ระยะห่างระหว่างเราคือดวงดาว•ตอนที่ 2

เมฆฝนที่พัดมาหา

ผลงานโดย แสงดาวพร่างพราว
"ถ้าเธอจะเล่นมันต่อ ก็จงเล่นให้ดีที่สุด อย่าให้ใครมาตราหน้าได้ว่าลูกสาวคนเดียวของบ้านต้องมาเสียเวลาชีวิตกับเสียงที่ไร้ค่า" ประโยคสุดท้ายของพ่อยังคงก้องอยู่ในโสตประสาท มันไม่ใช่คำสอน แต่มันคือโซ่ตรวนที่รัดแน่นจนรินรดารู้สึกหายใจไม่ออก เธอเดินก้มหน้าผ่านโถงทางเดินของโรงเรียนดนตรี ปลายนิ้วที่ยังคงสั่นเทาจากการซ้อมเปียโนอย่างบ้าคลั่งตลอดสามชั่วโมงที่ผ่านมาทำได้เพียงจิกเข้าหาฝ่ามือจนเล็บเกือบจิกเข้าเนื้อ เธอไม่ได้ต้องการความสมบูรณ์แบบที่ครอบครัวขีดเส้นไว้ เธอแค่ต้องการ... อิสระที่จะถ่ายทอดความรู้สึกผ่านท่วงทำนอง เธอก้าวเท้าเข้ามาในเขตสวนหลังโรงเรียน พื้นที่สีเขียวที่ดูเหมือนจะถูกลืมเลือนจากความวุ่นวายของชีวิตนักเรียนดนตรี ที่นั่นมีต้นราชพฤกษ์ใหญ่ที่ยืนต้นตระหง่านอยู่เป็นพยานเงียบๆ ของทุกความฝันที่แตกสลาย และในเงาร่มไม้นั้น มีร่างหนึ่งนั่งพิงลำต้นอยู่ "คนเรามักจะคาดหวังกับสิ่งที่มองไม่เห็นเสมอ จริงไหม?" เสียงทุ้มต่ำและราบเรียบดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ รินรดาชะงักฝีเท้า เธอเงยหน้ามอง 'เมฆา' เขานั่งอยู่บนรากไม้ที่โผล่พ้นดิน กางเกงสแล็คสีเข้มและเชิ้ตสีขาวที่ดูเรียบง่ายขับเน้นความรู้สึกห่างเหินที่เขามีต่อโลกใบนี้เสมอ เขากำลังถือสมุดสเก็ตช์ภาพในมือ แต่สายตาไม่ได้จับจ้องที่กระดาษ กลับมองลอยไปไกลยังกลุ่มเมฆสีเทาที่เริ่มก่อตัวขึ้นเหนือยอดตึก รินรดาไม่ตอบ เธอเดินเข้าไปใกล้ด้วยท่าทีเกร็งๆ ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งบนรากไม้อีกฝั่ง ระยะห่างระหว่างเธอกับเขาเพียงหนึ่งช่วงแขน แต่มันกลับรู้สึกเหมือนกั้นด้วยภูเขาทั้งลูก "นายมาทำอะไรที่นี่?" เธอถาม เสียงของเธอแผ่วเบาเหมือนจะปลิวไปตามลม "รอฝน" เมฆาตอบสั้นๆ ไม่หันมามอง "เวลาที่ฝนจะตก อากาศมันจะเปลี่ยนไปนิดหน่อย มันทำให้คนที่แบกอะไรหนักๆ อยู่... รู้สึกเหมือนได้ระบายออกมาบ้าง" รินรดานิ่งไป เธอหันไปมองเขาเต็มตา เสี้ยวหน้าด้านข้างของเมฆาดูซูบซีดลงกว่าคราวก่อน แม้เขาจะยังดูเป็นคนเดิมที่เยือกเย็น แต่เธอกลับสังเกตเห็นริ้วรอยความเหนื่อยล้าที่ซ่อนอยู่ใต้แววตาคู่นั้น มันไม่ใช่ความเหนื่อยทางกาย แต่มันคือความเหนื่อยของคนที่รู้ว่าเวลาของตัวเองมีจำกัด แต่กลับไม่สามารถเอ่ยปากขออนุญาตใครให้มีความสุขได้ "พ่อฉันบอกว่า... ถ้าฉันไม่เลิกฝันเรื่องเปียโนแบบนี้ อนาคตฉันจะพัง" รินรดาเผลอพูดออกไปโดยไม่ตั้งใจ เหมือนกำแพงที่กั้นไว้พังทลายลงเพราะบรรยากาศที่บีบคั้นของเมฆฝน "แต่การอยู่กับมันโดยไม่มีความฝัน มันต่างอะไรกับตายไปแล้วล่ะ?" เมฆาเงียบไปนานจนเธอคิดว่าเขาจะปล่อยให้คำถามนั้นลอยหายไปในอากาศ แต่แล้วเขาก็ปิดสมุดสเก็ตช์ลง เสียงกระดาษกระทบกันดังแผ่วเบา เขาหันมาสบตาเธอ ดวงตาคู่นั้นไม่ได้มีความสมเพช ไม่ได้มีความสงสาร แต่มันมีความเข้าใจ... เข้าใจแบบคนที่มองเห็นจุดจบของเกมกระดานก่อนใครเพื่อน "คนเราไม่ได้ตายเพราะไม่มีความฝันรินหรอกนะ" เขาเว้นจังหวะ สายลมวูบหนึ่งพัดผ่านจนใบไม้ร่วงหล่นลงมาบนตักของเธอ "เราตายเพราะเราพยายามเป็นทุกอย่างเพื่อคนอื่น จนลืมไปว่าหัวใจตัวเองยังเต้นอยู่หรือเปล่า... แต่การมีชีวิตอยู่เพื่อความฝันที่ต้องแลกด้วยทุกอย่าง มันก็เหมือนกับการเดินฝ่าพายุโดยไม่มีร่ม การได้สัมผัสฝนมันดี แต่มันต้องแลกด้วยไข้หวัดที่อาจจะรุนแรงเกินกว่าจะหาย" "นายพูดเหมือนนายกำลังจะหายไปไหนสักแห่ง" รินรดาโพล่งออกไป ความรู้สึกโหวงเหวงแล่นเข้ามาในอกจนต้องกำชายกระโปรงแน่น เมฆายิ้ม เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้แต้มด้วยความร่าเริง แต่เป็นความอบอุ่นที่ปนความเศร้า "ทุกคนก็ต้องหายไปจากที่แห่งหนึ่งเพื่อไปสู่อีกที่หนึ่งไม่ใช่เหรอ? เพียงแต่ของฉัน... มันอาจจะมาถึงเร็วกว่าคนอื่นนิดหน่อย" หยดน้ำฝนหยดแรกกระทบลงบนใบไม้เสียงดัง *แปะ* ตามมาด้วยอีกหลายหยดที่เริ่มโหมกระหน่ำลงมา เมฆาลุกขึ้นยืนอย่างเชื่องช้า เขายื่นมือมาตรงหน้าเธอ รินรดามองมือนั้น มือที่สั่นเล็กน้อยแต่ยังคงมั่นคงพอที่จะฉุดรั้งเธอขึ้นจากรากไม้ "ริน" เขาเรียกชื่อเธอ เสียงนั้นต่ำและสั่นพร่า "ถ้าพรุ่งนี้... ฉันไม่ได้มานั่งที่ต้นไม้นี้แล้ว เธอต้องสัญญาว่าจะไม่หยุดเล่นเปียโน เพียงเพราะไม่มีคนฟัง" รินรดาใจหายวาบ เธอกำลังจะคว้ามือเขาไว้ แต่จู่ๆ เสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์ในกระเป๋าก็แผดเสียงดังขึ้น มันเป็นข้อความจากแม่ที่ส่งรูปตารางการฝึกซ้อมดนตรีที่อัดแน่นจนไม่มีที่ว่างให้หายใจ รินรดาชะงักไปครู่เดียว ก่อนจะเงยหน้าขึ้นหวังจะตอบกลับเมฆา แต่สิ่งที่เธอเห็นกลับทำให้หัวใจแทบหยุดเต้น ชายชุดดำสองคนในชุดสูทเนี้ยบกริบยืนอยู่ห่างออกไปไม่กี่ก้าว สายตาของพวกเขาเย็นชาและมุ่งตรงมาที่เมฆา เมฆาปล่อยมือเธอทันที ใบหน้าของเขาเปลี่ยนจากความอ่อนโยนเป็นความว่างเปล่าอย่างน่าใจหาย "อย่าตามมา" เขาพูดทิ้งท้ายโดยไม่หันมามอง "เพราะโลกของฉัน กับโลกที่เธอกำลังจะเดินไป... มันไม่เคยเป็นดวงดาวดวงเดียวกัน" เขาก้าวเดินออกไปหาชายชุดดำเหล่านั้น ทิ้งให้รินรดายืนตัวแข็งท่ามกลางสายฝนที่เริ่มตกหนักขึ้นจนมองเห็นได้ไม่ชัด แต่สิ่งที่ทำให้เธอแทบสิ้นสติไม่ใช่การจากไปของเขา หากแต่เป็นสิ่งที่ตกอยู่บนพื้นตรงที่เมฆานั่งเมื่อครู่... มันคือสมุดสเก็ตช์เล่มนั้นที่เปิดค้างไว้ และภาพวาดหน้าที่เพิ่งวาดเสร็จไม่ใช่รูปต้นไม้ แต่เป็นรูปของเธอ... ในวันที่เธอนั่งเล่นเปียโนด้วยรอยยิ้มที่เธอไม่เคยยิ้มให้ใครเห็นมาก่อน พร้อมกับข้อความใต้ภาพที่เขียนด้วยลายมือหวัดๆ ว่า 'แด่รินรดา... ผู้เป็นดวงดาวที่สว่างเกินกว่าจะดับแสงลงพร้อมกับคนอย่างผม' ขอบคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับรินรดาและเมฆาในคืนที่สายฝนนำพาความลับมาเปิดเผยครับ - แสงดาวพร่างพราว
สารจากนักเขียน (แสงดาวพร่างพราว)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ระยะห่างระหว่างเราคือดวงดาว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%