กลิ่นฉุนของน้ำยาฆ่าเชื้อในโรงพยาบาลเป็นสิ่งที่รินรดาเกลียดที่สุดในชีวิต และในวินาทีนี้ มันกำลังกรีดแทงโสตประสาทของเธอจนแทบหายใจไม่ออก เสียงล้อของเตียงเข็นผู้ป่วยที่ถูกพุ่งทะยานไปตามทางเดินอย่างไร้ความปรานี สะท้อนก้องอยู่ในโถงทางเดินสีขาวโพลนราวกับเสียงคำรามของปีศาจแห่งความตาย
“หมอคะ! เขาเป็นอะไรคะ ทำไมอยู่ๆ ถึง...” เสียงของรินรดาขาดห้วง เป็นรอยต่อของสะอื้นไห้ที่เธอพยายามกลืนมันลงคออย่างยากลำบาก ปลายนิ้วทั้งสิบที่เคยพรมลงบนคีย์บอร์ดเปียโนอย่างสง่างาม บัดนี้สั่นเทาจนประสานเข้าหากันแน่นจนเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือ
“คนไข้มีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะรุนแรงร่วมกับภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดแดงใหญ่ค่ะ ญาติโปรดรอat หน้าห้องฉุกเฉินด้วยความสงบนะคะ” นายแพทย์หนุ่มกล่าวด้วยน้ำเสียงรีบร้อน ก่อนที่ประตูห้องผ่าตัดสีเงินบานใหญ่จะปิดสนิทลง พร้อมกับสัญญาณไฟสีแดงฉานที่สว่างวาบขึ้นเหนือกรอบประตู
พรึบ...
ร่างบางทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นกระเบื้องเย็นเฉียบอย่างไร้เรี่ยวแรง โลกทั้งใบดูเหมือนจะหยุดหมุนในเสี้ยววินาทีนั้น ภาพของเมฆายังคงติดตรึงอยู่ในม่านตา รอยยิ้มจางๆ ที่เขาฝืนส่งให้เธอก่อนที่สติจะหลุดลอยไปบนรถพยาบาล มันคือรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความลับ ความเจ็บปวด และคำอำลาที่เธอไม่เคยเอ่ยปากอนุญาตให้เขาพูดมันออกมาเลยสักครั้ง
*“ถ้าวันหนึ่งฉันไม่อยู่ตรงนี้แล้ว... เธอสัญญาได้ไหมว่าจะยังคงเล่นเปียโนต่อไป ริน”*
คำพูดของเขาเมื่อคืนนี้ย้อนกลับมาทิ่มแทงหัวใจ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำไมเธถึงโง่เขลาขนาดนั้น ทำไมเธอถึงไม่เฉลียวใจเลยว่า ความเงียบงันและความห่างเหินที่เขาจงใจสร้างขึ้น ไม่ใช่เพราะเขาหมดรัก แต่เป็นเพราะเขาไม่อยากให้ลมหายใจที่รดรินอยู่บนเส้นด้ายของเขา ต้องมาฉุดรั้งปีกอันงดงามของเธอเอาไว้
รินรดายกมือขึ้นปิดใบหน้า ปล่อยให้หยาดน้ำตาแห่งความตื่นตระหนกไหลทะลักผ่านร่องนิ้ว เสียงสะAือกสะอื้นดังเล็ดลอดออกมาจากลำคอที่แห้งผาก ห้องรอหน้าห้องผ่าตัดช่างกว้างใหญ่และเหน็บหนาวเหลือเกิน ไม่มีเสียงดนตรีคลาสสิกที่ช่วยปลอบประโลม ไม่มีไออุ่นจากฝ่ามือหนาที่คอยกุมมือเธอไว้ยามที่เธอหวาดกลัว มีเพียงความเงียบงันที่น่ากลัวที่สุดในประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ของเขากับเธอ
เวลาผ่านไปกี่นาที หรือกี่ชั่วโมง... ไม่มีใครล่วงรู้ นาฬิกาบนผนังเดินไปข้างหน้าอย่างเชื่องช้าทรมาน ทุกๆ วินาทีที่เข็มขยับเท่ากับลมหายใจของเมฆากำลังแขวนอยู่บนเส้นด้าย รินรดายังคงนั่งกอดเข่าตัวเองอยู่ที่เดิม ดวงตาสดใสบวมช้ำจากการร้องไห้จนแทบไม่มีน้ำตาจะไหลออกมาอีก
แกร็ก!
