"ผิดอีกแล้ว รินรดา"
น้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบคมดุจใบมีดโกนของมารดา กรีดผ่านความเงียบงันในห้องโถงกว้างที่มีเพียงเสียงเปียโนแกรนด์เปียโนสีดำขลับเป็นจุดศูนย์กลาง รินรดาชะงักนิ้วที่กำลังสั่นระริกอยู่เหนือคีย์สีขาว นิ้วของเธอเย็นเฉียบราวกับเพิ่งถูกแช่ในถังน้ำแข็ง ขณะที่ความกดดันในอากาศดูเหมือนจะสูบเอาออกซิเจนออกไปจนหมดห้อง
"แม่คะ... รินพยายามแล้ว" รินรดาเอ่ยเสียงแผ่ว สบตาหญิงวัยกลางคนที่ยืนกอดอกอยู่มุมห้องผ่านเงาสะท้อนบนพื้นไม้ขัดมัน
"พยายาม? คำนี้มันสำหรับคนขี้แพ้ที่พอใจกับความพอดี" คุณหญิงอรอินทร์ก้าวเท้าเข้ามาใกล้ เสียงส้นสูงกระทบพื้นดังจังหวะหนักหน่วงเหมือนเสียงหัวใจที่เต้นผิดจังหวะของลูกสาว "ถ้าเธอยังเล่นด้วยอารมณ์ฟูมฟายไร้ทิศทางแบบนี้ ก็อย่าหวังว่ารายชื่อนักเรียนทุนที่จะไปออสเตรียปีหน้าจะมีชื่อเธอ"
รินรดากำชายกระโปรงแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด เธอไม่ได้ต้องการออสเตรีย เธอไม่ได้ต้องการเวทีใหญ่โตที่ต้องแลกมาด้วยการสูญเสียตัวตน เธอแค่ต้องการให้เพลงที่เธอเล่น... เป็นเพลงที่มาจากหัวใจของเธอจริงๆ ไม่ใช่เครื่องจักรที่โปรแกรมไว้ด้วยความคาดหวังของใครบางคน
"แต่เพลงนี้... มันไม่ใช่แค่เทคนิคค่ะแม่ มันคือเรื่องราวของคนเขียนเพลง"
"คนเขียนเพลงตายไปนานแล้วรินรดา!" อรอินทร์กระชากเสียง "สิ่งที่เหลืออยู่คือ 'ผลลัพธ์' เธอมีหน้าที่แสดงให้กรรมการเห็นว่าเธอคือเครื่องจักรที่สมบูรณ์แบบที่สุด ไม่ใช่ศิลปินที่เพ้อฝันไปวันๆ เล่นใหม่... จนกว่าฉันจะได้ยินความแม่นยำที่ไม่มีที่ติ"
รินรดาสูดลมหายใจเข้าลึกจนเจ็บหน้าอก เธอวางนิ้วลงบนลิ่มคีย์อีกครั้ง ครั้งนี้เธอไม่ได้เลือกที่จะปล่อยอารมณ์ไปตามตัวโน้ตตามที่ใจเรียกร้อง แต่เธอกลับฝืนบังคับตัวเองให้เป็นหุ่นยนต์ตามที่แม่ต้องการ ทุกตัวโน้ตที่กดลงไปนั้นไร้ชีวิต ไร้จิตวิญญาณ แต่มันกลับถูกต้อง แม่นยำ และน่าสะพรึงกลัวในความไร้ที่ติของมัน
เธอกดคีย์สุดท้ายด้วยความรู้สึกว่างเปล่า ห้องโถงกลับคืนสู่ความเงียบงันอีกครั้ง อรอินทร์นิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้าเล็กน้อย
"ดี... คราวหน้าก็ทำให้ได้แบบนี้ตั้งแต่ต้นจนจบ"
ร่างของมารดาเดินออกไปจากห้อง ทิ้งไว้เพียงกลิ่นน้ำหอมราคาแพงที่อบอวลชวนอึดอัด รินรดาฟุบหน้าลงกับเปียโน น้ำตาที่กักเก็บไว้เริ่มรินไหลออกมาอย่างเงียบเชียบ เธอเกลียดเสียงเปียโนในยามนี้ เสียงที่เธอเคยรักที่สุด บัดนี้มันกลายเป็นกรงขังที่ล่ามโซ่เธอไว้กับความคาดหวังที่ไม่เคยมีวันสิ้นสุด
ประตูระเบียงไม้หลังบ้านถูกเปิดออกอย่างแผ่วเบา รินรดาเงยหน้าขึ้นด้วยความตกใจ เธอเห็นเงาร่างของชายหนุ่มคนหนึ่งยืนพิงขอบประตูอยู่ท่ามกลางแสงไฟสลัวจากสวนหลังบ้าน 'เมฆา' เขายืนอยู่ที่นั่นมานานแค่ไหนแล้ว? เขามองเห็นความพ่ายแพ้ของเธอทั้งหมดเลยหรือเปล่า?
เมฆาไม่พูดอะไร เขาเดินเข้ามาใกล้ด้วยฝีเท้าเงียบกริบดุจแมวป่า แววตาที่เขามองเธอนั้นอบอุ่นและซื่อตรงเสมอ แต่มันกลับซ่อนความหม่นหมองบางอย่างที่รินรดาไม่เคยเข้าถึง
"เธอเล่นเหมือนคนไม่เหลือวิญญาณ" เขาเอ่ยเบาๆ นั่งลงบนเก้าอี้อีกตัวข้างๆ กัน "นั่นไม่ใช่รินรดาที่ผมรู้จัก"
"แล้วรินรดาที่เมฆารู้จักคือใครล่ะ?" เธอแค่นหัวเราะทั้งน้ำตา "คนที่ต้องเล่นเพลงคลาสสิกไปจนวันตายเพื่อให้คนอื่นภูมิใจน่ะเหรอ?"
