เสียงของเครื่องวัดอัตราการเต้นของหัวใจดัง *ติ๊ด... ติ๊ด... ติ๊ด...* เป็นจังหวะสม่ำเสมอในห้องพักฟื้นสีขาวปลอด ทว่าสำหรับรินรดาแล้ว เสียงนั้นกลับดังสะท้อนอยู่ในอกราวกับเสียงกลองเพลที่กำลังประโคมย้ำเตือนว่าปาฏิหาริย์ยังมีอยู่จริง ร่างสูงโปร่งของเมฆาที่เคยอบอุ่นและกอดเธอไว้ในคืนวันอันหนเหน็บ บัดนี้ทอดกายอยู่บนเตียงคนไข้ ผิวพรรณซีดเซียวจนแทบกลืนไปกับผ้าปูที่นอน มีเพียงสายน้ำเกลือระโยงระยางและท่อออกซิายนส์บางเบาที่ครอบจมูกเอาไว้
รินรดานั่งอยู่บนเก้าอี้พลาสติกตัวเดิม เธอนั่งท่านี้มานานเท่าไหร่แล้วนะ สามชั่วโมง หรือว่าสามวัน? ความรู้สึกกาลเวลาคล้ายถูกแช่แข็งไว้ตั้งแต่ค่ำคืนที่รถพยาบาลเปิดไซเรนฝ่าความมืด นิ้วมือทั้งสิบนิ้วที่เคยพลิ้วไหวบนคีย์บอร์ดเปียโน บัดนี้ประสานกันแน่นจนปลายนิ้วขึ้นสีขาวซีด ดวงตาคู่สวยที่ผ่านการร้องไห้จนบวมช้ำไม่ยอมละไปจากใบหน้าของชายหนุ่มแม้แต่วินาทีเดียว กลัวเหลือเกิน... กลัวว่าหากเธอเผลอกะพริบตา ภาพตรงหน้าจะสลายกลายเป็นเพียงความฝัน
"พักผ่อนเสียหน่อยเถอะลูก... หน้าหนูซีดหมดแล้วนะ" เสียงแหบพร่าของคุณแม่ของเมฆาดังขึ้นพร้อมกับสัมผัสอบอุ่นที่วางลงบนไหล่
รินรดาส่ายหัวช้าๆ ริมฝีปากแห้งผากเม้มเข้าหากันแน่นจนเป็นเส้นตรง เธอไม่อาจเอ่ยคำพูดใดออกมาได้ เพราะลำคอตีบตันไปด้วยก้อนสะอื้นที่ตกค้าง สายตาของเธอยังคงจับจ้องอยู่ที่มือหนาของเมฆา วางนิ่งอยู่ข้างลำตัว ปราศจากเรี่ยวแรง แม้ว่าสัญญาณชีพจะบอกว่าเขาปลอดภัยแล้วจากขอบเหวแห่งความตาย แต่รินรดารู้ดีว่าการ "รอดชีวิต" ของเมฆาในครั้งนี้ เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของเส้นทางอันยาวไกลและแสนเจ็บปวดในการฟื้นฟูร่างกายและจิตใจ
ผ่านไปเนิ่นนานเท่าไหร่ไม่รู้ เปลือกตาหนาที่ปิดสนิทมาหลายวันเริ่มขยับไหวเล็กน้อย ขนตางอนยาวกะพริบถี่เพื่อปรับรับแสงไฟนีออนสีนวลจากเพดานโรงพยาบาล รินรดากลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว หัวใจในอกกระหน่ำเต้นระรัวจนแทบกระเด็นออกมานอกซี่โครง
"เมฆ..." เธอเปล่งเสียงเรียกชื่อเขาออกไปอย่างแผ่วเบา ราวกับกลัวว่าเสียงของเธอจะทำให้ภาพตรงหน้าแตกสลาย
ดวงตาสีนิลคู่นั้นค่อยๆ ลืมขึ้นอย่างยากลำบาก มันไม่สดใสเปล่งประกายเหมือนเก่า หากแต่เจือด้วยความอ่อนล้าและมึนงง เมฆากวาดสายตาช้าๆ ไปรอบห้อง ก่อนที่สายตาคู่นั้นจะหยุดนิ่งอยู่ที่ใบหน้าของหญิงสาวที่นั่งอยู่ข้างเตียง มุมปากแห้งแตกของเขายกขึ้นเป็นรอยยิ้มจางๆ ยิ้มที่เหนื่อยล้าที่สุดเท่าที่รินรดาเคยเห็นมาในชีวิต
"ร้องไห้... อีกแล้วนะ" เสียงแหบแห้งแทบไม่เป็นภาษาเล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากของชายหนุ่ม เขาพยายามจะยกมือขึ้น แต่สายน้ำเกลือและอาการไร้เรี่ยวแรงทำให้ทำได้เพียงแค่ขยับปลายนิ้วน้อยๆ เท่านั้น
