กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อสีขาวข้นในโรงพยาบาลเอกชนใจกลางเมือง ช่างเป็นกลิ่นที่กัดกร่อนความหวังของมนุษย์ได้ดีที่สุด รินรดายืนนิ่งอยู่หน้าประตูกระจกฝ้าของห้องฉุกเฉิน นิ้วมือทั้งสิบนิ้วยังคงสั่นระริก ปลายเล็บมีคราบเลือดสีน้ำตาลแห้งกรังของเมฆาติดอยู่ ภาพร่างที่เคยอบอุ่นและมั่นคงของเขาทรุดฮวบลงไปต่อหน้าต่อตา ยังคงกรีดลึกอยู่ในโสตประสาทราวกับมีใครเอาเหล็ก
*“คุณคือญาติของผู้ป่วยใช่ไหมครับ?”*
เสียงของแพทย์หนุ่มในชุดกาวน์ยับยู่ยี่ทำลายความเงียบ รินรดาผงะถอยหลังไปครึ่งก้าว หัวใจหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม
“ดิฉัน… เป็นเพื่อนค่ะ” เสียงเธоแหบแห้งจนแทบไม่เป็นเสียง
“อาการของเมฆาอยู่ในภาวะวิกฤตครับ ภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลันจากโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดที่ลุกลาม บวกกับความเครียดสะสมและการพักผ่อนไม่เพียงพอ ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจทำงานหนักเกินไป เรายื้อชีวิตเขาไว้ได้ในตอนนี้ แต่… ทางเราอยากให้ญาติสายตรงเข้ามาคุยรายละเอียดเรื่องการผ่าตัดด่วนครับ”
ประโยคสุดท้ายหล่นกระแทกโสตประสาท รินรคารู้สึกคล้ายโลกทั้งใบหมุนเคว้ง เมฆากำลังเผชิญหน้ากับความตายลำพังมาตลอด โดยที่เธอ… คนที่คิดว่าใกล้ชิดที่สุด กลับไม่เคยล่วงรู้เลยแม้แต่น้อยว่ารอยยิ้มอบอุ่นนั้น แฝงไว้ด้วยลมหายใจที่นับถอยหลังในทุกๆ วินาที
ครืดดด—
แรงสั่นสะเทือนจากโทรศัพท์ในกระเป๋าเสื้อกันหนาวดึงเธอกลับสู่ความเป็นจริง หน้าจอแสดงชื่อที่ทำให้ลมหายใจเธоสะดุดกึก **‘คุณแม่’**
รินรดากลืนก้อนสะอื้นลงคอ สูดหายใจเข้าลึกเพื่อควบคุมน้ำเสียงให้ปกติที่สุดก่อนจะกดรับ
“ริน อยู่ไหน?” น้ำเสียงทรงอำนาจและเรียบเฉยดังขึ้นทันทีโดยไม่มีการทักทาย “แม่ให้คนไปรับที่คอนเสิร์ตฮอลล์ทำไมบอกว่าหนูกลับไปแล้ว กลับมาพบแม่ที่บ้านเดี๋ยวนี้ มีเรื่องสำคัญมากเกี่ยวกับอนาคตของลูกต้องคุยกันคืนนี้”
“แต่แม่คะ ตอนนี้รินอยู่ที่…”
“แม่ไม่ฟังคำแก้ตัวใดๆ ทั้งสิ้น รถของบ้านไปจอดรออยู่หน้าโรงพยาบาลแล้ว รินรู้ดีว่าถ้าหนูทำให้แม่ผิดหวัง ผลลัพธ์จะเป็นยังไง”
ตู๊ด… ตู๊ด…
สายถูกตัดไปอย่างไร้เยื่อใย รินรดากำโทรศัพท์ในมือแน่นจนข้อต่อนิ้วขึ้นสีขาว เธอมองผ่านกระจกห้องไอซียูเข้าไป เห็นร่างของเมฆานอนนิ่งสนิท มีสายระโยงระยางเต็มตัว หน้าอกที่เคยกระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะหายใจบัดนี้สงบนิ่งพึ่งพาแต่เครื่องจักร ร่างกายของเธอบอกให้หยุดอยู่ตรงนี้ แต่สถานะลูกสาวผู้แสนเชื่อฟังในกรอบของตระกูล ก็ฉุดกระชากให้เธอต้องก้าวขาเดินออกไปเผชิญหน้ากับพายุลูกใหญ่อีกระลอก
