ระยะห่างระหว่างเราคือดวงดาว•ตอนที่ 47

ลมหายใจของดนตรี

ผลงานโดย แสงดาวพร่างพราว
“คุณกำลังเล่นเพื่อใครกันแน่... รินรดา” น้ำเสียงทุ้มต่ำแต่เจือไปด้วยความกังวลของเมฆาดังขึ้น ท่ามกลางความเงียบงันของห้องซ้อมดนตรีเก่าคร่ำคร่า กลิ่นอายของฝุ่นละอองที่ลอยวนในแสงสลัวจากหน้าต่างบานแคบ ยิ่งขับเน้นให้บรรยากาศระหว่างคนทั้งคู่ตึงเครียดจนแทบหยุดหายใจ นิ้วเรียวชะงักค้างอยู่บนลิ้นเปียโนสีงาช้าง เสียงโน้ตตัวสุดท้ายยังคงก้องกังวานทอดตัวยาว ก่อนจะค่อยๆ เลือนหายไปในความเวิ้งว้าง รินรดานั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ แผ่นหลังบางไหวริกเล็กน้อย เธอไม่ได้หันไปมองชายหนุ่มผู้ยืนพิงกรอบประตูในทันที ปล่อยให้ความเงียบทำหน้าที่ตอบคำถามที่หนักอึ้งนั้น หัวใจของเธอกำลังเต้นรัวระรัวราวกับกลองศึกที่ตีรัวเร่งเร้า ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทุกบทเพลงที่เธอบรรเลงถูกกำกับด้วยกรอบเกณฑ์ โน้ตทุกตัวต้องแม่นยำ จังหวะต้องเป๊ะตามตำรา เพื่อให้สมกับเป็นทายาทตระกูลนักดนตรีชื่อดังตามที่มารดาคาดหวัง แต่นั่นไม่ใช่ตัวเธอ... มันเป็นเพียงเสียงสะท้อนของความคาดหวังที่ถูกสวมทับด้วยหน้ากากอันสวยงาม “ฉัน... ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองกำลังเล่นเพื่ออะไรค่ะ เมฆา” รินรดาเอ่ยเสียงแผ่วเบa ดวงตาคู่สวยมองทอดไปยังเงาสะท้อนของตัวเองบนผิวเปียโนที่ขัดมันจนเงาวับ นัยน์ตาคู่นั้นไหวระริกด้วยหยาดน้ำตาที่คลอหน่วยแต่ยังไม่ยอมร่วงหล่น “ทุกครั้งที่ฉันนั่งลงตรงนี้ ฉันพยายามทำให้ดีที่สุดเพื่อให้แม่พอใจ เพื่อให้คนอื่นยอมรับ แต่ยิ่งฉันพยายามมากเท่าไหร่ ตัวตนของฉันข้างในนี้มันก็ยิ่งหายไปเรื่อยๆ ค่ะ” เมฆาขยับตัวจากกรอบประตู ฝีก้าวเข้ามาใกล้ชิดขึ้นทีละน้อย ความเงียบงันของเขาไม่ได้แปลว่าไร้ความรู้สึก แต่ทุกย่างก้าวแฝงไว้ด้วยความห่วงใยที่เขาพยายามเก็บงำไว้ภายใต้ท่าทีนิ่งขรึม เขาย่อตัวลงนั่งคุกเข่าข้างหนึ่งลงเบื้องหน้ารินรดา มือใหญ่เอื้อมขึ้นสัมผัสหลังมือของเธอที่วางอยู่บนตักอย่างแผ่วเบา ความอบอุ่นจากฝ่ามือของเขาถ่ายทอดผ่านผิวเนื้อ ส่งตรงเข้าสู่หัวใจที่กำลังหนצוเหน็บของหญิงสาว “ถ้าเช่นนั้น... ก็ลองหยุดเล่นตามโน้ตของคนอื่นดูสิครับ” เมฆาเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าหนักแน่นพอที่จะสั่นคลอนหัวใจที่ลังเลของเธอ “ลองหลับตาลง แล้วฟังเสียงที่ดังมาจากข้างใน... ลมหายใจจริงๆ ของคุณ หน้าตาเป็นอย่างไร รินรดา?” คำถามนั้นราวกับกุญแจดอกสำคัญที่ไขประตูบานใหญ่ในใจ รินรดาสูดหายใจเข้าลึก, หลับตาลงช้าๆ ปล่อยให้ความมืดมิดเบื้องหลังเปลือกตากลืนกินภาพภายนอกทั้งหมด เธอยกมือขึ้นวางบนลิ้นเปียโนอีกครั้ง ครั้งนี้ไม่มีกระดาษโน้ต ไม่มีบทเพลงบังคับ ไม่มีสายตาพิพากษาจากโลกภายนอก มีเพียงเสียงหัวใจของเธอเองที่กำลังเต้นระส่ำ... และความทรงจำอันเลือนรางเกี่ยวกับความฝันในวัยเด็ก ปลายนิ้วเริ่มกดลงไปบนลิ้นเปียโน บรรเลงโน้ตตัวแรกออกไปด้วยความลังเล