ระยะห่างระหว่างเราคือดวงดาว•ตอนที่ 23

ความเงียบของเมฆา

ผลงานโดย แสงดาวพร่างพราว
“เธอจะรับผิดชอบชีวิตตัวเองได้ยังไง รินรดา ในเมื่อแค่เรื่องส่วนตัวเธอยังจัดการให้ดีไม่ได้!” เสียงตวาดของอาจารย์ฝ่ายปกครองก้องสะท้อนอยู่ในห้องทำงานที่แคบและอับชื้น กลิ่นน้ำยาถูพื้นจางๆ ผสมกับกลิ่นอับของเอกสารเก่าๆ ในแฟ้มหนาเตอะบนโต๊ะทำให้นารินรดาแทบหายใจไม่ออก ทว่านั่นยังไม่เจ็บปวดเท่ากับภาพของเมฆาที่ยืนนิ่งสนิทอยู่ข้างกายเขา รอยช้ำสีม่วงเข้มที่มุมปากนั่น... มันคือหลักฐานของความรุนแรงที่เขาเพิ่งเผชิญมาเพียงลำพัง ดวงตาของเมฆาไม่เหลือความอบอุ่นที่เธอเคยหลงรัก เขามองผ่านเธอไปราวกับเธอเป็นเพียงอากาศธาตุที่ไม่มีตัวตน “อาจารย์คะ... ดิฉันขอโทษ แต่เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเมฆา เขาแค่...” รินรดาพยายามจะอธิบาย แต่เสียงของเธอกลับสั่นเครือจนน่าสมเพช “พอที!” เมฆาโพล่งขึ้น น้ำเสียงของเขาแหบแห้งและเย็นชาจนเธอชะงัก “เลิกแก้ตัวแทนผมสักทีได้ไหมริน มันน่าสมเพช” เขาหันมามองเธอเพียงแวบเดียว แววตาคู่นั้นว่างเปล่าดั่งท้องฟ้าก่อนพายุใหญ่จะพัดผ่าน มันไม่ใช่ความเกลียดชัง แต่มันคือการผลักไส... การผลักไสที่เจ็บปวดกว่าคำด่าทอใดๆ หลังจากเหตุการณ์ในห้องปกครองจบลงด้วยการทัณฑ์บนและการถูกสั่งพักกิจกรรมการแสดงเปียโนของโรงเรียน รินรดาพยายามเดินตามเขาไปที่ลานจอดรถในยามโพล้เพล้ แสงสีส้มจางๆ ของอาทิตย์อัสดงสาดส่องลงบนแผ่นหลังกว้างของเมฆาที่เดินห่างออกไปทุกที “เมฆา! หยุดก่อน!” เธอตะโกน พยายามสาวเท้าตามให้ทัน “บอกฉันมาสิว่าเกิดอะไรขึ้น ใครทำอะไรเธอ แล้วทำไมเธอถึงพูดกับฉันแบบนั้นในห้องอาจารย์” เมฆาหยุดกึ้ก เขายืนนิ่งอยู่นานก่อนจะหันกลับมา แสงไฟจากเสาไฟฟ้าข้างทางเริ่มติดสว่าง เผยให้เห็นรอยช้ำที่เด่นชัดขึ้นบนใบหน้าของเขา “ริน...” เขาเรียกชื่อเธอเบาๆ เป็นครั้งแรกในรอบหลายชั่วโมง แต่มันกลับเป็นน้ำเสียงที่ห่างเหินที่สุด “เป้าหมายของเธอคือเวทีระดับประเทศ คือความสำเร็จที่ครอบครัวเธอคาดหวัง ไม่ใช่ไอ้เด็กหลังห้องที่ชีวิตมีแต่ความซวยแบบผม” “ฉันไม่เคยคิดแบบนั้น!” “แต่ผมคิด!” เขาตัดบท น้ำเสียงดุดัน “ความเงียบของผม... มันคือคำตอบที่ชัดเจนที่สุดแล้ว รินรดา นับจากวินาทีนี้ไป อย่าติดต่อผมอีก อย่าพยายามหาคำตอบในสิ่งที่ผมไม่ต้องการให้เธอรู้ การที่เธอไม่มีผมอยู่ในชีวิต