“นิ้วของคุณสั่น... รินรดา”
น้ำเสียงทุ้มต่ำของเมฆาดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันภายในห้องซ้อมเปียโนหลังเก่า กลิ่นอายของไม้สนเก่าและฝุ่นจางๆ ลอยอบอวลไปทั่วอากาศ รินรดาชะงักนิ้วที่กำลังค้างอยู่เหนือลิ่มคีย์สีขาวนวล เธอสูดลมหายใจเข้าลึกจนสุดปอด พยายามสะกดกลั้นอาการสั่นไหวของปลายนิ้วที่เกิดจากความประหม่าและความกดดันที่ฝังลึกอยู่ในใจ
“มันไม่ใช่เพราะความกลัวหรอกค่ะ” รินรดาตอบโดยไม่หันไปมองชายหนุ่มที่ยืนพิงผนังอยู่ด้านหลัง “แต่เพราะฉันกำลังพยายามหา ‘ทำนอง’ ที่ไม่มีอยู่จริงในโน้ตเพลงไหนเลยต่างหาก”
เมฆาขยับตัวเข้ามาใกล้ จังหวะการก้าวของเขาเชื่องช้าและมั่นคง สายตาคมกริบของเขาจ้องมองไปยังแผ่นกระดาษโน้ตเปล่าที่วางอยู่บนแท่นวาง เขาไม่ได้เอื้อมมือไปสัมผัสเปียโน แต่กลับวางมือลงบนไหล่ของเธอแผ่วเบา สัมผัสที่อบอุ่นนั้นส่งผ่านความรู้สึกบางอย่างที่มากกว่ากำลังใจ—มันคือความเข้าใจในสิ่งที่เธอไม่ได้พูด
“เพลงที่ไม่มีชื่อ... มักเป็นเพลงที่ซื่อสัตย์ที่สุดนะ” เมฆากระซิบข้างหู น้ำเสียงของเขามีแรงดึงดูดประหลาดที่ทำให้รินรดารู้สึกเหมือนถูกดึงให้หลุดออกจากโลกของความคาดหวังจากครอบครัวที่กดทับมาตลอดชีวิต “ลองลืมเรื่องเทคนิค ลืมเรื่องจังหวะที่ถูกต้อง ลืมว่าใครจะฟัง... แล้วกดมันลงไปตามที่หัวใจคุณสั่งเถอะ”
รินรดาหลับตาลง เธอจินตนาการถึงภาพท้องฟ้าในคืนที่ไร้ดวงดาว ภาพของความฝันที่เธอเคยถูกสั่งให้พับเก็บไว้ในกล่องไม้เก่าๆ ปลายนิ้วของเธอแตะลงบนลิ่มคีย์อย่างแผ่วเบา เสียงโน้ตตัวแรกดังกังวานขึ้น มันไม่หนักแน่นเหมือนเพลงคลาสสิกที่เธอเคยฝึกซ้อม แต่มันแผ่วโหย... หวานล้ำ และสั่นไหวไปกับความรู้สึกที่อัดอั้น
เมฆาขยับตัวไปนั่งที่เก้าอี้ตัวข้างๆ เขาไม่ได้พูดอะไร เพียงแต่เริ่มดีดคอร์ดกีตาร์โปร่งเบาๆ คลอไปกับทำนองที่รินรดากำลังค้นหา เขาไม่ใช่แค่คนฟัง แต่เป็นส่วนหนึ่งของทำนองนั้น เขารับเอาความสับสนของเธอมาแปรเปลี่ยนเป็นเสียงดนตรี เป็นการโต้ตอบที่ไร้ถ้อยคำ แต่กลับสื่อสารได้ลึกซึ้งยิ่งกว่าคำพูดใดๆ
ในจังหวะที่ทำนองเริ่มประสานกันอย่างลงตัว รินรดารู้สึกเหมือนกำแพงในใจที่เธอสร้างขึ้นเพื่อปกป้องตัวเองจากความล้มเหลวค่อยๆ พังทลายลง เธอหันไปมองเมฆา เห็นหยาดเหงื่อบางๆ บนหน้าผากของเขา และแววตาที่เจ็บปวดลึกๆ ในเสี้ยววินาทีที่เขาเผลอหลุดความเป็นตัวเองออกมา
“หยุดทำไมคะ?” รินรดาถามเมื่อเมฆาหยุดเล่นกะทันหัน
เขาก้มหน้าลง มือที่จับคอกีตาร์สั่นเล็กน้อย “แค่... นึกขึ้นได้ว่า ผมอาจจะไม่ควรอยู่ที่นี่นานเกินไป อนาคตของคุณไม่ได้มีไว้เพื่อให้ใครมาผูกติดอยู่กับความฝันที่ไร้ชื่อแบบนี้”
“เมฆา... ทำไมคุณถึงชอบผลักไสฉันอยู่เรื่อยเลยล่ะคะ” รินรดาขยับเข้าไปใกล้ ความโกรธเคืองที่ซ่อนอยู่ในความรักเริ่มปะทุขึ้น “คุณช่วยฉันแต่งเพลง คุณให้กำลังใจฉัน แต่พอฉันเริ่มจะเห็นภาพว่าชีวิตมันสามารถเป็นแบบไหนได้บ้าง คุณกลับถอยห่าง คุณกลัวอะไรกันแน่?”
