“คุณหมอคะ... ช่วยพูดอีกครั้งได้ไหมคะ ว่าที่พูดมาทั้งหมดมันไม่ใช่เรื่องจริง?”
เสียงของรินรดาแผ่วพร่า แต่มันสั่นสะท้านไปถึงขั้วหัวใจของคนฟัง ภายในห้องตรวจที่เงียบสงัดจนได้ยินเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศทำงานแผ่วเบา เอกสารทางการแพทย์ในแฟ้มสีฟ้าบนโต๊ะดูหนาหนักราวกับก้อนหินที่พร้อมจะทับถมความหวังทั้งหมดของเธอให้แหลกสลาย นายแพทย์วัยกลางคนถอดแว่นสายตาออก วางมันลงอย่างเชื่องช้า ดวงตาที่ผ่านประสบการณ์มามากมายคู่นั้นมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยความเห็นใจอย่างปิดไม่มิด
“ผมเสียใจครับรินรดา... เมฆาเขาเลือกที่จะปิดบังคุณ เพราะเขาไม่อยากให้ช่วงเวลาที่มีค่าที่สุดของคุณต้องสูญเสียไปกับการเฝ้าไข้คนใกล้ตาย”
รินรดารู้สึกเหมือนโลกทั้งใบหยุดหมุน มือของเธอที่กำขอบกระโปรงจนยับย่นเริ่มไร้ความรู้สึก เธอจำรอยยิ้มอบอุ่นของเมฆาได้ดี รอยยิ้มที่เขามักจะมอบให้เวลาเธอเหนื่อยล้าจากการซ้อมเปียโน รอยยิ้มที่เธอมักจะเข้าใจผิดว่ามันคือความมั่นคงทางจิตใจที่เธอกำลังโหยหา... แต่ใครจะไปคิดว่าภายใต้ความอบอุ่นนั้น คือนาฬิกาทรายที่กำลังไหลไปสู่หยดสุดท้าย
“เขา... เขาเหลือเวลาเท่าไหร่คะ” คำถามนี้หลุดออกจากปากเธอไปโดยที่เธอไม่ได้อนุญาต น้ำเสียงนั้นแห้งผาก
“หากนับตามสถิติและการรักษาที่ปฏิเสธของเขา... ก็ไม่เกินสามเดือนครับ”
รินรดาไม่ได้ร้องไห้ ไม่ใช่เพราะเธอไม่เสียใจ แต่เพราะความเจ็บปวดมันลึกเกินกว่าที่หยดน้ำตาจะชำระล้างได้หมดสิ้น เธอเดินออกมาจากห้องตรวจด้วยฝีเท้าที่หนักอึ้งราวกับมีโซ่ตรวนล่ามขาเอาไว้ ท้องฟ้าด้านนอกหน้าต่างโรงพยาบาลเริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มอมม่วง สีของยามเย็นที่เธอมักจะใช้เวลาอยู่กับเมฆาเสมอ
ภาพชายหนุ่มร่างสูงโปร่งนั่งอ่านหนังสืออยู่ที่ม้านั่งหินอ่อนใต้ต้นหยกปรากฏขึ้นในสายตา รินรดายืนแอบอยู่หลังเสาต้นใหญ่ มองดูเขากำลังยกมือขึ้นนวดขมับด้วยท่าทางที่ดูเหนื่อยล้ากว่าปกติ ทันใดนั้น เขาก็ไอออกมาอย่างรุนแรงจนตัวงอ มือข้างที่ปิดปากเริ่มสั่นเทา ก่อนที่เขาจะรีบเช็ดบางอย่างออกอย่างรวดเร็วและฝืนยิ้มให้กับเด็กน้อยที่วิ่งผ่านมาทางนั้น
ความจริงที่ว่าเขาแกล้งทำเป็นแข็งแรงเพียงเพื่อไม่ให้เธอต้องกังวล มันเสียดแทงหัวใจของเธอเสียยิ่งกว่ามีดกรีด
เธอเดินตรงเข้าไปหาเขาด้วยหัวใจที่เต้นรัว เมฆาเงยหน้าขึ้นเมื่อเห็นเงาของเธอบังแสงอาทิตย์ เขายิ้มให้—รอยยิ้มเดิมที่อ่อนโยนเสมอ แต่วันนี้รินรดากลับมองเห็นความแตกร้าวที่ซ่อนอยู่หลังแววตาคู่นั้น
“ริน... มาเร็วจัง วันนี้ซ้อมเปียโนไม่เหนื่อยเหรอ” น้ำเสียงของเขายังคงทุ้มนุ่ม
รินรดาทรุดตัวลงนั่งข้างๆ เขา มือของเธอเอื้อมไปแตะมือที่สั่นเทาของเขาอย่างแผ่วเบา เมฆาชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะพยายามดึงมือออกตามสัญชาตญาณของการปกปิด “เป็นอะไรไปริน ทำไมทำหน้าแบบนั้น”
“ทำไมไม่บอกริน...” เธอถาม เสียงของเธอเริ่มสั่นเครือ “ทำไมต้องปล่อยให้รินโง่เขลาอยู่ฝ่ายเดียว ในขณะที่เมฆากำลังจะหายไปจากโลกนี้”
เมฆานิ่งไป อากาศรอบตัวดูเหมือนจะกลายเป็นสูญญากาศ เขามองเธอด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป ไม่มีความพยายามจะปิดบังอีกต่อไป ความโศกเศร้าลึกสุดหยั่งปรากฏขึ้นในดวงตาคมคู่นั้นแทนที่ความเงียบงัน
“ฉันไม่ได้อยากจะหายไปไหนริน...” เขาตอบเสียงแหบพร่า “ฉันแค่อยากให้ระยะห่างระหว่างเรา... ในวินาทีที่ฉันไม่อยู่แล้ว มันคือความทรงจำที่สวยงามที่สุด ไม่ใช่ความทรงจำที่มีแต่รอยคราบน้ำตา”
“เมฆา!” เธอตะคอกใส่เขาด้วยความอัดอั้น “นายไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจแทนชีวิตของฉัน! การที่นายจากไปโดยไม่บอกลา นั่นต่างหากคือความตายที่แท้จริงสำหรับฉัน!”
