“ปล่อยรินค่ะแม่! เมฆากำลังจะตาย แม่ไม่ได้ยินที่พยาบาลพูดเหรอ!”
แรงกระชากที่ข้อมือไม่เพียงแต่ไม่ผ่อนคลายลง หากแต่ยิ่งบีบแน่นจนกระดูกข้อต่อของรินรดาเสียดสีกันจนเจ็บแปลบ กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อของโรงพยาบาลยังคงคละคลุ้งติดอยู่ที่ปลายจมูก เสียงสัญญาณเตือนภัยสีแดงฉานและจังหวะฝีเท้าสับสนของทีมแพทย์กู้ชีพที่วิ่งกรูเข้าไปในห้องไอซียูยังดังก้องอยู่ในโสตประสาท ทว่าสิ่งเดียวที่ดึงเธอกลับสู่โลกความจริงอันโหดร้าย คือแววตาเย็นเยียบดุจน้ำแข็งของหญิงวัยกลางคนตรงหน้า
“หยุดบ้าได้แล้ว รินรดา!”
เสียงของ ‘คุณนายวารี’ ต่ำและเฉียบขาด ปราศจากความสั่นไหวแม้แต่เศษเสี้ยว “หัวใจของคนใกล้ตายมันจะหยุดเต้นกี่รอบ นั่นเป็นเรื่องของหมอ ไม่ใช่เรื่องของเด็กที่จะต้องขึ้นเวทีคัดเลือกทุนเวียนนาในอีกยี่สิบวันข้างหน้า!”
“แต่เขาคือเมฆานะคะแม่!” หยดน้ำตาที่รินรดาพยายามสะกดกลั้นเอ่อล้นทะลัก อาบสองแก้มที่ซีดเผือด “ถ้าไม่มีเขา… รินคงเลิกเล่นเปียโนไปตั้งนานแล้ว แม่จะให้รินทิ้งคนที่คอยประคองรินไปได้ยังไง!”
“และถ้าไม่มีเงินกับชื่อเสียงของตระกูลเรา แกคิดว่าคนอย่างมันจะมีปัญญาซื้อยาฉีดประคองชีวิตมาได้จนถึงทุกวันนี้งั้นเหรอ?” วารีกระตุกยิ้มมุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ทำให้หัวใจของรินรดาชาวาบ “อย่าสำคัญตัวเองผิดไป รินรดา หน้าที่ของแกคือเป็นนักเปียโนที่สมบูรณ์แบบตามที่ฉันขีดไว้ ส่วนเด็กคนนั้น… ฉันเมตตามันมากเกินพอแล้ว”
คำว่า ‘เมตตา’ ที่หลุดจากริมฝีปากเคลือบลิปสติกสีแดงสด กรีดลึกยิ่งกว่าใบมีดโกน รินรดาถูกลากตัวขึ้นรถยนต์คันหรู ประตูปิดกระแทกเสียงทึบตัดขาดเสียงไซเรนและลมหายใจรวยรินของคนที่เธอรักไว้เบื้องหลัง ปล่อยให้สายฝนกระหน่ำซัดกระจกหน้ารถ ราวกับฟากฟ้ากำลังหลั่งน้ำตาสมเพชในความไร้พลังของเธอ
***
ความเงียบในห้องซ้อมดนตรีชั้นใต้ดินของคฤหาสน์ ไม่ต่างอะไรกับสุสานใต้ผืนพิภพ
ผนังบุซับเสียงหนาเตอะสีเทาเข้มตัดขาดโลกภายนอกอย่างสมบูรณ์แบบ มันเคยเป็นสถานที่ที่รินรดาคิดว่าปลอดภัยที่สุด ที่ที่เธอสามารถซ่อนตัวจากความคาดหวังของสังคม แต่ในค่ำคืนนี้… อากาศในห้องกลับเบาบางจนแทบหายใจไม่ออก กลิ่นไม้ขัดเงาและน้ำยาเคลือบสายเปียโนแกรนด์คอนเสิร์ต *สไตน์เวย์ แอนด์ ซันส์ (Steinway & Sons)* สีดำขลับที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางห้อง กลับให้ความรู้สึกเหมือนโลงศพเคลือบแล็กเกอร์ราคาแพง
*ต๊อก… ต๊อก… ต๊อก…*
เครื่องให้จังหวะแบบกลไก (Metronome) ทองเหลืองโบราณบนหลังเปียโนกำลังแกว่งไกวแท่งเหล็กไปมาด้วยความเร็ว 120 ครั้งต่อนาที
จังหวะที่แม่สั่งให้เธอตั้งไว้สำหรับท่อน Allegro ของบทเพลง *Chopin: Ballade No. 1 in G minor*
