เศษกระจกเงาจากหน้าจอโทรศัพท์ที่แตกละเอียด สะท้อนภาพใบหน้าบิดเบี้ยวของรินรดาเป็นร้อยๆ เสี้ยน ชิ้นส่วนของอุปกรณ์สื่อสารกระจายเกลื่อนพื้นห้องซ้อมเปียโนราวกับเศษซากความสัมพันธ์ที่พังครืน เสียงทุ้มต่ำของเมฆายังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาท—คำพูดที่ว่า *“เธอควรเลือกเวทีใหญ่ ไม่ใช่มาจมปลักกับฉัน”* มันบาดลึกเสียยิ่งกว่าคมกระจกที่บาดปลายนิ้วเรียวของเธอจนเลือดสีแดงสดซึมออกมาหยดกระทบแป้นงาช้าง
รินรดานิ่งค้างอยู่ในท่าเดิม เนิ่นนานเท่าไหร่ไม่รู้ที่โลกทั้งใบหยุดหมุน เหลือเพียงเสียงหอบหายใจแผ่วเบาของตัวเองในห้องสี่เหลี่ยมทึบตันแห่งนี้
เธอไม่ได้ก้มลงเก็บโทรศัพท์ ไม่ได้เอ่ยคำแก้ตัวใดๆ ออกมาสักคำ ดวงตากลมโตคู่สวยจ้องมองแผ่นหลังกว้างของชายหนุ่มที่ยืนหันหลังให้ เธอมองเห็นไหล่หนานั้นไหวสะท้อนยามที่เขาพยายามสูดอากาศเข้าปอดลึกๆ ผิดกับจังหวะปกติ มันเป็นอาการที่เธอคุ้นเคย... แต่ไม่เคยอยากยอมรับความจริงเบื้องหลังมันเลย
“เมฆา” เสียงของรินรดาแหบพร่า แทบไม่หลุดลอดออกมาจากลำคอ “นายกำลังทำอะไรอยู่กันแน่”
ชายหนุ่มชะงักเท้าที่กำลังจะก้าวเดินหนี เขาหลับตาลงแน่น มือหนาข้างหนึ่งยกขึ้นกุมขมับทันทีเมื่อความเจ็บแปลบราวกับมีเข็มนับพันเล่มพุ่งทะลวงจากขมับซ้ายไปถึงท้ายทอย เมฆากลืนก้อนความคาวเลือดที่ตีตื้นขึ้นมาในลำคอลงไปอย่างยากลำบาก เขาไม่อยากให้เธอเห็น... ไม่ใช่ตอนนี้ ไม่ใช่ในวินาทีที่เธอกำลังตัดสินใจเลือกอนาคตของตัวเอง
“ฉันไม่ได้ทำอะไรทั้งนั้น ริน” เมฆาเค้นเสียงตอบออกไป พยายามบังคับน้ำเสียงให้ราบเรียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทว่าความสั่นเทาเล็กๆ ที่ปลายประโยคกลับทรยศเขา “ฉันแค่... พูดความจริง โลกของเธอควรจะกว้างกว่านี้ ไม่ใช่ห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ ที่มีแต่เสียงเปียโนเก่าๆ กับผู้ชายคนนี้”
“ผู้ชายคนที่บอกว่าจะฟังฉันเล่นเปียโนไปจนแก่คนนั้นน่ะเหรอ?” รินรดาก้าวเข้าไปใกล้ ชั่วพริบตาที่เธอเอื้อมมือไปแตะลาดไหล่ของเขา เมฆาก็สะดุ้งสุดตัวราวกับถูกไฟช็อต ร่างกายสูงใหญ่เซถลาไปข้างหน้าเล็กน้อยก่อนที่เขาจะรีบใช้มืออีกข้างยันขอบเปียโนแกรนด์เปียโนตัวเก่าไว้แน่นเพื่อพยุงตัว
ไม่มีเสียงร้องโอดครวญ มีเพียงเม็ดเหงื่อกาฬที่ผุดพรายขึ้นเต็มหน้าผากและไรผมอย่างรวดเร็ว ผิวพรรณที่เคยดูสุขภาพดีบัดนี้กลับซีดเซียวจนแทบไร้สีเลือด ริมฝีปากที่เม้มเข้าหากันแน่นจนเป็นเส้นตรงเริ่มมีรอยแตกและรอยคล้ำจางๆ
รินรดานิ่งงัน ความโกรธ ความน้อยใจ และความสับสนเมื่อครู่มลายหายไปในพริบตา ถูกแทนที่ด้วยความหวาดกลัวที่แล่นริ้วขึ้นมาจับขั้วหัวใจ
“เมฆา...” เธอกระซิบเสียงสั่น พลางพยายามดึงตัวเขาให้หันมาเผชิญหน้ากัน “นายเป็นอะไร... ไหนบอกฉันสิว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับนายกันแน่ ช่วงนี้ทำไมนนายถึง...!”