เมฆาเงยหน้าขึ้นสบตาเธอ แววตาของเขาไม่ได้มีความเย็นชาอย่างที่เคยแสดงออก แต่มันเปี่ยมไปด้วยความโศกเศร้าที่ไม่อาจแก้ไขได้ “ผมกลัวว่าวันหนึ่งเมื่อเพลงนี้จบลง... คุณจะพบว่าความฝันที่คุณเลือกเองนั้น มันอาจจะเป็นเส้นทางที่ต้องเดินไปเพียงลำพัง เพราะคนอย่างผมไม่มีสิทธิ์จะเดินเคียงข้างคุณไปจนสุดทางได้”
บรรยากาศในห้องเปลี่ยนจากความอบอุ่นของดนตรีกลายเป็นความตึงเครียดที่แทบจะหยุดหายใจ รินรดากำลังจะเอ่ยปากถามถึงสาเหตุของความลับที่เขาซ่อนไว้ แต่เสียงเคาะประตูที่ดังขึ้นอย่างรุนแรงจากด้านนอกก็ทำลายความเงียบนั้นจนแตกกระจาย
ประตูก็ถูกเปิดออกพร้อมกับร่างของผู้ชายในชุดสูทสีเข้ม—คนสนิทของพ่อเธอที่เธอไม่ได้พบมานานหลายปี เขายืนตระหง่านอยู่ตรงกรอบประตูด้วยสายตาเย็นชาที่มองผ่านเมฆาไปเหมือนเขาไม่มีตัวตน
“คุณหนูคะ ท่านประธานให้มารับตัวกลับเดี๋ยวนี้ครับ” ชายคนนั้นกล่าวเสียงเรียบ “ทางครอบครัวเตรียมการแสดงเปิดตัวสำหรับคุณที่หอแสดงดนตรีแห่งชาติไว้แล้วในสัปดาห์หน้า และเราไม่มีเวลาเหลือพอให้มาเล่นสนุกกับคนแปลกหน้าที่นี่อีกต่อไป”
รินรดานิ่งค้างราวกับถูกสาป ความจริงที่เธอพยายามหนีมาตลอดกำลังไล่ตามเธอมาถึงที่นี่ เมฆาลุกขึ้นยืนอย่างเชื่องช้า เขาวางกีตาร์ลงแล้วหันหลังให้เธอโดยไม่แม้แต่จะร่ำลา ทิ้งให้เธอต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่บีบคั้นที่สุดในชีวิต
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านเสียงดนตรีและความสับสนของรินรดาไปกับแสงดาวพร่างพราวในตอนนี้นะคะ
ระยะห่างระหว่างเราคือดวงดาว•ตอนที่ 11
ทำนองเพลงที่ไร้ชื่อ
ผลงานโดย แสงดาวพร่างพราว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แสงดาวพร่างพราว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ระยะห่างระหว่างเราคือดวงดาว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!