ทว่าในหัวของรินรดา จังหวะเคาะกระด้างนั้นไม่ได้ฟังดูเหมือนเสียงดนตรีอีกต่อไป มันฟังดูเหมือน… จังหวะการกดหน้าอกปั๊มหัวใจของแพทย์
*หนึ่ง… สอง… สาม… สี่…*
รินรดานั่งอยู่บนเก้าอี้เปียโนเบาะหนัง สองมือวางนิ่งอยู่บนคีย์งาช้าง นิ้วทั้งสิบสั่นระริกจนควบคุมไม่ได้ เธอพยายามกดคีย์แรก เสียงโน้ต G ดังกังวานก้อง แต่ความกังวานนั้นกลับแห้งแล้ง ไร้ซึ่งประกายชีวิต เหมือนก้อนหินที่ถูกทิ้งลงในบ่อน้ำลึก
*‘ริน… เวลาเล่นเพลงนี้ รินเห็นอะไรเหรอ?’*
เสียงทุ้มต่ำและอ่อนโยนของเมฆาดังก้องขึ้นมาในความทรงจำ วันนั้นเขานั่งอยู่บนม้านั่งตัวยาวข้างหน้าต่างห้องซ้อมโรงเรียน แสงแดดรำไรตกกระทบใบหน้าขาวซีดที่ซ่อนรอยยิ้มจางๆ ไว้เสมอ
*‘รินเห็น… การสอบผ่าน ม่านเวที และสายตาของแม่ที่กำลังจับจ้องมาจากแถวหน้าสุด’* เธอเคยตอบเขาไปแบบนั้นด้วยความเหนื่อยล้า
ในวันนั้น เมฆาส่ายหน้าช้าๆ สายตาของเขามองทะลุผ่านความกลัวของเธอ ออกไปสู่ผืนฟ้ากว้างด้านนอก
*‘แต่เปียโนไม่ได้สร้างมาเพื่อเป็นกรงขังนี่นา… เสียงของมันคือลมหายใจ รินกำลังเล่นตามโน้ตที่แม่เขียน หรือกำลังเล่นตามที่หัวใจตัวเองต้องการกันแน่?’*
“หยุด!”
เสียงตวาดกร้าวของวารีที่ยืนกอดอกอยู่ข้างบานประตูกระจกหนา ทำลายภวังค์ของรินรดาจนสะดุ้งสุดตัว นิ้วของเธอกดพลาดไปโดนคีย์ข้างเคียง เกิดเสียงแปร่งหูที่บาดลึกเข้าไปในประสาท
“น้ำหนักมือตกลงไปตั้งแต่ห้องที่แปด! แล้วแกจะรวนทำไมตรงท่อนเชื่อม!” วารีก้าวฉับๆ เข้ามา เอกสารโน้ตเพลงหนาปึกถูกฟาดลงบนแผ่นไม้เปียโนเสียงดัง *เพียะ!* “ฉันจ้างครูสอนระดับมาสเตอร์คลาสจากเยอรมนีมาเคี่ยวเข็ญแก เสียเงินไปเท่าไหร่เพื่อให้อาจารย์ที่เวียนนาประทับใจใบสมัครของแก แล้วดูสิ่งที่แกทำสิ! แกเล่นเหมือนคนไม่มีวิญญาณ!”
รินรดาค่อยๆ ลดมือลงมาวางบนตัก เธอไม่ได้เงยหน้าสบตาแม่ หากแต่จ้องมองหยดน้ำตาที่ร่วงลงกระทบเนื้อผ้ากระโปรงสีเข้ม
“วิญญาณเหรอคะ…” เสียงของเธอแหบพร่า เบาหวิวราวกับขนนกที่ร่วงหล่น “แม่เคยสนใจจริงๆ ด้วยเหรอคะว่าวิญญาณของรินอยู่ที่ไหน?”
วารีชะงักไปเล็กน้อย คิ้วเรียวขมวดมุ่นเข้าหากันด้วยความไม่สบอารมณ์ “แกพูดบ้าอะไรของแก?”
“ตลอดสิบแปดปีที่ผ่านมา… เพลงที่รินเล่น โรงเรียนที่รินเข้า เสื้อผ้าที่รินใส่ แม้กระทั่งเพื่อนที่รินคบ… แม่เป็นคนเลือกให้ทั้งหมด” รินรดาสูดหายใจเข้าลึก ความเจ็บปวดที่ถูกกดทับมาเนิ่นนานเริ่มปริแตกออก “รินซ้อมวันละแปดชั่วโมงจนนิ้วล็อก เลือดซึมใต้เล็บ รินก็ไม่เคยบ่น เพราะรินคิดว่าถ้าทำสำเร็จ แม่จะภูมิใจ… แม่จะกอดรินเหมือนที่แม่คนอื่นเขากอดลูกบ้าง”
ดวงตาคู่งามที่ชุ่มน้ำตาช้อนขึ้นสบตากับมารดาตรงๆ เป็นครั้งแรกที่ประกายความดื้อรั้นในส่วนลึกของหัวใจไม่ยอมหลบสายตาคู่นั้นอีกต่อไป
“แต่แม่ไม่เคยต้องการนักดนตรี… แม่แค่ต้องการ ‘ถ้วยรางวัล’ ที่เดินได้ เพื่อเอาไปอวดคนในสมาคม เอาไปถมปมด้อยในอดีตที่แม่เคยสอบตกทุนดนตรีใช่ไหมคะ!”