หยาดน้ำตาที่รินรดาพยายามกลั้นไว้ตลอดหลายวันพรั่งพรูออกมาอย่างไร้การควบคุม เธอไม่ได้สะกิดสะเทือนด้วยเสียงสะอื้น แต่มันไหลอาบแก้มเงียบๆ ก่อนที่เธอจะเอื้อมมือไปกุมมือใหญ่ของเขาไว้ด้วยความทะนุถนอม สัมผัสอุ่นร้อนที่ส่งผ่านจากฝ่ามือของเมฆาทำให้หัวใจที่แตกสลายของเธอกลับมามีชีวิตชีวาขึ้นอีกครั้ง
"ฉันอยู่นี่แล้วค่ะ... เมฆา ฉันอยู่นี่แล้ว" เธอกระซิบเสียงสั่น เคลื่อนใบหน้าลงแนบฝ่ามือของเขาที่เต็มไปด้วยรอยเข็มเจาะ น้ำตาหยดลงบนหลังมือของชายหนุ่ม
เมฆามองกลุ่มผมสีดำสนิทของหญิงสาว สายตาของเขาฉายแววอาทรลึกซึ้ง แม้ลมหายใจจะยังติดขัดและร่างกายจะปวดร้าวไปทุกอณู แต่ความรู้สึกอบอุ่นในอกกลับเด่นชัดยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด เขาจำความรู้สึกก่อนที่สติจะดับวูบไปในคืนนั้นได้ดี ความกลัวที่จะต้องสูญเสียทิ้งทุกอย่างไว้ข้างหลัง ความกลัวที่จะไม่ได้เห็นรอยยิ้มของรินรดาเวลานิ้วเรียวพراتลงบนแป้นเปียโนอีกต่อไป
"ฉัน... กลัวว่า..." เมฆาเว้นวรรคเพื่อสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ความเจ็บแปลบที่หน้าอกทำให้เขาต้องขมวดคิ้วมุ่น "กลัวว่าจะไม่ได้... ฟังเธอเล่นเปียโนอีกแล้ว"
รินรดาส่ายหน้าพร้อมรอยยิ้มทั้งน้ำตา เธอเงยหน้าขึ้นสบตากับเขา แววตาที่เคยสับสนและหวาดกลัวต่ออนาคต บัดนี้กลับแน่วแน่และเด็ดเดี่ยวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
"ไม่ต้องกลัวอะไรทั้งนั้นค่ะ เมฆา แค่คุณฟื้นขึ้นมา... แค่คุณยังมีชีวิตอยู่ตรงนี้เพื่อหายใจร่วมกับฉัน ทุกอย่างฉันจัดการเองได้หมดแล้วค่ะ" เธอบีบมือเขาแน่นขึ้น ราวกับจะถ่ายทอดพลังชีวิตทั้งหมดที่เธมีให้ชายหนุ่ม "คุณหมอ2บอกว่ากระดูกซี่โครงของคุณประสานได้ดีแล้ว แต่กล้ามเนื้อหัวใจและปอดต้องใช้เวลาทำกายภาพบำบัดอย่างน้อยหกเดือน เรามีเวลาร่วมกันนะคะ... เราจะไม่รีบไปไหนทั้งนั้น"
เมฆานิ่งเงียบไป ดวงตาคู่นั้นมองลึกเข้าไปในดวงตาของหญิงสาว ค้นหาความลังเลใจหรือความหวาดหวั่น แต่นอกเหนือจากความเหนื่อยล้าแล้ว เขากลับพบเพียงความมั่นคงที่ฉายชัด รินรดาในวันนี้ไม่ใช่เด็กสาวผู้ยอมจำนนต่อกรอบอันเข้มงวดของครอบครัวอีกต่อไปแล้ว เธอกลายเป็นหญิงสาวผู้พร้อมจะยืนหยัดเคียงข้างเขา ฝ่าฟันพายุร้ายไปด้วยกัน ไม่ว่าหนทางข้างหน้าจะยาวไกลหรือยากลำบากเพียงใด
ช่วงบ่ายวันนั้น แสงแดดอุ่นสีส้มรำไรลอดผ่านม่านหน้าต่างห้องพักฟื้น ทอดเงาเป็นแนวยาวบนพื้นห้อง บรรยากาศเต็มไปด้วยความเงียบสงบที่เยียวยาจิตใจ เมฆาหลับตาลงอีกครั้งด้วยความอ่อนเพลียจากการพูดคุย รินรดายังคงนั่งเฝ้าอยู่ไม่ห่าง เธอกำลังฮămเพลงคลอเบาๆ ในลำคอ เป็นทำนองเพลงเปียโนบทโปรดที่เขาชอบฟังยามที่เธอนั่งซ้อมในห้องซ้อมเล็กๆ
