กลิ่นกาแฟดำคั่วเข้มผสมกับไอร้อนจัดลอยอวนอยู่ในห้องทำงานขนาดกะทัดรัดของเซฟเฮาส์ เรย์วางแฟ้มคดีฆาตกระรรมอำพรางลงบนโต๊ะไม้เสียงดังปัง จนเอกสารกระดาษปึกหนากระจัดกระจายเล็กน้อย แต่นั่นไม่น่าสนใจเท่ากับร่างสูงโปรดของคนที่นั่งไขว่ห้างอยู่ตรงข้าม—ดารินยังคงสวมแว่นกันแดดสีชาเข้มจัดทั้งๆ ที่นี่เป็นเวลาเที่ยงคืนครึ่ง และไฟในห้องก็สลัวเสียจนแทบจะมองไม่เห็นทางเดิน
"เลิกทำตัวเป็นสายลับเกรดบีในหนังฮอลลีวูดสักทีได้ไหมคะ คุณดาริน" เรย์เปิดฉากด้วยน้ำเสียงเฉียบคม ดวงตากลมโตจ้องเขม็งไปยังกรอบแว่นสีเข้มนั้น "นี่มันเซฟเฮาส์ของเรา ไม่มีมือปืนที่ไหนกระโดดทะลุกระจกเข้ามาตอนนี้หรอกค่ะ หรือถ้ามี... ฉันก็คิดว่าคุณคงไม่ได้กะจะใช้แว่นกันแดดสะท้อนแสงใส่กระสุนหรอกมั้งคะ"
ดารินไม่ขยับเขยื้อน มุมปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยอย่างเย้ยหยัน นิ้วเรียวยาวเคาะโต๊ะเป็นจังหวะช้าๆ สม่ำเสมอ "ถ้าฉันถอด... เดี๋ยวดวงตาอันทรงเสน่ห์ของฉันมันจะทำลายสมาธิในการทำงานของคุณนะคะ ทนายเรวิกา"
"หลงตัวเอง" เรย์แค่น ริมฝีปากบางเฉียบเม้มเข้าหากันอย่างหมั่นไส้ "คุณช่วยมีความรับผิดชอบต่อเอกสารสำนวนคดีของพ่อฉันมากกว่าการมานั่งหยอดมุกแป้กๆ แบบนี้จะดีกว่าไหมคะ? หลักฐานชิ้นนี้ที่ได้มา มันแทบจะมัดตัวผู้พิพากษาคนนั้นไม่ได้เลยด้วยซ้ำถ้าไม่มีพยานวงใน"
"แล้วใครบอกว่าฉันจะใช้แค่เอกสารกระดาษพวกนั้นล่ะคะ" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นเรียบๆ แต่ทรงอำนาจ
เรย์ชะงักไปนิด ดวงตาคู่สวยหรี่ลงอย่างจับผิด เธอรู้จักผู้หญิงคนนี้ดีพอที่จะรู้ว่าภายใต้ท่าทีนิ่งเฉยราวกับหุ่นยนต์ไร้หัวใจ นั่นคือสัญญาณเตือนภัยว่าดารินกำลังวางแผนอะไรที่บ้าบิ่นและอันตรายอีกแล้ว
"คุณจะทำอะไรอีก?" เรย์ก้าวเข้าไปประชิดโต๊ะ มือเรียวทาบลงบนขอบไม้เพื่อบังคับให้คนตัวสูงกว่าต้องเงยหน้าสบตา "อย่าบอกนะว่าคุณจะบุกไปบ้านพักของมันคนเดียวอีกแล้ว? ดาริน! คดีนี้มันไม่ใช่เรื่องส่วนตัวที่คุณจะเอาชีวิตเข้าไปแลกเล่นๆ นะคะ!"
ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง ดารินก็เอื้อมมือขึ้นมาอย่างรวดเร็วจนเรย์ผะหนีไม่ทัน นิ้วมือเรียวยาวถอดแว่นกันแดดสีชาออก เผยให้เห็นดวงตาคู่คมกริบที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความมืด... และสิ่งที่เรย์เห็น ทำให้คำพูดทั้งหมดติดอยู่ที่ลำคอ
รอบดวงตาคู่สวยนั้นมีรอยแผลเป็นสีจางพาดผ่านจากขมับลงมาเกือบถึงโหนกแก้ม ผิวหนังบริเวณนั้นดูยับย่นและบิดเบี้ยวเล็กน้อยราวกับผ่านไฟไหม้หรือแรงกระแทกจากเหตุระเบิดรุนแรง และที่สำคัญที่สุด... แววตาคู่นั้นไม่ได้เย็นชาอย่างที่เคยเป็น แต่มันไหววูบ เต็มไปด้วยความเจ็บปวด ความรู้สึกผิด และความโดดเดี่ยวที่ถูกกักเก็บไว้ภายใต้หน้ากากความแข็งกระด้างมาเนิ่นนาน
เรย์กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ความโกรธเกรี้ยวเมื่อครู่มลายหายไปในพริบตา ถูกแทนที่ด้วยความตกใจและ... ความรู้สึกแปลกประหลาดที่ตีรวนอยู่ในอก
"พอใจหรือยังคะ" ดารินเอ่ยเสียงแหบพร่า น้ำเสียงที่ไร้ซึ่งความเย่อหยิ่งใดๆ มันเปราะบางจนเรย์แทบไม่เชื่อหูตัวเอง "นี่คือเหตุผลที่ฉันต้องใส่แว่น... ไม่ใช่เพราะเท่ แต่มันเอาไว้ใช้ปิดบังความอ่อนแอที่ฉันเคยปกป้องใครไม่ได้เลยต่างหาก รวมถึง... คนที่คุณกำลังพยายามล้างมลทินให้อยู่ด้วย"
หัวใจของเรย์กระตุกวูบ ภาพจำในอดีตเกี่ยวกับวันที่พ่อของเธอถูกกล่าวหาว่ารับสินบนผุดขึ้นมาในหัว พร้อมกับข่าวลือเรื่องหน่วยปฏิบัติการลับที่ล่มสลายในคืนเดียวกัน
"คุณ... หรือว่าวันที่พ่อฉันถูกใส่ร้าย คือวันที่หน่วยของคุณ..." เรย์พูดไม่ออก มือที่เกาะขอบโต๊ะสั่นระริกโดยไม่รู้ตัว
ดารินไม่ตอบ เธอเบือนหน้าหนี หลบสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสารและตระหนักรู้ของเรย์ ดารินลุกขึ้นยืนเต็มความสูงเพื่อจะเดินหนีออกไปจากบรรยากาศที่อึดอัดนี้ แต่เรย์เร็วกว่า ทนายสาวพุ่งตัวไปคว้าข้อมือแกร่งเอาไว้แน่น แรงดึงทำให้ดารินต้องหันกลับมาประชิดตัวในระยะประชิด ชนิดที่ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับพวงแก้มของกันและกัน
"ปล่อยค่ะเรย์..." ดารินกระซิบเสียงสั่น พยายามดึงมือออกแต่เรย์กลับบีบแน่นขึ้นกว่าเดิม
"ไม่ปล่อยค่ะ" เรย์เงยหน้าขึ้นสบตาคนที่สูงกว่า นัยน์ตากลมโตคู่นั้นเต็มไปด้วยความดื้อรั้นและประกายความอ่อนโยนที่ถูกซ่อนไว้ใต้ความแข็งกร้าวมาตลอด "ในเมื่อคุณแบกรับมันไว้คนเดียวมาตลอด... งั้นก็เลิกทำตัวเป็นฮีโร่ผู้โดดเดี่ยวแล้วมาอธิบายให้ฉันฟังเดี๋ยวนี้ ว่าวันนั้นมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่!"