นั่นแหละคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับอนาคตของเธอแล้ว” “เธอพูดอะไรน่ะ? เมฆา... นี่เธอจะทิ้งฉันไปเพราะความภูมิใจบ้าๆ ของเธองั้นเหรอ?” เมฆาไม่ได้ตอบ เขาเพียงแค่หยิบโทรศัพท์มือถือเครื่องเก่าออกมาจากกระเป๋ากางเกง ก่อนจะกดยกเลิกการเชื่อมต่อในทุกช่องทางต่อหน้าต่อตาเธอ รินรดาใจหายวาบ เธอคว้ามือเขาไว้ด้วยสัญชาตญาณ แต่เมฆากลับดึงมือออกอย่างนุ่มนวล ทว่าเด็ดขาด “ไปซะริน... กลับไปซ้อมเปียโนของเธอ ไปทำในสิ่งที่คนอย่างเธอควรทำ” เขาก้าวเดินออกไปท่ามกลางความมืดมิด ทิ้งให้รินรดายืนเคว้งอยู่ตรงนั้น เธอได้แต่กำมือแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อ ความเงียบงันรอบกายดูเหมือนจะบีบคั้นหัวใจเธอให้แตกสลาย เธอไม่เข้าใจเลยว่าทำไมความหวังดีของเขาถึงได้ดูเหมือนดาบที่กรีดลึกลงบนหัวใจของเธอขนาดนี้ หลายวันต่อมา รินรดายังคงใช้ชีวิตเหมือนหุ่นยนต์ เธอไปเรียน ซ้อมเปียโนตามตารางที่แม่ขีดเขียนไว้ และใช้เวลาว่างไปกับการจ้องมองหน้าจอโทรศัพท์ที่ไร้การแจ้งเตือนจากเขา ความเงียบของเมฆากลายเป็นเสียงที่ดังที่สุดในใจเธอ มันคือความเงียบที่ทรมานยิ่งกว่าการทะเลาะเบาะแว้ง คืนหนึ่ง ขณะที่เธอกำลังจะปิดไฟนอน เสียงแจ้งเตือนข้อความสุดท้ายจากเบอร์ที่ไม่รู้จักก็เด้งขึ้นมาบนหน้าจอ *‘ผมฝากดูแลเพลงบทนี้ด้วย... อย่าหยุดเล่นมัน แม้ในวันที่โลกไม่มีผมแล้วก็ตาม’* พร้อมกับไฟล์เสียงที่แนบมา รินรดากดฟังด้วยมือที่สั่นเทา เสียงเปียโนที่คุ้นเคยในจังหวะที่แสนเศร้าและงดงามบรรเลงขึ้น แต่มันไม่ใช่เสียงที่เธอเคยได้ยินมาก่อน เพราะในจังหวะที่เพลงกำลังจะจบลง มีเสียงไอโครกครากที่ฟังดูทรมานแทรกเข้ามา ตามมาด้วยเสียงพูดกระซิบที่ราวกับลาตายของเมฆา “ริน... หมอเพิ่งบอกผมว่า ผมเหลือเวลาอีกไม่มากแล้ว” เธอนิ่งงัน หูอื้ออึงราวกับโลกทั้งใบถล่มลงตรงหน้า เมื่อเธอกดเปิดภาพที่ถูกส่งมาตามหลัง มันคือใบรับรองแพทย์จากโรงพยาบาลชื่อดังที่ระบุชื่อของเขาอย่างชัดเจน พร้อมกับร่องรอยของการรักษาที่รุนแรงจนเธอเพิ่งกระจ่างใจว่าทำไมเขาถึงต้องผลักไสเธอออกไปในวันที่เขายังพอมีแรงที่จะเดินจากไปโดยไม่ให้เธอเห็นความอ่อนแอ ขอบคุณที่ร่วมเดินทางไปกับความรู้สึกของตัวละครและร่วมลุ้นไปกับบททดสอบของความรักในครั้งนี้ด้วยกันนะคะ แสงดาวพร่างพราว
สารจากนักเขียน (แสงดาวพร่างพราว)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ระยะห่างระหว่างเราคือดวงดาว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%