ทว่า ความสงบสุขนั้นกลับถูกรบกวนด้วยเสียงเคาะประตูกระจกฝ้าเบาๆ สองครั้ง ก่อนที่บานประตูจะเปิดออกช้าๆ
ร่างสูงโปรดของชายวัยกลางคนในชุดสูทภูมิฐานก้าวเข้ามาในห้อง กลิ่นอายของอำนาจและความกดดันแผ่ซ่านออกมารอบตัวทันทีที่เขาก้าวผ่านธรณีประตู รินรดาชะงักค้าง มือที่กุมมือเมฆาอยู่ค่อยๆ คลายออก หัวใจที่เพิ่งสงบลงกลับกระหน่ำเต้นด้วยความหวาดหวั่นอีกระลอก
คุณพ่อของเธอยืนอยู่ตรงนั้น ใบหน้าคมเข้มไร้รอยยิ้ม ดวงตาคมกริบกวาดมองสภาพของเมฆาบนเตียงคนไข้ด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา ก่อนที่สายตาคู่นั้นจะตวัดกลับมามองบุตรสาว
"รินรดา..." เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบในห้องพักฟื้น "พ่อบอกหนูแล้วใช่ไหม ว่าคนๆ นี้จะนำพาแต่ภาระและอนาคตที่มืดมนมาให้... เก็บกระเป๋าแล้วกลับบ้านกับพ่อเดี๋ยวนี้"
รินรดาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เธอไม่ได้ถอยหลังหนีเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา หากแต่ก้าวไปข้างหน้าวางตัวขวางกั้นระหว่างบิดากับเตียงคนไข้ของเมฆา แววตาของเธอแข็งกร้าวขึ้นอย่างที่ผู้เป็นพ่อไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิต
"หนูจะไม่ไปไหนทั้งนั้นค่ะคุณพ่อ..." รินรดาเอ่ยเสียงดังฟังชัด แม้เนื้อตัวจะสั่นเทาเล็กน้อย "และนี่ไม่ใช่ภาระ... แต่เขาคือคนสำคัญที่สุดในชีวิตของหนู"
ยังไม่ทันที่ผู้เป็นพ่อจะทันได้เอ่ยคำใดตอบโต้ เสียงแหบพร่าแต่ทรงพลังพุ้งขึ้นจากบนเตียงคนไข้ เมฆาลืมตาขึ้นช้าๆ มือข้างที่ติดสายน้ำเกลือขยับขึ้นเล็กน้อย รินรดาหันกลับไปมองด้วยความตกใจ ทว่าสิ่งที่ทำให้ทั้งห้องต้องหยุดหายใจ คือรอยยิ้มมุมปากที่เจือความเย้ยหยันจางๆ ของชายหนุ่ม พร้อมกับประโยคที่ทำให้รินรดาต้องเบิกตากว้างด้วยความคาดไม่ถึง
"คุณลุงครับ..." เมฆาเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าสายตากลับคมกริบราวกับใบมีดที่ซ่อนไว้ใต้ผ้านุ่ม "ก่อนจะไล่ผม... ช่วยรับรู้เรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่งเสียก่อน... ว่าบริษัทที่คุณลุงกำลังพยายามกอบกู้ด้วยการขายหุ้นให้นักลงทุนต่างชาติในสัปดาห์หน้า..." เมฆาเว้นจังหวะเล็กน้อย ปรายตามองชายวัยกลางคนนิ่งสนิท "ตอนนี้... อยู่ในกำมือของผมเรียบร้อยแล้วครับ"
แสงดาวพร่างพราวขอบพระคุณทุกหัวใจที่ร่วมเดินทางเคียงข้างความเจ็บปวดและคราบน้ำตาในบทนี้ด้วยกันนะคะ
ระยะห่างระหว่างเราคือดวงดาว•ตอนที่ 50
หัวใจที่ยังเต้น
ผลงานโดย แสงดาวพร่างพราว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แสงดาวพร่างพราว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ระยะห่างระหว่างเราคือดวงดาว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!