ทว่าน้ำหนักและการสัมผัสนั้นเต็มไปด้วยความรู้สึกดิบๆ ที่ไม่เคยมีใครได้ยินมาก่อน มันไม่ใช่เสียงที่สมบูรณ์แบบตามตำรา แต่เป็นเสียงที่สะท้อนความเจ็บปวด ความดื้อรั้น และความหวังอันริบหรี่ในอก เมฆานั่งมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยแววตาที่ลึกซึ้งเกินกว่าจะบรรยาย เขารู้ดีว่าเวลาของเขามีจำกัด อาการป่วยที่กัดกินร่างกายทีละน้อยทำให้เขาไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยคำสัญญาใดๆ เกี่ยวกับอนาคต แต่ในวินาทีนี้ เมื่อได้เห็นรินรดากล้าที่จะปลดปล่อยตัวตนที่แท้จริงผ่านเสียงดนตรี หัวใจของเขากลับพองโตด้วยความอิ่มเอมอย่างประหลาด เธอกำลังค้นพบสไตล์ของตัวเอง... ตัวตนที่งดงามและทรงพลังที่สุดเท่าที่เขาเคยสัมผัสมา เสียงเปียโนเริ่มแปรเปลี่ยนจากความเงียบเหงาเป็นท่วงทำนองที่ทรงพลังและเป็นอิสระ รินรดารู้สึกราวกับว่าตัวเธอกำลังโบጫบินอยู่กลางห้วงอวกาศอันกว้างใหญ่ ความกลัวที่เคยเกาะกินจิตใจมลายหายไปสิ้น แทนที่ด้วยความรู้สึกเป็นเจ้าของเสียงดนตรีอย่างแท้จริง ทุกจังหวะที่กดลงไปคือการประกาศอิสรภาพทางจิตวิญญาณ เป็นบทเพลงที่แต่งขึ้นด้วยลมหายใจของเธอเองโดยแท้จริง เมื่อโน้ตตัวสุดท้ายค่อยๆ จางหายไป ความเงียบสงบก็กลับมาปกคลุมห้องซ้อมอีกครั้ง รินรดาลืมตาขึ้น เธอยังคงหอบหายใจเล็กน้อยจากความเหนื่อยล้าทางอารมณ์ แต่รอยยิ้มแรกในรอบหลายเดือนกลับปรากฏขึ้นบนเรียวปากบาง เมฆาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง มอบรอยยิ้มอบอุ่นที่สุดให้เธอ เป็นรอยยิ้มที่บอกว่าเธอก้าวข้ามผ่านกำแพงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตมาได้แล้ว “เก่งมากครับ รินรดา” เมฆากล่าวด้วยน้ำเสียงชื่นชม “นั่นคือเสียงของคุณ... เสียงที่ไพเราะที่สุดในโลก” หญิงสาวเงยหน้าขึ้นสบตาชายหนุ่ม ความรู้สึกซาบซึ้งและผูกพันไหลบ่าเข้ามาในอกจนจุกแน่น เธอกำลังจะเอ่ยปากพูดบางอย่างเพื่อขอบคุณเขาสำหรับทุกสิ่ง ทว่าก่อนที่คำพูดนั้นจะหลุดจากริมฝีปาก... เสียงปรบมือช้าๆ และเยือกเย็นก็ดังขึ้นจากมุมมืดบริเวณประตูทางเข้าห้องซ้อม พร้อมกับร่างเงาของบุคคลที่ไม่คาดฝันก้าวล่วงเข้ามาในแสงสลัว ใบหน้านั้นเรียบเฉยแต่แววตากลับคมกริบราวกับใบมีด—คุณหญิงมณฑา มารดาผู้ไม่เคยยอมรับความพ่ายแพ้ของรินรดา ยืนมองคนทั้งคู่ด้วยรอยยิ้มที่น่ากลัวที่สุดเท่าที่รินรดาเคยเห็นมาในชีวิต “เล่นจบหรือยังจ๊ะ... ลูกรัก” เสียงเรียบเย็นเอ่ยขึ้น “ถ้าเล่นสนุกพอแล้ว ก็เตรียมตัวเก็บเปียโนแล้วกลับบ้านเราได้ เพราะเธอมีนัดออดิชันระดับประเทศในอีกสามวันข้างหน้า... และหวังว่าเธอคงไม่ทำให้ตระกูลของเราต้องขายหน้าด้วย ‘สไตล์ประหลาดๆ’ แบบเมื่อครู่นี้อีกนะ” แสงดาวพร่างพราวขอบพระคุณทุกหัวใจที่ร่วมเดินทางมาถึงช่วงเวลาที่ดนตรีนำทางหัวใจของรินรดามาบรรจบกับความจริงในบทนี้ด้วยกันนะคะ
สารจากนักเขียน (แสงดาวพร่างพราว)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ระยะห่างระหว่างเราคือดวงดาว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%