“ถ้าคุณก้าวขึ้นไปบนเวทีนั้นแล้ว... นั่นหมายความว่าคุณเลือกที่จะวางมือจากความฝันเดิมของครอบครัวไว้ข้างหลังตลอดกาลนะ รินรดา คุณมั่นใจแล้วจริงๆ ใช่ไหม”
คำถามนั้นไม่ใช่คำขู่ แต่มันคือการพิพากษาจากความเงียบที่กดทับอยู่ในห้องซ้อมเปียโนหลังเก่า เสียงของเมฆาดังสะท้อนก้องในความทรงจำ แม้ในตอนนี้เขายืนอยู่ข้างกายท่ามกลางแสงไฟสลัวหลังเวทีงานการกุศลที่หรูหราที่สุดของปี รินรดาไม่ได้ตอบคำถามนั้นด้วยวาจา เธอเพียงแต่ก้มลงมองมือของตนเองที่สั่นเทาเล็กน้อย นิ้วเรียวยาวค่อยๆ ไล้ไปตามขอบเปียโนแกรนด์เปียโนสีดำขลับราวกับกำลังหยั่งเชิงกับโชคชะตา
“เมฆาคะ... ถ้าฝันที่เคยเป็นแค่ดวงดาวไกลลิบ กำลังจะกลายเป็นความจริงที่ฉันคว้าไว้ได้ คุณจะดึงฉันไว้ หรือจะปล่อยให้ฉันเดินไปให้สุดทางคะ”
รินรดาหันไปหาเขา ดวงตาคู่สวยรื้นไปด้วยหยาดน้ำใส เธอเห็นเงาสะท้อนของความเจ็บปวดที่เขาซ่อนไว้หลังรอยยิ้มจางๆ เมฆาไม่ได้ตอบทันที เขายกมือขึ้นปัดไรผมที่ปรกหน้าผากเธออย่างแผ่วเบา สัมผัสที่คุ้นเคยนั้นทำให้อกข้างซ้ายของเธอปวดหนึบ
“ผมไม่มีสิทธิ์ดึงใครไว้หรอกครับริน... โดยเฉพาะคนที่มีปีกแสนสวยแบบคุณ” เขาพูดพลางเบนสายตาไปทางอื่น “ขึ้นไปเถอะ งานเริ่มแล้ว ผู้ชมกำลังรอฟังเสียงดนตรีที่คุณรักที่สุดอยู่”
เสียงปรบมือจากโถงใหญ่ด้านนอกดังแว่วเข้ามาราวกับเสียงคลื่นที่ซัดเข้าฝั่ง รินรดาสูดลมหายใจเข้าลึก กลิ่นน้ำหอมราคาแพงและกลิ่นอายของความกดดันปะปนกันจนทำให้เธอรู้สึกวิงเวียน แต่นี่คือจุดที่เธอเลือกเอง—จุดที่เส้นทางของนักเปียโนอาชีพกับชีวิตที่ถูกตีกรอบโดยครอบครัวมาบรรจบกันเพียงชั่วคราว เธอเดินก้าวออกไปสู่แสงไฟที่สาดส่องลงมาจนตาพร่า เสียงฮือฮาของแขกผู้มีเกียรติในชุดราตรีตระการตาเงียบกริบลงเมื่อเธอนั่งลงบนเก้าอี้เปียโน
ทว่าในจังหวะที่ปลายนิ้วสัมผัสคีย์แรกเพื่อบรรเลงบทเพลงที่ซ้อมมานับพันครั้ง สายตาของรินรดากลับเหลือบไปเห็นเงาร่างหนึ่งในมุมมืดของแถวที่สี่ของเวที
นั่นไม่ใช่แขกทั่วไป แต่เป็น 'คุณหญิงภัทรา' มารดาของเธอ ผู้ที่ลั่นวาจาไว้ว่าหากรินรดาเลือกก้าวขึ้นมาบนเวทีนี้เพียงครั้งเดียว เธอจะตัดขาดจากสถานะทายาทตระกูลใหญ่ทันที รินรดาชะงักไปครู่หนึ่ง หัวใจเต้นรัวแรงจนแทบจะหลุดออกมาจากอก ความกลัวเข้าจู่โจมจนมือเริ่มเย็นเฉียบ แต่ในวินาทีที่เธอกำลังจะถอดใจ เสียงกระซิบของเมฆาก็ดังขึ้นในความทรงจำ ‘คุณมีปีกริน... และคุณต้องบิน’
เธอตัดสินใจกดคีย์เปียโนลงไปหนักแน่น เสียงดนตรีที่พรั่งพรูออกมานั้นทรงพลังและบาดลึก มันคือการระบายความอัดอั้นตลอดหลายปีผ่านท่วงทำนองที่ไม่มีใครเคยได้ยินมาก่อน ในขณะที่เธอกำลังดำดิ่งลงไปในห้วงแห่งอารมณ์นั้นเอง เมฆาที่ยืนมองอยู่หลังเวทีก็รู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่างที่หัวใจ เขาพิงผนังด้วยความอ่อนแรง มือหนึ่งกุมที่หน้าอกข้างซ้ายแน่น ความเจ็บปวดที่ซ่อนมานานเริ่มประท้วงการมีอยู่ของมันอย่างรุนแรง
ทว่าเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อเสียงเพลงใกล้จะถึงท่อนโคลด้าอันแสนงดงาม ชายในชุดสูทสีดำสนิทสามคนเดินก้าวตรงเข้ามายังหลังเวที พวกเขาตรงเข้าหาเมฆาที่กำลังทรุดตัวลงกับพื้นอย่างรวดเร็ว หนึ่งในนั้นโน้มตัวลงกระซิบข้างหูเขาด้วยน้ำเสียงเย็นชาที่ทำให้คนฟังรู้สึกหนาวสะท้านถึงกระดูก
“คุณหนีมานานพอแล้วครับ คุณเมฆา... นายท่านสั่งให้เราพาตัวคุณกลับไปเดี๋ยวนี้ ไม่ว่าจะเป็นตายหรือเป็น... และหลังจากที่คุณไปแล้ว อย่าหวังว่าจะได้ติดต่อกับผู้หญิงคนบนเวทีนั้นอีก”
เสียงเปียโนยังคงก้องกังวานอย่างทรงพลังในโถงใหญ่ รินรดาหลับตาพริ้ม สัมผัสได้ถึงอิสรภาพที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในใจโดยไม่รู้เลยว่า หลังม่านเวทีที่เธอเพิ่งก้าวจากมานั้น โลกทั้งใบของเธอกำลังจะพังทลายลงพร้อมกับการหายตัวไปของคนที่รักเธอที่สุด
แสงดาวพร่างพราวขอบพระคุณทุกหัวใจที่ร่วมเดินทางมาถึงช่วงเวลาที่เปียโนบรรเลงเป็นเพื่อนหัวใจในบทนี้ด้วยกันนะคะ
ระยะห่างระหว่างเราคือดวงดาว•ตอนที่ 39
ฝันที่กลายเป็นจริง
ผลงานโดย แสงดาวพร่างพราว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แสงดาวพร่างพราว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ระยะห่างระหว่างเราคือดวงดาว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!