กลิ่นอายของน้ำยาฆ่าเชื้อและแอลกอฮอล์ในโรงพยาบาลยามวิกาล ช่างเป็นกลิ่นที่กัดกร่อนความหวังของมนุษย์ได้อย่างช้าๆ และโหดร้ายที่สุดค่ะ
รินรดานั่งอยู่บนเก้าอี้พลาสติกสีเขียวซีดหน้าห้องผ่าตัด แสงไฟสีแดงเหนือประตูบานใหญ่นั้นยังคงสว่างวาบ มันคือดวงดาวสีเลือดที่คอยกรีดแทงหัวใจดวงน้อยให้แหลกสลายลงทีละน้อย ปลายนิ้วเรียวยาวที่เคยพริ้วไหวบนคีย์เปียโนสีขาวสะอาด ตอนนี้กลับสั่นเทาจนแทบควบคุมไม่ได้ เธอกำโทรศัพท์มือถือในมือแน่นจนข้อต่องนิ้วขาวซีด หน้าจอที่ดับสนิทสะท้อนใบหน้าซีดเผือดและดวงตาที่บวมช้ำจากการร้องไห้จนไม่มีน้ำตาจะไหล
เสียงฝีเท้าเร่งรีบของพยาบาลที่วิ่งผ่านไปมา ไม่ได้ทำให้รินรดารู้สึกถึงโลกภายนอกอีกต่อไปแล้วค่ะ โลกทั้งใบของเธอในตอนนี้ถูกบีบให้เหลือเพียงพื้นที่แคบๆ หน้าบานประตูสีขาวทึบนี้เท่านั้น ด้านหลังประตูบานนั้นคือเมฆา ชายหนุ่มผู้กุมความลับทั้งหมดของหัวใจ และเป็นคนที่ยอมปล่อยมือจากอนาคตของตัวเอง เพื่อให้เธอได้บินไปตามความฝันบนเส้นทางดนตรีที่กรุงเวียนนา
ภาพเหตุการณ์เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนยังคงวนเวียนอยู่ในห้วงความคิด คำพูดสุดท้ายของเขาก่อนที่เปลือกตาคู่นั้นจะปิดลงด้วยความอ่อนล้า ยังคงดังสะท้อนอยู่ในโสตประสาท
*“อย่าหันหลังกลับมามองริน... จงเดินไปข้างหน้า สู่ดวงดาวของเธอ...”*
น้ำตาที่คิดว่าแหือดแห้งไปแล้ว กลับเอ่อล้นทะลักออกมาอีกระลอก รินรดาส่ายหน้าช้าๆ อย่างคนทำใจยอมรับไม่ได้ เธอกัดริมฝีปากจนได้กลิ่นคาวเลือด ความฝันอะไรกัน? การได้เป็นนักเปียโนชื่อดังระดับโลกมีความหมายอะไร หากบนโลกใบนี้ไม่มีรอยยิ้มอุ่นๆ และไออุ่นจากอ้อมกอดของเมฆาอีกแล้ว?