เสียงเปิดประตูกระจกฝ้าดังขึ้นเพียงเบาๆ แต่กลับดึงสติของรินรดาให้พุ่งทะยานขึ้นไปในอากาศราวกับมีกระแสไฟฟ้าแรงสูงวิ่งผ่านร่าง เธอลุกพรวดขึ้นอย่างรวดเร็วจนเซถลาเกือบล้ม ใบหน้าซีดเผือดเต็มไปด้วยความหวาดกลัวต่อคำพิพากษาจากปากของแพทย์
ศัลยแพทย์หัวใจและหลอดเลือดก้าวเดินออกมาด้วยใบหน้าที่อ่อนล้าและเคร่งเครียด บนเสื้อกราวสีขาวมีคราบสีจางๆ ที่ทำให้รินรดารู้สึกเหมือนหัวใจหยุดเต้นไปชั่วขณะ
“คุณหมอคะ...” รินรดาปรี่เข้าไปคว้าแขนของคุณหมอไว้แน่น แรงบีบที่มากจนเกินพอดีสะท้อนถึงความหวาดกลัวขั้นสุด “เมฆา... เมฆาเป็นยังไงบ้างคะ เขาปลอดภัยดีใช่ไหมคะ เขาฟื้นหรือยัง?”
แพทย์หนุ่มถอนหายใจยาวนาน ดวงตาใต้กรอบแว่นฉายแววความเห็นอกเห็นใจอย่างปิดไม่มิด เขาวางมือลงบนไหล่ที่สั่นเทาของหญิงสาวเบาๆ เป็นการให้กำลังใจที่ไร้ซึ่งความอบอุ่น
“คุณหมอต้องขอแสดงความเสียใจด้วยนะคะ...”
คำพูดนั้นหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง แต่สำหรับรินรดา มันเหมือนเสียงอสุนีบาตฟาดลงกลางใจ โลกทั้งใบแตกสลายเป็นเสี่ยงๆ ในพริบตา ความฝัน เสียงดนตรี อนาคต และความรัก ทุกอย่างหลอมรวมกลายเป็นความว่างเปล่าสีดำสนิท
“ไม่... ไม่จริงค่ะคุณหมอ!” รินรดาส่ายหัวช้าๆ ปฏิเสธความจริงที่โหดร้าย น้ำตาที่เหือดแห้งไปแล้วกลับทะลักออกมาอีกครั้งอย่างบ้าคลั่ง “คุณหมอโกหกใช่ไหมคะ? เขายังรอให้หนูไปเล่นเปียโนให้เขาฟังอยู่เลยนะคะ เขาบอกว่าจะไปฟังหนูเล่นที่หอแสดงดนตรี... เขาพูดเองนะคะ!”
“คุณรินรดารบกวนใจเย็นๆ ก่อนนะคะ ฟังคุณหมอก่อนค่ะ...”
“หนูไม่ฟัง! หนูจะไปหาเขา!” รินรดาพยายามจะพุ่งตัวผ่านประตูห้องผ่าตัดเข้าไป แต่พยาบาลสองคนเข้ามาช่วยกันย้อมรั้งตัวเธอไว้ด้วยความนุ่มนวลแต่เด็ดเดี่ยว ความเจ็บปวดแผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย ราวกับถูกไฟแผดเผาจนมอดไหม้
ในวินาทีที่ความมืดมนเข้าปกคลุมจิตใจจนแทบไม่เหลือแสงสว่างใดๆ อีกต่อไป เสียงฝีเท้าที่เร่งรีบและคุ้นเคยอย่างประหลาดก็ดังแทรกเข้ามาในความโกลาหล
“รินรดา!”