ดารินนิ่งงิ่งไป แววตาคมกริบมองลึกเข้าไปในดวงตาของทนายสาว ปะทะเข้ากับความจริงใจที่ไม่อาจปฏิเสธได้ หัวใจที่ด้านชามานานนับปีของอดีตสายลับกระตุกไหวอย่างรุนแรง บรรยากาศรอบตัวเริ่มร้อนรุ่มขึ้นท่ามกลางอากาศเย็นเยียบของเซฟเฮาส์ เรย์ไม่ถอยหนี แถมยังก้าวเข้าไปใกล้จนหน้าผากเกือบจะชนกัน
"คุณมันดื้อด้านจริงๆ เลยนะคะ ทนายเรวิกา" ดารินแค่นหัวเราะออกมาเบาๆ แต่แววตากลับฉายแววคลั่งรักอย่างปิดไม่มิด มืออีกข้างที่ว่างยกขึ้นช้าๆ ปัดปอยผมที่ตกลงมาปร็อกใบหน้าของเรย์ออกให้อย่างเบามือ
เรย์ชะงักไปกับสัมผัสที่อ่อนโยนผิดวิสัยนั้น หัวใจเต้นรัวจนแทบจะกระโดดออกมานอกอก ไดอะล็อกโต้ตอบที่เคยเฉือดเฉือนเปลี่ยนเป็นความเงียบงันที่เต็มไปด้วยแรงดึงดูดทางอารมณ์อันตราย ทั้งสองคนยืนสบตากันเนิ่นนาน ราวกับโลกทั้งใบหยุดหมุนเหลือเพียงแค่ลมหายใจของกันและกัน
ทว่า... ในวินาทีที่เรย์กำลังจะเอ่ยปากพูดอะไรบางอย่างเพื่อทำลายความเงียบที่น่าใจหายนั่นเอง
*แอ๊ด... เสียงเปิดประตูห้องด้านนอกดังขึ้นแผ่วเบา พร้อมกับฝีเท้าหนักๆ ที่ก้าวเข้ามาอย่างเร่งรีบ*
"คุณเรย์ครับ! แย่แล้วครับ! ทีมสืบสวนฝั่งตรงข้ามรู้พิกัดเซฟเฮาส์นี้แล้ว พวกมันกำลังบุกเข้ามา!" เสียงตะโกนของลูกน้องหน้าห้องดังแทรกขึ้นทำลายบรรยากาศสีชมพูในเสี้ยววินาที
ดารินหุบยิ้มทันที แววตาอ่อนโยนเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นประกายความดุดันดั่งนักล่าในพริบตา หญิงสาวคว้าแว่นกันแดดขึ้นมาสวมปิดบังใบหน้าอีกครั้ง ก่อนจะหันมาคว้าปืนพกสั่นที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมาปลดเซฟอย่างคล่องแคล่ว
"อยู่ข้างหลังฉัน..." ดารินเอ่ยเสียงต่ำด้วยความเฉียบขาด ขณะที่มืออีกข้างคว้าเอวบางของเรย์ให้เข้ามาชิดร่างเพื่อเตรียมรับมือกับกระสุนนัดแรกที่จะพังประตูเข้ามา
เรย์เม้มปากแน่น หัวใจเต้นระส่ำระสายไม่ใช่เพราะความกลัวต่อศัตรูที่กำลังจะบุกเข้ามา แต่เป็นเพราะสัมผัสอุ่นจากวงแขนแกร่งที่โอบกอดเธอไว้แน่น และสายตาคมกริบภายใต้แว่นกันแดดคู่นั้นที่บอกชัดเจนว่า... *ผู้หญิงคนนี้ไม่มีวันยอมให้ใครแตะต้องเธอเด็ดขาด*
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและหัวใจเต้นแรงไปพร้อมกับตัวละครในตอนนี้นะคะ!
เซฟเฮาส์ลับกับทนายสาวผู้ขุดคุ้ยความจริง•ตอนที่ 5
ความจริงหลังแว่นกันแดด
ผลงานโดย บลัดดี้แมรี่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บลัดดี้แมรี่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์ลับกับทนายสาวผู้ขุดคุ้ยความจริง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!