่นหลังกว้างของศิษย์หนุ่มเพื่อปลอบประโลมความเจ็บปวดนั้น เสียงระฆังเตือนภัยเก้าคราก็ดังสนั่นหวั่นไหวมาจากยอดเขาเทียนซาน!
*ก๊อง! ก๊อง! ก๊อง!*
แรงระเบิดมหาศาลสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งตำหนัก ประตูหินหนาหนักนับหมื่นชั่งแตกละเอียดเป็นผุยผงเศษหินปลิวว่อน ท่ามกลางกลุ่มควันหนาทึบและเกล็ดหิมะสีเลือด เงาร่างนับร้อยในชุดคลุมสีดำสนิทพร้อมป้ายอาคมมารพุ่งทะยานเข้ามาล้อมรอบพวกเขาทั้งสองไว้ในพริบตา
น้ำเสียงเยือกเย็นและคุ้นเคยดังแทรกสายลมหนาวเข้ามาจากเบื้องหน้า
“ศิษย์น้องเซวียน... ดูท่าเจ้าจะสั่งสอน ‘ศิษย์ทรยศ’ ผู้นี้เพลินเกินไป จนลืมหน้าที่ของเจ้าในฐานะประมุขพรรคเซียนเสียแล้วกระมัง?”
มู่หรงเซวียนหน้าถอดสีทันที นางจำเสียงนั้นได้แม่นยำ... ผู้อาวุโสใหญ่แห่งสำนัก ผู้ซึ่งไม่มีทางล่วงล้ำเข้ามาในเขตหวงห้ามแห่งนี้ หากไม่ใช่เพราะ... มีคนจงใจเปิดค่ายกลต้อนรับพวกมัน!
เยี่ยอู๋เฉินผละออกจากร่างของนาง ดวงตาที่ฉายแววตัดพ้อเมื่อครู่ แปรเปลี่ยนเป็นความอำมหิตเลือดเย็นในชั่วพริบตา เขายกยิ้มมุมปากอย่างเย้ยหยัน พลางกระซิบข้างหูของสตรีที่เขารักด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแต่บาดลึก
“ดูเหมือนว่า... ความลับที่ท่านปกป้องข้ามาตลอด จะถูกเปิดเผยให้คนทั้งยุทธภพได้รู้ในคืนนี้แล้วล่ะครับ... อาจารย์ของข้า”
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าพายุหิมะแห่งโชคชะตานี้มาด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
กระบี่หิมะโปรยเหมันต์กับศิษย์ทรยศผู้ถูกสาป•ตอนที่ 8
ค่ำคืนแห่งการสารภาพ
ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่หิมะโปรยเหมันต์กับศิษย์ทรยศผู้ถูกสาป นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!