ระยะห่างระหว่างเราคือดวงดาว•ตอนที่ 13

เยี่ยมเยือนคนสำคัญ

ผลงานโดย แสงดาวพร่างพราว
"ถอยไป รินไม่เชื่อว่านี่คือทางออกที่ดีที่สุดสำหรับเราสองคน!" รินรดาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นพร่าขณะยืนเผชิญหน้ากับประตูกระจกบานเลื่อนของหอผู้ป่วยพิเศษ กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อที่อบอวลอยู่ในอากาศดูเหมือนจะบีบหัวใจของเธอให้เล็กลงจนแทบหายใจไม่ออก ในมือของเธอมีช่อดอกลิลลี่สีขาวที่กลีบเริ่มช้ำจากการบีบกระชับแน่นของนิ้วมือ นี่คือครั้งแรกที่เธอตัดสินใจก้าวเข้ามาในสถานที่แห่งนี้... สถานที่ที่เมฆาเลือกจะใช้เป็นป้อมปราการกั้นกลางระหว่างความฝันของเธอกับความจริงอันโหดร้ายของเขา มือเรียวบางของหญิงสาวผลักบานประตูเข้าไปอย่างแผ่วเบา ภาพที่เห็นตรงหน้าคือแผ่นหลังกว้างของชายหนุ่มที่นั่งอยู่ริมหน้าต่าง เขาสวมชุดคนไข้สีฟ้าหม่น แสงสลัวจากภายนอกขับเน้นให้ไหล่ของเขาดูทรุดโทรมและเปราะบางกว่าที่เธอเคยจำได้ เส้นผมสีเข้มที่เคยจัดทรงเป็นระเบียบกลับดูยุ่งเหยิงราวกับเขากำลังต่อสู้กับพายุภายในใจ เมฆาไม่ได้หันกลับมา เขารู้ว่าใครยืนอยู่ตรงนั้นด้วยสัมผัสบางอย่างที่คุ้นเคย "ริน... เธอไม่ควรมาที่นี่" เสียงของเขาแหบพร่าและเย็นชา มันไม่ใช่ความเย็นชาที่เกิดจากความเกลียดชัง แต่เป็นกำแพงที่เขาพยายามก่อขึ้นมาเพื่อปกป้องเธอจากเศษเสี้ยวชีวิตที่กำลังจะแตกสลายของเขา รินรดาวางช่อดอกไม้ลงบนโต๊ะข้างเตียง เสียงดอกไม้กระทบพื้นผิวพลาสติกดังเบาๆ แต่กลับบาดลึกในความเงียบ "ความลับมันมีอายุไขของมันนะเมฆา แล้วความลับของเธอก็หมดอายุตั้งแต่วินาทีที่หมอโทรหาฉันเมื่อวานนี้แล้ว" เมฆาหมุนรถเข็นกลับมา ดวงตาของเขาที่เคยเต็มไปด้วยประกายอบอุ่นบัดนี้กลับหม่นแสงลงราวกับดวงดาวที่ดับวูบไปนานแล้ว เขายิ้ม... รอยยิ้มที่ทำให้หัวใจของรินรดาปวดแปลบเหมือนถูกมีดกรีด "หมอพูดอะไรบ้าง" เขาถามเรียบๆ สายตามองต่ำไปที่ฝ่ามือของตัวเอง "หมอบอกว่าเธอไม่ยอมรับการรักษา... เธอเลือกที่จะรอเวลาให้ทุกอย่างมันค่อยๆ เลือนหายไปเหมือนเพลงที่เล่นไม่จบ" รินรดาก้าวเข้าไปหาเขา กลิ่นหอมจางๆ จากตัวของเธอกระทบกับจมูกของเขา มันเป็นกลิ่นของอิสรภาพ กลิ่นของความฝันที่เธอกำลังจะไปถึง ซึ่งเขากำลังทำตัวเป็นโซ่ตรวนรั้งเธอไว้ "ริน ฟังนะ" เขาเงยหน้าขึ้น สบตากับเธอด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความรวดร้าว "ถ้าเธออยู่ตรงนี้ เธอก็จะเห็นฉันค่อยๆ เหี่ยวเฉาไปเหมือนดอกไม้ในแจกันนั่น ชีวิตของเธอมีไว้เพื่อแสดงบนเวทีที่งดงาม ไม่ใช่มานั่งเฝ้าคนป่วยที่ไม่มีอนาคตในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ แบบนี้" "แล้วเธอถามฉันหรือยังว่าอนาคตของฉันมีความหมายอะไร ถ้าในที่นั่งแถวหน้าสุดไม่มีเธออยู่ตรงนั้น!" คำพูดของรินรดาดังสะท้อนก้องในห้องที่เงียบงัน เธอคุกเข่าลงเบื้องหน้าเขา