เธอลุกขึ้นยืน น้ำตาที่กลั้นไว้ไหลทะลักออกมา เธอหมุนตัวจะเดินหนี แต่เมฆาก็ลุกขึ้นคว้าข้อมือเธอไว้ แรงบีบนั้นแผ่วเบาแต่เต็มไปด้วยความหวงแหนและเจ็บปวด
“ถ้าเธอรู้... ชีวิตของเธอจะพังทลายลง เพราะเธอกำลังจะไปแข่งเปียโนระดับประเทศในเดือนหน้า ฝันของเธอ... ความหวังของพ่อเธอ... ถ้าเธอรู้เรื่องฉัน เธอจะไม่มีสมาธิกับมันเลยแม้แต่นิดเดียว”
รินรดาสะบัดมือเขาออกอย่างแรง หันกลับมามองเขาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยวปนร้าวราน “ถ้าฉันต้องเลือกเปียโนโดยที่มีชีวิตของนายค่อยๆ ดับไปโดยที่ฉันไม่รู้อะไรเลย... งั้นฉันก็ไม่ต้องการความสำเร็จนั่น!”
เธอหยิบจดหมายฉบับหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเสื้อ—เป็นจดหมายที่เธอแอบไปพบในโต๊ะทำงานของบิดาเมื่อเช้าก่อนจะมาโรงพยาบาล บิดาของเธอรู้เรื่องนี้มาตลอด... และบิดาของเธอนั่นแหละที่เป็นคนผลักดันให้เมฆาต้องเงียบปาก
“พ่อรู้... และพ่อนั่นแหละที่บังคับให้นายเก็บเรื่องนี้ไว้ เพื่อให้ฉันไปแข่งเปียโนให้สำเร็จตามความคาดหวังของเขา” รินรดาชูจดหมายในมือขึ้นด้วยความโกรธแค้นที่ผสมปนเปกับความเสียใจ “ความจริงไม่ได้ถูกซ่อนแค่จากฉัน... แต่คนทั้งบ้านของฉันกำลังเล่นตลกกับความเป็นความตายของนาย!”
เมฆาหน้าซีดเผือด เขาไม่เคยรู้มาก่อนว่ารินรดาจะล่วงรู้ถึงความเกี่ยวข้องของพ่อเธอด้วย
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนดังขึ้นจากด้านหลังทั้งคู่ รินรดาหันไปตามเสียง และพบกับร่างของบิดาที่ยืนตระหง่านอยู่ตรงนั้น ใบหน้าของท่านเรียบเฉยแต่แฝงไปด้วยความกดดันที่รุนแรงจนอากาศรอบข้างสั่นสะเทือน
“ถ้ารู้ความจริงแล้ว... ก็ควรจะรู้จักยอมรับความจริงด้วยนะรินรดา” เสียงของพ่อดังขึ้น เย็นชาและเด็ดขาด “เพราะต่อจากนี้ไป ไม่ใช่แค่เรื่องป่วยที่เธอต้องเลือก... แต่เป็นอนาคตของครอบครัวเราที่เธอกำลังจะทำลายลงด้วยการเอาใจไปผูกกับคนตายที่รอวันดับสูญคนนี้”
พ่อก้าวเดินเข้ามาใกล้ ก่อนจะยื่นมือมาคว้าข้อมือของรินรดาอย่างแรง “กลับบ้าน เดี๋ยวนี้... และลืมเรื่องทั้งหมดที่ได้ยินไปซะ เพราะถ้าเธอไม่ทำ... เมฆาคนนี้จะไม่ใช่แค่คนป่วยที่รอวันตาย แต่จะเป็นคนที่หายไปจากโลกนี้เร็วกว่าที่หมอบอกเสียอีก”
รินรดาตัวแข็งทื่อ เธอเบิกตากว้างมองพ่อของเธอสลับกับเมฆาที่ตอนนี้แววตาของเขาดับวูบลงราวกับเทียนที่ถูกลมพัดจนมอดดับไปชั่วขณะ เธอรู้ในวินาทีนั้นเองว่า ระยะห่างระหว่างเธอกับเขามันไม่ได้มีแค่ดวงดาวที่อยู่ไกลแสนไกล แต่มันคือความเป็นความตายที่พ่อของเธอพร้อมจะใช้เป็นเครื่องมือเพื่อทำลายทุกอย่างให้ราบคาบ
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางผ่านหยดน้ำตาและบททดสอบของหัวใจไปพร้อมกับรินรดาและเมฆานะคะ
แสงดาวพร่างพราว
ระยะห่างระหว่างเราคือดวงดาว•ตอนที่ 14
ความจริงที่ถูกซ่อน
ผลงานโดย แสงดาวพร่างพราว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แสงดาวพร่างพราว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ระยะห่างระหว่างเราคือดวงดาว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!