“ถ้าจะมาเพื่อบอกลา... ก็ขอให้ทำโดยไม่มีน้ำตาได้ไหมริน”
เสียงของเมฆาแหบพร่าราวกับเศษแก้วที่บาดลึกอยู่ในลำคอ เขาไม่ได้หันมามองรินรดา แต่นัยน์ตาที่ทอดมองออกไปนอกหน้าต่างห้องฉุกเฉินนั้นสะท้อนเพียงความว่างเปล่า ร่างกายที่เคยแข็งแรงดูเล็กลงถนัดตาภายใต้ชุดผู้ป่วยสีซีดจาง กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อที่อบอวลอยู่ในอากาศบีบคั้นหัวใจของรินรดาจนแทบหายใจไม่ออก
รินรดากำสายกระเป๋าเป้ในมือแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด เธอขยับเข้าไปใกล้เตียงคนไข้ ช้าๆ ราวกับกลัวว่าหากขยับเร็วไป ภาพตรงหน้าจะสลายกลายเป็นเพียงฝุ่นผง “เมฆ... คุณพูดเรื่องอะไรคะ ที่นี่ไม่ใช่ที่สำหรับบอกลาเสียหน่อย คุณแค่ต้องพักผ่อน... แค่ไม่กี่วันเท่านั้น”
“ความหวังเป็นเรื่องที่โหดร้ายที่สุดนะริน” เมฆาหันกลับมาสบตาเธอ ดวงตาที่เคยเป็นดั่งท้องฟ้ากว้างใหญ่ยามค่ำคืนบัดนี้กลับเต็มไปด้วยหยาดหมอกแห่งความเหนื่อยล้า “อย่าเสียเวลากับคนที่มีเวลาเหลือไม่มากไปกว่าเม็ดทรายในนาฬิกาที่กำลังถูกเขย่าเลย”
รินรดาวางมือลงบนมือนิ่งสนิทของเขา ผิวสัมผัสของเขาร้อนผ่าวผิดปกติ เธอพยายามฝืนยิ้มแม้ขอบตาจะเริ่มร้อนผะผ่าว “เมฆ คุณจำได้ไหมที่เราเคยสัญญาว่าถ้าวันหนึ่งรินได้ขึ้นแสดงเปียโนบนเวทีใหญ่ คุณจะเป็นคนแรกที่นั่งอยู่แถวหน้าสุดเพื่อฟังรินเล่นเพลงที่แต่งให้คุณ... วันนั้นใกล้เข้ามาแล้วนะ รินยังไม่ทันได้เริ่มซ้อมเลย คุณจะทิ้งให้รินขึ้นเวทีคนเดียวหรือคะ?”
เมฆาดึงมือออกอย่างแผ่วเบา แต่หนักแน่นในความหมาย เขาเบือนหน้าหนีไปทางอื่น เสียงเครื่องวัดชีพจรดังสม่ำเสมอเป็นจังหวะที่น่าหงุดหงิด มันย้ำเตือนถึงสิ่งที่เขาพยายามปิดบังมาตลอด
“ริน... เส้นทางของเธอคือดวงดาว ส่วนเมฆก็เป็นแค่ก้อนเมฆที่กำลังจะถูกลมพัดหายไป ถ้าเธอเอาแต่มองหาเมฆ เธอจะไม่มีวันเห็นทางเดินที่สว่างไสวของตัวเอง”
“รินไม่ต้องการดวงดาวที่ไหนทั้งนั้น!” รินรดาเผลอขึ้นเสียง ก่อนจะลดระดับลงเมื่อเห็นพยาบาลเดินผ่านประตูเข้ามา เธอโน้มตัวลงไปกระซิบข้างหูเขา น้ำเสียงสั่นเครือ “รินต้องการแค่คนที่รักษาสัญญา... รินรู้ว่าคุณเหนื่อย แต่ได้โปรด อย่าเพิ่งเลือกที่จะหลับไปในวันที่รินกำลังจะมองเห็นอนาคตของตัวเองชัดเจนที่สุดเลยนะคะ”
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องพักฟื้นอีกครั้ง มีเพียงเสียงลมหายใจแผ่วๆ ของเมฆาที่ดังแข่งกับเครื่องช่วยชีวิต รินรดามองดูใบหน้าของคนที่เธอแอบหลงรักมาตลอดตั้งแต่สมัยเรียนดนตรีด้วยกัน เขาไม่ได้เป็นเพียงคู่คิด แต่เขาคือท่วงทำนองเดียวที่ทำให้เปียโนของเธอมีความหมาย
