เสียงประตูปิดลงพร้อมกับกลิ่นอายความเย็นชาที่ยังคงอบอวลอยู่ในห้องรับแขกของเซฟเฮาส์ เรวิกาหันขวับกลับไปมองประตูห้องสลับกับนามบัตรสีดำสนิทบนโต๊ะไม้เนื้อดีในเสี้ยววินาที ความเงียบงันภายในห้องกว้างไม่ได้ทำให้เธอย่อท้อเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม... มันกลับปลุกสัญชาตญาณนักขุดคุ้ยความจริงในตัวทนายสาวให้พุ่งพล่านถึงขีดสุด
นามบัตรสีดำไร้ชื่อบริษัท มีเพียงตัวเลขชุดหนึ่งและรอยปั๊มจมรูปกุหลาบหนามแหลมคม
“คิดจะเล่นเกมจิตวิทยากับฉันเหรอ... ดาริน”
เรวิกาพึมพำกับความว่างเปล่า มุมปากอิ่มยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยด้วยความท้าทาย ดวงตาคู่คมกวาดตามองรอบห้องที่ถูกจัดระเบียบไว้อย่างไร้ที่ติราวกับไม่มีมนุษย์อาศัยอยู่ ทว่าทุกตารางนิ้วกลับเต็มไปด้วยร่องรอยของการระแวดระวังภัยขั้นสูงสุด ที่นี่คือเซฟเฮาส์ลับที่ใช้ซ่อนตัวเธอจากอิทธิพลมืด แต่เจ้าของสถานที่กลับทำตัวราวกับเธอเป็นผู้บุกรุกเสียเอง
แอ๊ด...
เสียงบานประตูอีกด้านเปิดออกอย่างแผ่วเบา ร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อเชิ้ตสีดำพับแขนขึ้นถึงข้อศอกปรากฏขึ้นที่กรอบประตู ดารินก้าวเท้าเข้ามาอย่างไร้ซุ่มเสียง เรือนผมสีเข้มรวบหลวมๆ ปล่อยปอยผมเคลียกรอบหน้าคมคายที่ประดับด้วยความเย็นชาเป็นเอกลักษณ์ ดวงตาสีสนิมคู่นั้นกวาดมองทนายสาวตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยความรำคาญใจที่ปิดไม่มิด
“ใครอนุญาตให้เธอแตะต้องของบนโต๊ะนั่น” น้ำเสียงทุ้มต่ำและราบเรียบเอ่ยขึ้นโดยไม่มีคำทักทาย
เรวิกาไม่สะทกสะท้าน เธอค่อยๆ วางนามบัตรสีดำลงที่เดิมอย่างเชื่องช้า ก่อนจะหมุนตัวกลับมาเผชิญหน้ากับอดีตสายลับสาวเต็มตา แผ่นหลังบางพิงขอบโต๊ะทำงานอย่างผ่อนคลาย จงใจแสดงความไม่ยี่หั่นต่อรัศมีคุกคามที่แผ่ออกมาจากอีกฝ่าย
“ของแค่นี้... ฉันนึกว่าเป็นขยะที่คนแถวนี้ลืมทิ้งเสียอีกค่ะ” เรวิกายิ้มหวานหยด ไดอะล็อกคมกริบถูกพ่นออกมาด้วยน้ำเสียงเย้าแหย่ “หรือว่ามันคือสมบัติชิ้นสำคัญของ‘คุณอดีตสายลับ’ ถึงได้หวงห้ามยิ่งกว่าไข่ในหินขนาดนั้นล่ะคะ?”