เสียงทุ้มห้าวที่ตะโกนเรียกชื่อเธอด้วยความตื่นตระหนกดังขึ้นจากปลายทางเดิน รินรดาชะงักกึง ดวงตาพร่ามัวด้วยหยาดน้ำตาหันไปมองตามต้นเสียงผ่านม่านหมอกแห่งความเสียใจ
ร่างสูงใหญ่ของใครบางคนก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่ตรงหน้า สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความตื่นกลัวและหอบเหนื่อยราวกับเพิ่งวิ่งฝ่าพายุใหญ่มาทั้งคืน ดวงคู่นั้นมองตรงมาที่เธอด้วยความรู้สึกผิดที่ล้นปรี่
ไม่ใช่ร่างของเมฆาที่อยู่ในห้องผ่าตัด... แต่เป็นบุคคลที่เธอคิดว่าไม่มีวันได้พบเจออีกแล้วในชาตินี้ บุคคลที่เป็นต้นเหตุของรอยแผลเป็นในอดีตทั้งหมดของเธอ
“คุณพ่อ...?” รินรดาครางชื่อนั้นออกมาด้วยน้ำเสียงที่สั่นพร่า ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงระคนไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง
พ่อของเธอก้าวเข้ามาคว้ามือที่เย็นเฉียบของเธอไว้แน่น ดวงตาของผู้ชายที่เคยเย่อหยิ่งและไม่เคยยอมก้มหัวให้ใคร บัดนี้กลับคลอหนาไปด้วยหยาดน้ำตาแห่งความสำนึกผิด
“พ่อขอโทษนะลูก...” เสียงของพ่อสั่นเครือจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์ “พ่อเป็นคนโทรศัพท์ไปหาโรงพยาบาลเอง... เมฆาเขาไม่ได้เป็นอะไรอย่างที่ลูกคิด แต่คนที่กำลังจะตายในห้องนั้น... คือความลับที่เขาปกปิดลูกมาตลอดต่างหากล่ะ”
รินรดาผงะถอยหลังด้วยความตกใจ ข้อมูลมหาศาลกำลังตีรวนอยู่ในสมอง เมฆาไม่ได้อยู่ในห้องผ่าตัดนั้นอย่างนั้นหรือ? แล้วใครกันล่ะที่อยู่ข้างในนั้น... และความลับอะไรที่พ่อของเธอกำลังพูดถึงกันแน่?
ความมืดมิดที่เคยกดทับหัวใจถูกแทนที่ด้วยคำถามนับร้อยที่กำลังกรีดร้องอยู่ในอก บรรยากาศรอบตัวเย็นเยียบลงจนน่ากลัว ในขณะที่มือของเธอยังคงสั่นเทาอยู่บนฝ่ามือของบิดา และประตูห้องผ่าตัดเบื้องหลังก็ค่อยๆ เลื่อนเปิดออกอีกครั้ง พร้อมกับร่างของบุรุษพยาบาลที่เข็นเตียงฉุกเฉินออกมา... โดยมีผ้าสีขาวคลุมปิดสนิทตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า!
แสงดาวพร่างพราวขอบพระคุณทุกหัวใจที่ร่วมเดินทางมาถึงช่วงเวลาแห่งการค้นพบความจริงอันเจ็บปวดในบทนี้ด้วยกันนะคะ
ระยะห่างระหว่างเราคือดวงดาว•ตอนที่ 48
บททดสอบจากโชคชะตา
ผลงานโดย แสงดาวพร่างพราว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แสงดาวพร่างพราว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ระยะห่างระหว่างเราคือดวงดาว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!