กุมมือที่เย็นเฉียบของชายหนุ่มไว้แน่น ความอบอุ่นจากฝ่ามือของเธอพยายามส่งผ่านไปเพื่อปลุกให้เขากลับมามีชีวิตอีกครั้ง เมฆาสะดุ้งเล็กน้อย แต่เขาไม่ได้ดึงมือออก เขาเพียงแค่หลับตาลง ปล่อยให้น้ำตาหยดหนึ่งไหลผ่านแก้มซูบตอบ "ริน... ฉันมีเวลาไม่มากนัก และฉันไม่ได้หมายถึงแค่เรื่องอาการป่วยของฉัน แต่หมายถึงช่วงเวลาที่เธอต้องบินไปออดิชั่นที่เวียนนาในอีกสองอาทิตย์ข้างหน้าต่างหาก" เขาลืมตาขึ้นจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ "ถ้าฉันดึงเธอไว้ ฉันคือคนที่เห็นแก่ตัวที่สุดในโลก แต่ถ้าฉันปล่อยเธอไป... ใจของฉันก็คงไม่เหลือชิ้นดี" รินรดาบีบมือเขาแน่นขึ้น ราวกับจะยึดเหนี่ยวเขาไว้กับโลกใบนี้ "ถ้าอย่างนั้น เราก็เลิกเลือกเส้นทางที่ต้องเสียสละอะไรไปสักอย่างเถอะ เมฆา... เราจะสู้ไปพร้อมกัน ไม่ว่าจะเหลือเวลาเท่าไหร่ หรืออนาคตจะเป็นยังไง อย่างน้อยวินาทีนี้เธอก็ยังอยู่ตรงนี้ และฉันก็ยังอยู่ตรงนี้" "เธอมันดื้อรั้นจริงๆ" เขาพึมพำ แต่ทว่าน้ำเสียงนั้นกลับมีความอ่อนโยนซ่อนอยู่ลึกๆ "ถ้าฉันไม่ดื้อ ฉันก็คงไม่เลือกตกหลุมรักคนอย่างเธอหรอก" เธอยิ้ม ทั้งน้ำตา ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังผ่อนคลายลง ความเงียบที่ผิดปกติก็ถูกแทรกแซงด้วยเสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนที่เดินเข้ามาใกล้ประตูห้อง รินรดาหันไปมองตามสัญชาตญาณ ประตูห้องถูกผลักออกกว้างโดยพยาบาลที่มีสีหน้าตื่นตระหนก ตามด้วยชายวัยกลางคนที่ดูน่าเกรงขามในชุดสูทสีเข้มที่เธอคุ้นเคยเป็นอย่างดี "คุณพ่อ..." รินรดาอุทานออกมาด้วยความตกใจ ขาของเธอแทบทรุดลงกับพื้น บิดาของเธอก้าวเข้ามาในห้อง สายตาเย็นชาจ้องมองไปที่ชายหนุ่มบนรถเข็นก่อนจะหันมามองลูกสาวด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก "ฉันบอกแล้วใช่ไหมรินรดา ว่าที่นี่ไม่ใช่ที่ที่คนอย่างเธอควรจะเอาอนาคตมาทิ้งไว้... และดูเหมือนว่าฉันจะมาได้ถูกจังหวะพอดี ที่จะได้จัดการเรื่องการเดินทางไปเวียนนาของเธอให้เด็ดขาดเสียที" เมฆาตัวแข็งทื่อ เขาพยายามจะขยับรถเข็นถอยห่าง แต่บิดาของรินรดากลับวางมือหนาลงบนไหล่ของเขาด้วยแรงกดที่บ่งบอกถึงการคุกคามอย่างชัดเจน "ผมว่าเรามีเรื่องต้องคุยกันหน่อยนะ... ไอ้หนุ่ม" เสียงหัวใจของรินรดาเต้นระรัวราวกับกลองที่กำลังจะแตกดับ นี่คือบททดสอบที่โหดร้ายที่สุด และเธอก็ไม่รู้เลยว่ารอยยิ้มที่บิดาของเธอแสดงออกมานั้น หมายถึงจุดจบของความรักของเธอหรือหมายถึงจุดเริ่มต้นของความพินาศกันแน่... แสงดาวพร่างพราวหวังว่ารี้ดเดอร์จะยังคงเดินเคียงข้างรินรดาไปจนถึงบรรทัดสุดท้ายของความเจ็บปวดครั้งนี้ด้วยกันนะคะ
สารจากนักเขียน (แสงดาวพร่างพราว)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ระยะห่างระหว่างเราคือดวงดาว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%