“ถ้าแม่ต้องการให้ลูกเป็นแค่ตุ๊กตากระเบื้องเคลือบที่วางไว้บนหิ้งเพื่อประดับบารมีวงศ์ตระกูล รินบอกเลยค่ะว่าลูกตุ๊กตาตัวนี้... มันแตกสลายไปนานแล้ว”
เสียงของรินรดาสั่นพร่า ทว่าแววตาที่จ้องมองไปยังผู้หญิงที่นั่งอยู่เบื้องหน้ากลับมั่นคงดุจหินผา กลิ่นอายของชาเอิร์ลเกรย์ที่เย็นชืดวางอยู่บนโต๊ะไม้ตัวหรูในห้องนั่งเล่นของคฤหาสน์ตระกูลพนาวงศ์ดูจะจืดจางไปถนัดตาเมื่อเทียบกับบรรยากาศที่คุกรุ่นราวกับลาวาใต้ผิวโลก
คุณหญิงรติรส นิ่งเงียบไปนาน มือที่ประดับด้วยแหวนเพชรเม็ดโตขยับบีบถ้วยกระเบื้องเคลือบสีขาวจนข้อนิ้วขึ้นสีขาวซีด ท่านไม่ได้ตวาดกลับอย่างที่รินรดาคาดคิด แววตาที่เคยแข็งกร้าวและเต็มไปด้วยความคาดหวังกลับไหววูบคล้ายมีรอยร้าวบางอย่างซ่อนอยู่
“ตุ๊กตาที่แตกสลายงั้นหรือ... รินรดา ลูกคงคิดว่าแม่ใจร้ายมากใช่ไหมที่พยายามบังคับให้ลูกไปเรียนต่อด้านบริหาร ทั้งที่มือคู่นี้เกิดมาเพื่อสัมผัสคีย์เปียโน”
น้ำเสียงของคุณหญิงรติรสแผ่วลง ความเงียบงันเข้ามาปกคลุมห้องโถงกว้าง รินรดากำชายกระโปรงแน่น ความเหนื่อยล้าจากการฝึกซ้อมหนักหน่วงตลอดสัปดาห์สะท้อนผ่านรอยคล้ำใต้ดวงตาที่เธอพยายามปกปิดไว้ด้วยเครื่องสำอาง
“ลูกไม่ได้คิดว่าแม่ใจร้ายค่ะรินแค่รู้สึกว่า... แม่ไม่เคยเห็นว่าในความเงียบของลูก มันมีเสียงดนตรีที่ดังก้องอยู่ตลอดเวลา ถ้าลูกต้องฝืนยิ้มในที่ประชุมที่ลูกไม่เข้าใจ แต่ละนาทีที่ผ่านไปมันเหมือนการถูกฝังทั้งเป็นนะคะ”
รินรดาขยับเข้าไปใกล้ผู้เป็นแม่ที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวเดิม ความโกรธเคืองที่เคยมีเริ่มถูกแทนที่ด้วยความห่วงใยเมื่อสังเกตเห็นแววตาของผู้เป็นแม่ที่ดูหม่นแสงลงอย่างเห็นได้ชัด คุณหญิงรติรสหันไปมองรูปถ่ายบนผนัง เป็นภาพของพ่อที่จากไปเมื่อหลายปีก่อน
“แม่ไม่ได้อยากเห็นลูกตายทั้งเป็นหรอกริน... แต่แม่แค่กลัว กลัวว่าถ้าวันหนึ่งไม่มีแม่แล้ว ลูกจะอยู่บนโลกที่โหดร้ายนี้อย่างไรด้วยมือเปล่า กับอาชีพที่ไม่มีความแน่นอนเหมือนการเล่นดนตรี” ท่านเอ่ยออกมาด้วยความสัตย์จริง ความรักของแม่ที่ถูกห่อหุ้มด้วยความกลัวกำลังเผยออกมาให้เห็น
รินรดาค่อยๆ ทรุดตัวลงนั่งแทบเท้าของมารดา เอื้อมมือไปสัมผัสหลังมือที่สั่นน้อยๆ ของท่าน “รินมีคนคนหนึ่งที่คอยประคองจังหวะชีวิตให้รินเสมอค่ะ... เมฆา เขาไม่เคยบอกให้รินทิ้งความฝัน และเขาก็ไม่เคยปล่อยให้รินโดดเดี่ยวในวันที่ต้องเผชิญหน้ากับความเป็นจริง”
ทันใดนั้น บานประตูไม้โอ๊คขนาดใหญ่ก็ถูกผลักเข้ามาอย่างแรงจนเกิดเสียงดังสนั่น ข้ารับใช้คนเก่าแก่ของบ้านก้าวเข้ามาด้วยใบหน้าที่ตื่นตระหนก เหงื่อกาฬซึมตามไรผมจนดูแปลกตา
“คุณหนูคะ... คุณเมฆา... เขาถูกส่งเข้าห้องฉุกเฉินกะทันหันค่ะ!”
รินรดารู้สึกเหมือนโลกทั้งใบหยุดหมุน หัวใจดิ่งวูบลงไปถึงตาตุ่ม ความเย็นเฉียบแล่นพล่านไปทั่วไขสันหลัง เธอหันกลับไปมองมารดาที่เบิกตากว้างด้วยความตกใจก่อนที่สติจะหลุดลอย ร่างบางพุ่งตัวออกไปจากห้องโดยไม่ฟังเสียงเรียกของใครทั้งสิ้น
เมื่อรินรดาไปถึงหน้าห้องฉุกเฉิน เธอพบเพียงจดหมายฉบับหนึ่งที่เสียบไว้ตรงมือจับประตู บนหน้าซองเขียนด้วยลายมือคุ้นตาว่า ‘ถึงรินรดา... เหตุผลที่ฉันต้องไป’
มือที่สั่นเทาของเธอค่อยๆ คลี่จดหมายออก แต่เมื่อบรรทัดแรกปรากฏแก่สายตา ร่างกายของเธอก็แข็งทื่อไปทันที... เพราะความจริงที่ถูกซ่อนไว้ในจดหมายฉบับนั้น ไม่ใช่แค่เรื่องอาการป่วย แต่มันคือการสารภาพบาปที่เธอไม่เคยรู้มาก่อนว่านั่นคือสาเหตุที่ทำให้ครอบครัวของเขาและเธอต้องกลายเป็นศัตรูกันมาตลอดสิบปีที่ผ่านมา
รินรดาจะเลือกอย่างไร... เมื่อคนรักที่เป็นดั่งลมหายใจ คือผู้ทำลายชีวิตในอดีตของครอบครัวเธอเอง
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางและทำความเข้าใจในหัวใจของรินรดาไปพร้อมกับแสงดาวพร่างพราวในตอนนี้นะคะ
ระยะห่างระหว่างเราคือดวงดาว•ตอนที่ 36
ความขัดแย้งกับความเป็นจริง
ผลงานโดย แสงดาวพร่างพราว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แสงดาวพร่างพราว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ระยะห่างระหว่างเราคือดวงดาว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!