ทันใดนั้น เสียงเตือนจากเครื่องวัดชีพจรก็แผดดังลั่นห้อง กราฟที่เคยขึ้นลงเป็นจังหวะปกติกลับกลายเป็นเส้นตรงที่สั่นไหวอย่างรุนแรง ผิวหน้าของเมฆาซีดเผือดลงจนเกือบโปร่งแสง เขากำผ้าปูที่นอนแน่นจนปลายนิ้วเปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำ
“เมฆ! พยาบาลคะ! ช่วยด้วย!” รินรดาร้องเรียกสุดเสียง พลันร่างของเมฆาก็กระตุกวูบ ดวงตาของเขาเบิกกว้างราวกับกำลังเห็นสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น เขาคว้าข้อมือของรินรดาไว้แน่น แรงบีบนั้นมหาศาลจนเธอรู้สึกเจ็บ แต่เธอก็ไม่คิดจะสะบัดออก
“ริน...” เขาขยับปากเบาๆ เสียงนั้นแทบไม่มีตัวตน “ในลิ้นชักโต๊ะทำงานของผม... มีซองจดหมายสีน้ำเงิน... อย่าเปิดอ่าน... จนกว่าผมจะไม่อยู่ตรงนี้แล้ว... และอย่าหันหลังกลับมา... ไม่ว่าจะได้ยินเสียงอะไรก็ตาม”
ประตูห้องถูกเปิดออกอย่างแรง ทีมแพทย์และพยาบาลกรูเข้ามาล้อมรอบเตียงคนไข้ รินรดาถูกผลักออกไปด้านนอกด้วยความโกลาหล เธอยืนนิ่งราวกับรูปปั้นท่ามกลางผู้คนที่วิ่งวุ่น ความหนาวเย็นที่เธอไม่เคยสัมผัสมาก่อนซึมลึกเข้าสู่กระดูกสันหลัง
วินาทีที่ประตูห้องฉุกเฉินปิดสนิทลงเบื้องหน้าเธอ รินรดาเห็นเงาร่างของใครบางคนยืนพิงผนังอยู่ตรงมุมมืดของทางเดิน เป็นผู้ชายในชุดสูทสีเข้มที่เธอไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน เขาสวมหมวกปีกกว้างปิดบังใบหน้าครึ่งหนึ่ง แต่ที่น่าขนลุกคือในมือของเขามีแฟ้มเอกสารที่ประทับตราของโรงพยาบาล ซึ่งเขียนด้วยหมึกสีแดงฉานว่า ‘ข้อมูลลับ: ผู้ป่วยกรณีพิเศษ’
ชายคนนั้นค่อยๆ เงยหน้าขึ้น สบตากับรินรดาผ่านแว่นตากรอบเงิน ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยที่ทำให้หัวใจของเธอแทบหยุดเต้น “คุณรินรดาครับ... เมฆาไม่ได้บอกคุณใช่ไหม ว่าอาการป่วยของเขา... ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ และคนที่พาเขามารับการรักษาที่นี่... ไม่ใช่หมอ แต่เป็นคนจากฝั่งที่เขาพยายามหนีมาตลอด”
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านความสับสนและความเจ็บปวดไปกับรินรดาในตอนนี้ด้วยหัวใจที่บอบบางของแสงดาวพร่างพราวคนนี้นะคะ
ระยะห่างระหว่างเราคือดวงดาว•ตอนที่ 12
ความหวังที่ริบหรี่
ผลงานโดย แสงดาวพร่างพราว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แสงดาวพร่างพราว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ระยะห่างระหว่างเราคือดวงดาว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!