รถยนต์สีดำสนิทจอดเทียบท่าหน้าประตูโรงพยาบาล พลขับเปิดประตูรอด้วยใบหน้าเรียบเฉย รินรดานั่งเหม่อมองทัศนียภาพนอกกระจกที่เคลื่อนผ่านอย่างรวดเร็ว แสงไฟนีออนของเมืองกรุงยามดึกสะท้อนบนใบหน้าที่ไร้สีเลือด ในหัวมีแต่คำพูดของเมฆา ความฝันที่เปียโน และรอยยิ้มของเขา วนเวียนซ้ำไปซ้ำมาจนแทบเป็นบ้า
ทันทีที่ผลักประตูบ้านสไตล์โมเดิร์นหลังใหญ่ก้าวเข้าไป กลิ่นหอมจางๆ ของชาคาโมมายล์ลอยมาเตะจมูก คุณหญิงกานดา มารดาของเธอนั่งไขว่ห้างอยู่บนโซฟาหนังแท้ราคาแพง เบื้องหน้าบนโต๊ะกระจกมีแฟ้มเอกสารปกสีน้ำเงินเข้มวางเด่นเป็นสง่า
“นั่งลงสิ ริน” คุณหญิงกานดาวางถ้วยแบล็กทีลง ส่งสัญญาณด้วยสายตาที่เฉียบคมราวกับใบมีด
รินรดาทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาฝั่งตรงข้าม มือทั้งสองประสานกันแน่นบนตัก พยายามสะกดกลั้นความสั่นไหวในอก “แม่มีอะไรจะคุยกับรินดึกดื่นขนาดนี้คะ?”
“แม่รู้ว่าช่วงนี้ลูกวุ่นวายอยู่กับเรื่องประกวดเปียโนบ้าบออะไรนั่น รวมถึงผู้ชายคนนั้น… เมฆาอะไรนั่นด้วย” คุณหญิงกานดาเปิดแฟ้มเอกสาร เลื่อนมันมาตรงหน้าลูกสาว “แต่มันถึงเวลาที่ลูกต้องตื่นจากความฝันเด็กๆ แล้วมองความเป็นจริงเสียที”
รินรดาก้มลงมองเอกสารในแฟ้ม ตัวอักษรภาษาอังกฤษตัวหนาพิมพ์หราอยู่บนหัวกระดาษ — **‘มหาวิทยาลัยดนตรีและศิลปะกรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย’** และถัดลงมาคือใบสมัครทุนการศึกษาเต็มจำนวนระดับปริญญาโทล่วงหน้า
หัวใจของหญิงสาวกระตุกวูบ “นี่มัน… อะไรกันคะแม่?”
“ทุนหลวงศึกษาต่อต่างประเทศ โครงการพิเศษที่แม่ใช้เส้นสายและเตรียมการทุกอย่างไว้ให้ลูกสาวคนเดียวของแม่เรียบร้อยแล้ว” คุณหญิงกานดาเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เด็ดขาด “กำหนดการสอบรอบสุดท้ายคือเดือนหน้า และถ้าผ่าน… ลูกต้องเดินทางไปทันทีโดยไม่ต้องกลับมาเหยียบประเทศไทยอีกอย่างน้อยสี่ปี”
“สี่ปี?!” รินรดาอุทานออกมาด้วยความตกใจ ดวงตาเบิกกว้าง “แม่คะ รินไม่เคยบอกเลยนะว่ารินอยากไปเรียนต่อต่างประเทศ รินมีชีวิตของริน มีความฝันที่นี่!”
“ความฝัน?” คุณหญิงกานดาแค่นหัวเราะในลำคอ สีหน้าเปลี่ยนเป็นแข็งกร้าวขึ้น “ความฝันที่จมปลักอยู่กับเปียโนเก่าๆ ในห้องซ้อมมืดๆ กับผู้ชายฐานะธรรมดาที่ไม่มีอนาคตหน่ะเหรอ รินรดา! ลูกเกิดมาในตระกูลที่ต้องเพียบพร้อม ลูกไม่ใช่เด็กสาวกาลกิณีที่จะเอาอนาคตไปทิ้งขว้างกับความรักไร้สาระ!”
