“ถ้าการเซ็นชื่อลงบนกระดาษแผ่นนี้ คือวิธีเดียวที่จะลบภาพความพินาศของอาจารย์ทวีศักดิ์ไปจากเส้นทางดนตรีของเขา... แม่ก็จงส่งปากกามาให้รินเดี๋ยวนี้ค่ะ”
รินรดาเอ่ยประโยคนั้นด้วยน้ำเสียงที่นิ่งสนิท ทว่าดวงตากลับไหวระริกเหมือนเปลวเทียนที่ถูกลมพัดแรง มือของเธอเย็นเฉียบขณะคว้าปากกาด้ามหรูจากมือมารดาที่ยังคงขยับยิ้มมุมปากอย่างผู้ชนะ กระดาษสัญญาฉบับนั้นดูหนักอึ้งราวกับแผ่นหินที่ทับลงบนหัวใจของเธอ ในวินาทีที่ปลายปากกาแตะลงบนเส้นบรรทัด รินรดารู้สึกเหมือนเสียงเปียโนที่เธอรักที่สุดในชีวิตกำลังแตกสลายกลายเป็นผงธุลี
“ฉลาดมากรินรดา” มารดาของเธอเอ่ยเพียงเท่านั้น ก่อนจะเดินทอดน่องออกจากห้องทำงานไป ทิ้งให้เธอทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้ตัวเก่า ราวกับคนหมดแรงจะพยุงชีวิต
รินรดาไม่ได้ร้องไห้ เธอเพียงแต่มองออกไปนอกหน้าต่างผ่านผ้าม่านโปร่ง ความมืดมิดของยามค่ำคืนในกรุงเทพฯ ไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกโดดเดี่ยวเท่ากับความว่างเปล่าในอก เธอต้องแลกอิสรภาพเพื่อซื้ออนาคตของคนอื่น ทั้งที่ตัวเธอเองกลับกำลังจมดิ่งลงสู่ก้นบึ้งของมหาสมุทรที่มองไม่เห็นฝั่ง
เสียงเคาะกระจกเบาๆ ดังขึ้นสามครั้งที่หน้าต่างบานข้างโต๊ะทำงาน เสียงที่คุ้นเคยจนหัวใจของเธอเต้นผิดจังหวะ
รินรดารีบปาดน้ำตาที่เริ่มรื้นขึ้นมาคลอเบ้า ก่อนจะเปิดหน้าต่างออก ภาพของชายหนุ่มในเสื้อฮู้ดสีเข้มที่ยืนหลบมุมอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ทำให้เธอแทบหยุดหายใจ เมฆา... เขามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร ในเวลาที่เธออ่อนแอที่สุดเช่นนี้
“เธอ... มาทำไมคะ” เสียงของเธอสั่นเครือจนกลายเป็นกระซิบ
เมฆาไม่ตอบในทันที เขามองดูใบหน้าซีดเผือดของหญิงสาว ก่อนจะตัดสินใจปีนเข้ามาในห้องอย่างเงียบเชียบ เขารู้ดีว่าความสัมพันธ์ของพวกเขามันเหมือนการเดินบนเส้นด้าย แต่วันนี้ เส้นด้ายนั้นดูเหมือนกำลังจะขาดสะบั้นลง
“ผมรู้เรื่องที่แม่คุณขู่คุณแล้ว” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่แฝงด้วยความเจ็บปวด “อย่าทำแบบนี้ริน... อย่าขายอนาคตตัวเองเพียงเพื่อจะรักษาคนอื่นไว้”
“แล้วรินจะทำอย่างไรได้คะเมฆา?” รินรดาโพล่งออกมา น้ำตาสายหนึ่งไหลผ่านแก้ม “อาจารย์ทวีศักดิ์เปรียบเหมือนพ่อคนที่สองของริน ท่านทุ่มเทให้รินมาตลอด ถ้าชื่อเสียงของท่านต้องมัวหมองเพราะริน รินจะให้อภัยตัวเองได้อย่างไร”
เมฆาขยับเข้าไปใกล้ เธอสัมผัสได้ถึงไออุ่นที่แผ่ออกมาจากตัวเขา มันเป็นความอบอุ่นที่ทำให้หัวใจที่เย็นเฉียบของเธอเริ่มกลับมาเต้นแรงอีกครั้ง เขาเอื้อมมือมาเช็ดน้ำตาให้เธอแผ่วเบา ปลายนิ้วของเขาไม่ได้สั่นไหวเหมือนใจของเธอ แต่ดวงตาคมคู่นั้นกลับสะท้อนความอาลัยอาวรณ์ที่เธอไม่เคยเข้าใจ
“คุณมองผมสิริน” เขาบังคับให้เธอสบตา “คุณไม่ใช่ดวงดาวที่ต้องหมุนตามแรงดึงดูดของใคร คุณคือแสงสว่างในตัวเอง... ถ้าคุณยอมก้มหัวให้สิ่งนี้ ชีวิตที่เหลือของคุณจะเป็นแค่กรงขังที่สวยหรูเท่านั้น”