ความเงียบงันในยามค่ำคืนช่างยาวนานเสียเหลือเกิน มันคือความเงียบงันที่แสนเศร้าและน่าหวาดกลัวที่สุดในชีวิตของหญิงสาว ทุกวินาทีที่เข็มนาฬิกาบนผนังเดินผ่านไป เหมือนมีเข็มนับพันเล่มมากดทับลงบนทรวงอก รินรดายกมือขึ้นกุมขมับ หายใจเข้าออกด้วยความยากลำบาก เธอนึกถึงสัญญาที่เราเคยให้ It ไว้ใต้ต้นไม้ใหญ่ในโรงเรียนเก่า เราเคยสัญญาว่าจะเติบโตไปด้วยกัน จะฟังเสียงเปียโนที่เธอเล่นในวันที่เธอประสบความสำเร็จ แต่วันนี้... สัญญากลับกลายเป็นเพียงลมปากเมื่อความตายกำลังเอื้อมมือมาพรากเขาไปจากเธอ
เวลาผ่านไปเนิ่นนานเท่าไหร่ไม่มีใครล่วงรู้ จนกระทั่งเสียงฝีเท้าหนักๆ ที่คุ้นเคยดังขึ้นที่ปลายทางเดิน
คุณพ่อและคุณแม่ของรินรดาก้าวเข้ามาใกล้ด้วยสีหน้าเคร่งเครียดและกังวล มารดาโผเข้าสวมกอดร่างที่สั่นเทาของลูกสาวด้วยความสงสาร มืออุ่นๆ ลูบหลังรินรดารัวๆ เพื่อปลอบประโลม แต่ในนาทีนี้ ไม่มีคำพูดใดจากใครบนโลกที่จะเยียวยารอยแผลในใจของเธอได้เลยค่ะ
"ลูกสาวแม่... ทำใจดีๆ ให้นะลูก เมฆาเขาเป็นคนเข้มแข็ง เขาต้องปลอดภัย" คุณแม่กระซิบบอกเสียงสั่นเครือ
รินรดาส่ายหน้าช้าๆ ซบหน้าลงกับไหล่ของมารดา ปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อายใคร ความรู้สึกผิดโถมซัดเข้าใส่หัวใจ เธอเป็นต้นเหตุใช่ไหม? ถ้าเธอไม่ดื้อรั้นที่จะไปเรียนต่อ ถ้าเธอเลือกที่จะอยู่ข้างๆ เขาตั้งแต่วันแรก อาการป่วยของเมฆาอาจจะไม่ทรุดหนักลงอย่างรวดเร็วแบบนี้ ความฝันของเธอมันแลกมาด้วยลมหายใจของคนที่เธอรักจริงหรือ? มันช่างเป็นความสำเร็จที่แลกมาด้วยราคาที่แพงเกินกว่ามนุษย์คนหนึ่งจะแบกรับไหว
ติ๊ง!
เสียงสัญญาณไฟสีแดงเหนือห้องผ่าตัดดับลงอย่างกะทันหัน ความเงียบงันรอบตัวราวกับถูกหยุดเวลาไว้ในทันที
รินรดาสะดุ้งเฮือก ผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูงโดยอัตโนมัติ หัวใจเต้นรัวระรัวราวกับจะหลุดออกมานอกอก ลมหายใจติดขัด ดวงตากลมโตจดจ้องไปยังบานประตูห้องผ่าตัดที่กำลังค่อยๆ ถูกผลักออกด้วยความเชื่องช้า ราวกับมันกำลังเคลื่อนไหวผ่านสלოვโมชั่น
แพทย์หนุ่มใหญ่ในชุดกาวน์เปื้อนคราบเหงื่อก้าวออกมาจากห้อง ใบหน้าของเขาเรียบเฉยจนคาดเดาความรู้สึกไม่ได้ แววตานิ่งสนิทหลังกรอบแว่นสายตานั้นมองกราดมายังรินรดาราวกับจะตัดสินชะตาชีวิตของใครบางคน
รินรดาก้าวเท้าโซเซเข้าไปหาแพทย์ผู้นำการผ่าตัดอย่างคนไร้สติ ริมฝีปากแห้งผากขยับอ้าจะเอ่ยถาม แต่ไม่มีเสียงใดหลุดรอดออกมาจากลำคอได้เลย มีเพียงหยาดน้ำตาที่ไหลอาบแก้มทั้งสองข้างอย่างไร้ทิศทาง
แพทย์หนุ่มถอนหายใจยาวนานราวกับจะผ่อนภาระอันหนักอึ้ง ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้โลกทั้งใบของรินรดาดิ่งวูบลงสู่ห้วงเหวลึกอันมืดมิด
"เราพยายามอย่างเต็มที่แล้วครับ แต่ทว่า..."
แสงดาวพร่างพราวขอบพระคุณทุกหัวใจที่ร่วมเดินทางเคียงข้างความเจ็บปวดและคราบน้ำตาในบทนี้ด้วยกันนะคะ
ระยะห่างระหว่างเราคือดวงดาว•ตอนที่ 49
ความเงียบงันที่แสนเศร้า
ผลงานโดย แสงดาวพร่างพราว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แสงดาวพร่างพราว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ระยะห่างระหว่างเราคือดวงดาว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!