ดารินขบกรามแน่นจนสันกรามขึ้นรูปชัดเจน ร่างสูงก้าวเข้ามาประชิดตัวทนายสาวด้วยความรวดเร็วชนิดที่คนธรรมดาตั้งตัวไม่ทัน ในพริบตาเดียว ระยะห่างระหว่างคนทั้งคู่ก็ถูกย่นย่อจนแทบไม่เหลือช่องว่าง เรวิกาผะหนีโดยอัตโนมัติแต่แผ่นหลังกลับชนเข้ากับขอบโต๊ะอย่างจัง ทำให้เธอตกอยู่ในวงแขนของอีกฝ่ายโดยสมบูรณ์
กลิ่นน้ำหอมจางๆ เจือกลิ่นฝนและบุหรี่อ่อนๆ ลอยเข้าแตะจมูก ดารินโน้มใบหน้าลงมาใกล้จนปลายจมูกแทบจะชนกัน สายตาคู่คมที่มองมาไม่ได้มีแค่ความเย็นชาอีกต่อไป แต่มันเต็มไปด้วยประกายระอุบางอย่างที่ร้อนแรงเสียจนเรวิกาต้องแอบกลืนน้ำลายลงคอ
“ปากเก่งนักนะ... ทนายเรวิกา” ดารินกระซิบชิดริมหู เสียงทุ้มพร่าต่ำจนชวนให้หัวใจกระตุกวูบ “คิดว่าตัวเองฉลาดและเอาตัวรอดได้ทุกสถานการณ์สินะ ถึงได้กล้ามาลองดีกับฉันในสถานที่ที่ไม่มีกฎหมายคุ้มครองแบบนี้”
เรวิกาช้อนตาขึ้นสบกับดวงตาสีสนิมคู่นั้น แม้หัวใจจะเต้นรัวระทึกด้วยความใกล้ชิดที่อันตรายเกินขีดจำกัด แต่ริมฝีปากอิ่มกลับเหยียดยิ้มเยาะอย่างไม่ยอมแพ้ มือเรียวเล็กยกขึ้นวางทาบลงบนอกเสื้อของอีกฝ่าย ออกแรงดันเบาๆ แม้จะรู้ว่ามันไม่ได้ช่วยให้ร่างสูงถอยหลังไปเลยก็ตาม
“ถอยไปค่ะ... คุณดาริน” เรวิกาเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงที่พยายามควบคุมให้มั่นคงที่สุด แม้ปลายนิ้วที่สัมผัสถูกแผงอกอีกฝ่ายจะสั่นเทาเล็กน้อยด้วยความตื่นตระหนก “การคุกคามทางกายภาพไม่ได้ทำให้คุณดูน่าเกรงขามขึ้นหรอกนะคะ มันยิ่งทำให้ฉันมองว่าคุณกำลัง... ร้อนรนต่างหาก”
คำพูดจี้ใจดำนั้นทำให้ดารินชะงักไปชั่ววินาที ดวงตาสีสนิมวาวโรจน์ขึ้นวับหนึ่ง ร่างสูงไม่ยอมถอย แต่กลับก้มหน้าลงมาใกล้ขึ้นอีก จนริมฝีปากของทั้งคู่ห่างกันเพียงไม่กี่เซนติเมตร ความร้อนจากลมหายใจที่รดรินทำให้บรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนเป็นความอึดอัดที่เต็มไปด้วยแรงดึงดูดประหลาด
“ฉันไม่ได้ร้อนรน...” ดารินเอ่ยเสียงพร่า สายตาคมกวาดมองริมฝีปากที่กำลังต่อล้อต่อเถียงของทนายสาวแวบหนึ่ง ก่อนจะเงยขึ้นสบตา “ฉันแค่กำลังจะตักเตือนเด็กดื้อ... ด้วยวิธีที่เธอจะไม่มีวันลืมต่างหาก”
“คุณไม่มีสิทธิ์—”
เรวิกาตั้งท่าจะสวนกลับด้วยถ้อยคำเจ็บแสบตามสไตล์ทนายสาวฝีปากกล้า ทว่าก่อนที่ริมฝีปากของเธอจะได้ขยับเอื้อnเอ่นคำใด ดารินกลับใช้มือข้างหนึ่งรวบข้อมือทั้งสองข้างของเธอขึ้นเหนือหัวตรึงไว้กับขอบโต๊ะด้วยแรงเพียงน้อยนิด แต่อีกฝ่ายกลับขยับหนีไม่ได้เลย
ดวงตาสคู่คมของอดีตสายลับหรี่ลงเล็กน้อย รอยยิ้มร้ายกาจผุดขึ้นที่มุมปากสวย “ฉันมีสิทธิ์ทุกอย่าง... ในเขตพื้นที่ของฉัน และเธอก็กำลังก้าวล้ำเข้ามาในเขตอันตรายนั้นเอง, เรวิกา”
ยิ่งเรวิกาพยายามดิ้นรนขัดขืน แรงกดดันจากร่างสูงก็ยิ่งทวีความแนบชิด ความร้อนจากผิวกายที่แนบสนิทส่งผ่านเนื้อผ้าจนหัวใจของทนายสาวเต้นระรัวราวกับกลองเพล เคมีที่ปะทะกันอย่างดุเดือดระหว่างความเย่อหยิ่งดื้อรั้นกับความเจ้าเล่ห์คลั่งรักกำลังเผา
“ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้...” เรวิกาเค้นเสียงลอดไรฟัน ดวงตาวาวโรจน์ด้วยความโกรธปนความกระวนกระวายที่ถูกต้อนจนมุม “ถ้าไม่อยากให้ฉันแจ้งความข้อหา—อื้อ!”