“เขาไม่ใช่คนไร้สาระนะแม่!” รินรดาเผลอตะโกนสวนขึ้นมา น้ำตาที่พยายามกลั้นไว้เอ่อล้นคลอหน่วยตา “เมฆาคือคนเดียวที่เข้าใจริน คนเดียวที่สนับสนุนให้รินกล้าเล่นเปียโนในแบบของตัวเอง แม่ไม่เคยรู้หรอกว่าเขามีค่ากับรินแค่ไหน!”
*เพียะ!*
เสียงตบหน้าดังสนั่นก้องห้องรับแขก ใบหน้าหวานหันไปตามแรงกระแทก รสชาติเค็มปร่าของเลือดจางๆ แผ่ซ่านที่มุมปาก รินรดายกมือขึ้นสัมผัสแก้มที่ร้อนผ่าว แต่นัยน์ตาไม่ได้มีความหวาดกลัว มีเพียงความเจ็บปวดและดื้อรั้นที่ลุกโชน
“อย่ามาขึ้นเสียงใส่แม่!” คุณหญิงกานดาตัวสั่นด้วยความโกรธ “จำใส่สมองของลูกไว้ รินรดา… ทางเดินของลูกถูกขีดไว้หมดแล้ว ลูกไม่มีสิทธิ์เลือก!”
“ถ้าแม่บังคับให้รินไปสอบทุนนี้ เพื่อแลกกับการที่แม่จะเขี่ยเมฆาออกไปจากชีวิต…” รินรดาสูดหายใจเข้าสะอื้น ไหล่บางสั่นเทาอย่างน่าเวทนา แต่ริมฝีปากกลับเม้มแน่นจนเป็นเส้นตรง “งั้นก็ได้ค่ะ… รินจะยอมไปสอบตามที่แม่ต้องการ”
คุณหญิงกานดาชะงักไปเล็กน้อย คล้ายประหลาดใจที่ลูกสาวยอมจำนนเร็วกว่าที่คาด “ดี… รู้จักเจียมตัวและเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ตัวเองเสียที พรุ่งนี้เตรียมตัวเก็บตั๋วเครื่องบินจำลองไปซ้อมสัมภาษณ์ได้เลย”
รินรดาลุกขึ้นยืนช้าๆ ขาทั้งสองข้างหนักอึ้งราcotก้อนหิน เธอก้มมองแฟ้มเอกสารบนโต๊ะด้วยความรู้สึกว่างเปล่า เธอเลือกที่จะแลกอนาคตของตัวเอง เพื่อซื้อความสงบสุขและทางรอดให้เมฆา… ผู้ชายที่เธอยังไม่ได้บอกรัก
หมับ!
เสียงเปิดประตูบ้านชั้นล่างดังขึ้นขัดจังหวะความเงียบ คุณหญิงกานดาขมวดคิ้วหันไปมอง พร้อมกับที่แม่บ้านวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาในห้องรับแขก ใบหน้าของหญิงสูงวัยซีดเผือด หอบหายใจโยน
“คุณผู้หญิงคะ… คุณริน…” แม่บ้านละล่ำละลักพูดด้วยความตกใจ “ที่… ที่โรงพยาบาล โทรมาแจ้งด่วนเมื่อกี้ค่ะ!”
รินรดาหันขวับ หัวใจกระตุกวูบจนแทบหยุดเต้น สัญชาตญาณเตือนภัยกรีดร้องลั่นในอก
“เกิดอะไรขึ้น?!” รินรดาพุ่งเข้าไปเขย่าแขนแม่บ้าน เสียงเธอกรีดร้องออกมาโดยไม่รู้ตัว
“คะ… คนไข้ห้องไอซียู… คุณเมฆา หัวใจหยุดเต้นรอบสอง และแพทย์กำลังปั๊มหัวใจยื้อชีวิตอยู่ตอนนี้ค่ะ!”
*(ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางและเติบโตไปพร้อมกับร่องรอยแห่งดวงดาวค่ำคืนนี้นะครับ - แสงดาวพร่างพราว)*
ระยะห่างระหว่างเราคือดวงดาว•ตอนที่ 8
รอยร้าวในครอบครัว
ผลงานโดย แสงดาวพร่างพราว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แสงดาวพร่างพราว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ระยะห่างระหว่างเราคือดวงดาว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!