“แต่ถ้าไม่มีคุณ... กรงขังนั้นก็คงไม่ต่างจากนรกสำหรับรินเหมือนกัน”
ประโยคนั้นทำให้เมฆาชะงัก ลมหายใจของเขาติดขัด เขาอยากจะรวบเธอเข้ามาไว้ในอ้อมกอด อยากจะบอกความจริงเรื่องอาการป่วยที่กัดกินชีวิตเขาอยู่ทุกวัน อยากจะบอกว่าที่เขาต้องผลักไสเธอออกไป ก็เพราะเขากลัวว่าวันหนึ่งรินรดาจะต้องมานั่งร้องไห้ข้างเตียงคนป่วยที่ไม่มีวันหาย แต่คำพูดเหล่านั้นกลับจุกอยู่ที่คอ
“ผมมีบางอย่างจะให้คุณ” เมฆาล้วงกระเป๋าหยิบสมุดบันทึกเล่มเล็กออกมา “นี่คือโน้ตเพลงที่ผมแต่งให้คุณ... เพลงที่ผมอยากให้คุณเล่นในวันคอนเสิร์ตใหญ่ของคุณ ไม่ใช่ในฐานะหุ่นเชิดของใคร แต่ในฐานะของรินรดา นักเปียโนที่มีหัวใจเป็นของตัวเอง”
รินรดารับสมุดเล่มนั้นมา มือของเขาสัมผัสกับมือของเธอ มันเป็นสัมผัสที่จุดประกายความหวังในความมืดมน เธอมองหน้าเขา สังเกตเห็นความอ่อนล้าที่ซ่อนอยู่ใต้แววตาคู่นั้นอย่างชัดเจนขึ้นเป็นครั้งแรก
“เมฆา... คุณกำลังปิดบังอะไรอยู่หรือเปล่าคะ?” เธอถาม เสียงที่ใช้มีความหนักแน่นขึ้น
เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มออกมา เป็นรอยยิ้มที่เศร้าที่สุดเท่าที่เธอเคยเห็น “ผมแค่... อยากเห็นคุณมีชีวิตที่สดใสที่สุดเท่านั้นเองครับริน”
ในจังหวะที่เธอกำลังจะเอ่ยปากถามต่อ ประตูด้านหน้าห้องก็ถูกเปิดผางออกอย่างแรง เสียงฝีเท้าที่หนักแน่นของบอดี้การ์ดหลายคนดังขึ้นตามด้วยเสียงของมารดาที่เยือกเย็นยิ่งกว่าเดิม
“ดูเหมือนว่าหนูจะยังไม่เข้าใจสถานะของตัวเองนะรินรดา” เสียงของแม่เธอดังแทรกเข้ามาในห้องที่เงียบสงัด “และดูเหมือนว่าขยะชิ้นนี้... จะทำหน้าที่เป็นตัวถ่วงได้ดีเกินคาดเสียด้วย”
ก่อนที่เมฆาจะทันได้ขยับตัว ชายชุดดำสองคนก็พุ่งเข้ามาล็อกแขนของเขาไว้ รินรดากรีดร้องและถลาเข้าไปหา แต่กลับถูกมารดาจับข้อมือไว้แน่นจนเจ็บ “ถ้าอยากให้ผู้ชายคนนี้ยังมีชีวิตอยู่ล่ะก็... เซ็นเอกสารฉบับที่สองนี่ซะ”
รินรดาเบิกตากว้างเมื่อเห็นเอกสารฉบับใหม่ที่ถูกยื่นมาตรงหน้า มันไม่ใช่แค่สัญญาแต่งงาน แต่มันคือใบมอบอำนาจโอนกรรมสิทธิ์ทุกอย่างที่เธอมีให้ครอบครัวทั้งหมด รวมถึงการตัดขาดจากโลกของเสียงดนตรีอย่างถาวร
เมฆาหันมามองเธอ สายตาของเขาเปลี่ยนไปจากความอบอุ่นกลายเป็นความเด็ดเดี่ยว “อย่าเซ็น... ริน อย่าทำลายตัวเองเพื่อผม!”
“เลือกมาสิรินรดา” มารดาของเธอกดดันด้วยเสียงต่ำ “ระหว่างอนาคตของคนรักที่กำลังจะตาย กับชีวิตของอาจารย์ที่เธอเคารพ... ใครกันที่จะต้องพินาศเพราะความดื้อรั้นของเธอ?”
ขอบคุณที่เดินทางผ่านเส้นทางชีวิตและดวงดาวไปพร้อมกับรินรดานะคะ
แสงดาวพร่างพราว
ระยะห่างระหว่างเราคือดวงดาว•ตอนที่ 31
แสงดาวในใจ
ผลงานโดย แสงดาวพร่างพราว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แสงดาวพร่างพราว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ระยะห่างระหว่างเราคือดวงดาว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!