*เพียะ!*
ใบหน้าของรินรดาสะบัดไปตามแรงฝ่ามือ กลิ่นคาวเลือดจางๆ แตะที่ริมฝีปากด้านใน ความแสบร้อนแล่นริ้วขึ้นมาบนแก้มซ้าย แต่สิ่งที่เจ็บปวดยิ่งกว่าคือหัวใจที่แตกร้าวไม่มีชิ้นดี
วารียืนหอบหายใจ มือข้างที่เพิ่งตบลูกสาวยังสั่นเทา แววตาของเธอสับสนระหว่างความโกรธเกรี้ยวกับความตกใจ แต่เพียงเสี้ยววินาที หน้ากากความเผด็จการก็กลับมาฉาบทับใบหน้านั้นอีกครั้ง
“ฉันทำทุกอย่างเพื่อแก! ถ้าไม่มีฉันคอยปูทาง แกคิดว่าเด็กอ่อนแออย่างแกจะไปรอดในโลกความจริงงั้นเหรอ? แกคิดว่าไอ้เด็กกำพร้าไร้อนาคตที่นอนรอความตายอยู่ในโรงพยาบาลนั่น มันจะพาแกไปได้ไกลแค่ไหน!” วารีกดเสียงต่ำ ชี้นิ้วไปที่คีย์เปียโน “นั่งลง แล้วเล่นต่อซะ ถ้าแกเดินออกจากห้องนี้ไปแม้แต่ก้าวเดียว แกจะไม่ได้เห็นหน้ามันอีกเลย… แม้กระทั่งในงานศพของมัน!”
ความเงียบงันกลับมาครอบงำห้องซ้อมอีกครั้ง มันเงียบ… จนได้ยินเสียงลมหายใจสั่นเครือของรินรดา
วารีหมุนตัวเดินออกจากห้องไป เสียงล็อกประตูด้านนอกดัง *คลิก* ขังเธอไว้กับเครื่องดนตรีราคาหลายล้านที่ปราศจากไออุ่น
รินรดายกมือขึ้นแตะรอยแผลที่มุมปาก เธอไม่ได้ร้องไห้ออกมาอีกแล้ว บ่อน้ำตาเหือดแห้งไปเหลือเพียงความว่างเปล่าอันเย็นเยียบ เธอมองคีย์เปียโนสีขาวดำตรงหน้า เส้นทางที่แม่เลือกให้… มันช่างสว่างไสว หรูหรา และโรยด้วยกลีบกุหลาบ ทว่าปลายทางของมันกลับมีเพียงความโดดเดี่ยวที่ไม่มีแม้แต่เงาของตัวตนเธอเอง
*‘ริน… ถ้าวันหนึ่งรินมองไม่เห็นดวงดาว ลองหลับตาลงสิ เสียงเปียโนที่แท้จริงจะนำทางรินกลับบ้านเอง’*
คำพูดสุดท้ายของเมฆาก่อนที่เขาจะหมดสติไปในวันนั้นแว่วกลับเข้ามาในหัว
รินรดาเอื้อมมือที่สั่นเทาไปหยิบกระเป๋าสะพายที่วางอยู่ข้างเก้าอี้ เธอรูดซิปช่องลับด้านในออก นิ้วสัมผัสเข้ากับสมุดสเก็ตช์ภาพเล่มเล็กๆ ที่เมฆาแอบยัดใส่กระเป๋าเธอไว้ตั้งแต่วันก่อน เมื่อเปิดออก หน้ากระดาษไม่ได้มีเพียงรูปวาดของเธอตอนกำลังเล่นเปียโนริมหน้าต่าง… แต่มีข้อความลายมือหวัดๆ ของเขา พร้อมแผ่นซีดีนิรนามที่ไม่มีป้ายชื่อแปะอยู่
โทรศัพท์มือถือที่ซ่อนอยู่ใต้สมุดสั่นครืดอย่างบ้าคลั่ง หน้าจอสว่างวาบขึ้นท่ามกลางความสลัว
ไม่ใช่เบอร์ของโรงพยาบาล… แต่เป็นข้อความเสียงจาก ‘เบอร์ส่วนตัวของเมฆา’ ที่ถูกตั้งเวลาส่งอัตโนมัติไว้ล่วงหน้า พร้อมพิกัดสถานที่แห่งหนึ่งที่ไม่ใช่ทั้งบ้านของเธอและโรงพยาบาล
และข้อความสั้นๆ เพียงประโยคเดียวใต้คลิปเสียงนั้น ที่ทำให้ลมหายใจของรินรดาหยุดชะงักลงโดยสิ้นเชิง
*“ริน… อย่ายอมให้แม่เอาหัวใจของฉันไปให้เธอ”*
***
ขอบคุณจากใจนักเขียน "แสงดาวพร่างพราว" ที่ร่วมเดินทางและคอยส่งกำลังใจให้ตัวละครในทุกตัวอักษรนะคะ
ระยะห่างระหว่างเราคือดวงดาว•ตอนที่ 9
ห้องซ้อมที่เงียบเหงา
ผลงานโดย แสงดาวพร่างพราว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แสงดาวพร่างพราว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ระยะห่างระหว่างเราคือดวงดาว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!