เมฆาไม่ได้ตอบทันที เขายื่นมือออกมาดึงเส้นผมที่รกรุงรังออกจากใบหน้าเธออย่างอ่อนโยน สัมผัสนั้นแผ่วเบาจนรินรดารู้สึกเหมือนหัวใจจะขาดรอยต่อ ความอบอุ่นจากฝ่ามือของเขาแทรกซึมผ่านผิวหนังเข้าไปจนถึงส่วนลึกของจิตใจ
"บางที... การยอมแพ้เพื่อรักษาอะไรบางอย่างที่สำคัญกว่า อาจไม่ใช่ความขี้แพ้เสมอไป" เขาพูดพลางมองไปที่เปียโน "เธอมีสิ่งที่ต้องแลกมากเกินไป รินรดา บางครั้งการเลิกเล่นเปียโนต่อหน้าคนอื่น อาจเป็นวิธีเดียวที่เธอจะได้ยินเสียงหัวใจตัวเองอีกครั้ง"
"เมฆา... นายพูดเหมือนรู้อะไรบางอย่าง"
ชายหนุ่มชะงัก สายตาที่เขามองเธอเปลี่ยนไปชั่วขณะ มันมีความเสียดายและความห่วงหาอาทรอย่างสุดซึ้ง ก่อนที่เขาจะถอยห่างออกไปหนึ่งก้าว ราวกับกลัวว่าความใกล้ชิดนี้จะกลายเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวที่เขาสมควรได้รับ
"ผมแค่ไม่อยากเห็นเธอพังทลายลงมากกว่านี้" เขาหมุนตัวจะเดินกลับออกไปทางระเบียง "พรุ่งนี้ผมจะไม่อยู่แล้วนะ รินรดา"
"เดี๋ยวก่อน! หมายความว่ายังไง ไม่อยู่แล้ว?"
รินรดาลุกขึ้นพรวดพราด ใจหายวูบเหมือนมีใครมาฉุดกระชากดวงใจออกไปจากอก เธอวิ่งตามเขาไปที่ระเบียง แต่ทันทีที่ก้าวพ้นประตู เธอต้องหยุดชะงักกับภาพที่เห็นตรงหน้า
ที่หน้าประตูรั้วบ้านของเธอ รถยนต์สีดำคันหนึ่งจอดสนิทอยู่ ชายในชุดสูทสีเข้มสองคนกำลังยืนรออยู่ข้างรถ และที่สำคัญกว่านั้น... รินรดาเห็นแฟ้มเอกสารสีแดงในมือแม่ของเธอที่ยืนรอรับแขกกลุ่มนั้นอยู่ด้วยใบหน้าที่ดูเคร่งเครียดมากกว่าทุกครั้ง
"รินรดา" เมฆาหันกลับมามองเธอเป็นครั้งสุดท้าย แววตาของเขาไม่ได้มีความลังเลอีกต่อไป "เรื่องของผมมันจบลงแล้ว แต่เรื่องของเธอกำลังจะเริ่ม... และเธอก็รู้ดีว่าเอกสารในมือแม่เธอ เกี่ยวข้องกับ 'ใคร'"
เขาเดินหายไปในความมืดของสวนทิ้งให้รินรดายืนตัวแข็งทื่ออยู่กับที่ ขณะที่แม่ของเธอก้าวเข้ามาใกล้พร้อมกับสายตาที่เปลี่ยนไป ไม่ใช่สายตาของแม่ที่กดดันลูกสาว แต่มันคือสายตาของคนที่เพิ่งจะทำข้อตกลงบางอย่างได้สำเร็จ
"รินรดา... เตรียมตัวให้พร้อม" อรอินทร์กล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา "พรุ่งนี้เธอต้องไปออดิชั่นกับลูกชายตระกูลวรโชติเมธี เขาจะเป็นคู่หูเปียโนคนใหม่ที่จะพาเธอไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริง... และลืมไอ้เด็กจนๆ ที่ไม่มีอนาคตคนนั้นทิ้งไปซะ"
รินรดาชาวาบไปทั้งร่าง เมื่อเห็นแหวนเงินเรียบๆ วงหนึ่งวางอยู่บนโต๊ะข้างๆ แม่ของเธอ... แหวนวงนั้นเป็นแหวนที่เธอเพิ่งให้เมฆาไปเมื่อสัปดาห์ก่อน และมันไม่ได้อยู่บนนิ้วของเขา แต่มันถูกวางทิ้งไว้พร้อมกับเศษจดหมายที่ถูกฉีกขาดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย
นี่คือจุดเริ่มต้นของการทดสอบที่โหดร้ายที่สุดในชีวิตของเธอ หรือคือการปลดแอกที่ต้องแลกด้วยหัวใจกันแน่?
***
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับ "ระยะห่างระหว่างเราคือดวงดาว" นะคะ - แสงดาวพร่างพราว
ระยะห่างระหว่างเราคือดวงดาว•ตอนที่ 1
เสียงเปียโนที่ไม่ได้ยิน
ผลงานโดย แสงดาวพร่างพราว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แสงดาวพร่างพราว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ระยะห่างระหว่างเราคือดวงดาว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!