คำขู่ถูกกลืนหายไปในลำคอทันที เมื่อดารินโน้มใบหน้าลงมาปิดกั้นริมฝีปากของเธอด้วยความรวดเร็วและเด็ดขาด สัมผัสที่แนบชิดลงมาไม่ได้รุนแรงป่าเถื่อน แต่มันเต็มไปด้วยความเอาแต่ใจและดุดันที่ทำให้สติปัญญาอันเฉียบคมของทนายสาวหลุดลอยไปในพริบตา เรวิกาเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง สมองขาวโพลนไปหมดเมื่อความนุ่มนวลแต่เร่าร้อนนั้นแทรกซึมเข้ามาทำลายกำแพงความเย่อหยิ่งของเธอจนราบคาบ
ดารินผละริมฝีปากออกเพียงนิดเพื่อให้คนใต้ร่างได้สูดอากาศ ทว่าหน้าผากของทั้งคู่ยังคงแนบชิดกัน ลมหายใจหอบกระชั้นเป่ารดกันและกัน ทนายสาวหอบหายใจตัวโยน ใบงดงามขึ้นสีแดงจัดด้วยความเคืองโกรธผสมความอับอายที่พ่ายแพ้ให้กับลูกเล่นแพรวพราวของอีกฝ่าย
“คน... คนบ้า!” เรวิกาเค้นเสียงด่าลอดไรฟันด้วยความสั่นเทา พยายามรวบรวมสติที่กระเจิดกระเจิงกลับคืนมา “คุณกล้าดียังไง—”
“ฉันกล้ามากกว่าที่เธอคิดอีก... เรวิกา” ดารินกระซิบชิดริมฝีปากที่บวมเจ่อเล็กน้อย น้ำเสียงทุ้มต่ำเจือแววคลั่งรักที่ซ่อนเร้นอยู่ใต้ความเย็นชา “และถ้าเธอยังไม่หยุดทำตัวอวดดีใส่ฉัน... จูบครั้งต่อไปจะไม่จบลงแค่—”
กริ๊ก!
เสียงปลดล็อกประตูหน้าเซฟเฮาส์ดังขึ้นแทรกกลางคัน พร้อมกับเสียงฝีเท้าหนักๆ หลายคู่ที่ก้าวเข้ามาด้านในอย่างเร่งรีบ
ดารินชะงักกึก สีหน้าเปลี่ยนเป็นความเคร่งขรึมจริงจังในเสี้ยววินาที ร่างสูงผละออกจากตัวเรวิกาทันทีพร้อมกับหันขวับไปมองที่ประตูห้องรับแขก ดวงตาสีสนิมฉายแววอันตรายขณะเอ่ยเสียงลอดไรฟันเบาๆ
“ให้ตาย... พวกมันตามมาเร็วกว่าที่คิด”
เรวิการีบจัดเสื้อผ้าของตัวเองให้เข้าที่ หัวใจเต้นระรัวด้วยความตกใจระคนหวาดระแวง เมื่อเงาร่างของใครบางคนกำลังทาบทับลงบนบานกระจกฝ้าหน้าห้อง และเสียงเคาะประตูก็รัวกระหน่ำขึ้นพร้อมกับเสียงตะโกนเรียกชื่อเธอจากด้านนอก
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาฟินและลุ้นไปพร้อมกับความแซ่บของคู่นี้ในตอนนี้นะคะ!
เซฟเฮาส์ลับกับทนายสาวผู้ขุดคุ้ยความจริง•ตอนที่ 2
กฎเหล็กของคนปากร้าย
ผลงานโดย บลัดดี้แมรี่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บลัดดี้แมรี่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์ลับกับทนายสาวผู้ขุดคุ้ยความจริง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!