“ฉันไม่เป็นไร!” เมฆาตวาดกลับเสียงกร้าว เป็นครั้งแรกที่เขาขึ้นเสียงใส่เธอ ดวงตาคมกริบที่เคยฉายแววอ่อนโยนและอบอุ่นเสมอ บัดนี้กลับแดงก่ำเต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอย เมฆารีบเบือนหน้าหนี หลบสายตาสั่นระริกที่เต็มไปด้วยความห่วงใยคู่นั้น เพราะเขารู้ดีว่า... ยิ่งเธอมองเขาด้วยสายตาแบบนี้ หัวใจที่อ่อนแออยู่แล้วยิ่งอยากจะกอดเธอไว้แน่นๆ และนั่นคือสิ่งเห็นแก่ตัวที่สุดที่เขาไม่อานุญาตให้ตัวเองทำ
ความเงียบงันเข้าปกคลุมพื้นที่ระหว่างเขาทั้งสอง มีเพียงเสียงลมหายใจที่ติดขัดและหอบถี่ของเมฆาที่ดังสะท้อนก้อง รินรดากลั้นหายใจ หัวใจของเธอเต้นรัวเร็วดั่งกลองเพล เธอกวาดสายตามองสำรวจชายหนุ่มตรงหน้าอย่างละเอียด และนั่นทำให้เธอสังเกตเห็นสิ่งที่เขาพยายามปกปิดมาตลอดหลายสัปดาห์
คราบสีแดงเข้มจางๆ บนผ้าเช็ดหน้าสีขาวที่โผล่อออกมาจากกระเป๋าเสื้อกั๊กของเขา...
มือบางที่เปื้อนเศษกระจกและคราบเลือดจากการทำโทรศัพท์ตกเมื่อครู่สั่นเทาอย่างควบคุมไม่อยู่ รินรดารีบก้าวเข้าไปคว้าข้อมือของเมฆาไว้แน่น แม้เขาจะพยายามสะบัดหนีแต่เรี่ยวแรงของชายหนุ่มในยามนี้กลับน้อยนิดเสียจนน่าใจหาย
“นี่คืออะไร...” เสียงของรินรดาสั่นเครือ น้ำตาที่กลั้นไว้เริ่มเอ่อล้นคลอหน่วยดวงตาคู่สวย “ผ้าเช็ดหน้านั่น... และอาการของนายช่วงนี้ เมฆา นายโกหกอะไรฉันอยู่ นายเป็นโรคอะไร ทำไมถึงไม่บอกฉัน!”
เมฆานิ่งอึ้ง เขาก้มมองมือนุ่มที่กำข้อมือเขาแน่น แม้ปลายนิ้วของเธอจะมีรอยแผลจากกระจกบาดจนเลือดซึม แต่มันกลับเป็นความเจ็บปวดที่เทียบไม่ได้เลยกับความร้าวรานในอกของเขา เมฆาหลับตาลง ปล่อยให้หยาดน้ำตาของผู้หญิงที่เขารักที่สุดไหลรินอาบแก้ม โดยไม่มีคำแก้ตัวใดๆ เล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากที่สั่นเทานั้นอีก
ห้องซ้อมเปียโนที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอายของเสียงดนตรีและความทรงจำ บัดนี้กลับเย็นเยียบราวน้ำแข็ง ความจริงที่ถูกซ่อนไว้ใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่หน้าห้องซ้อม กำลังจะกัดกินลมหายใจและเวลาที่เหลืออยู่ของพวกเขาให้หมดไปทีละน้อย
ในจังหวะที่รินรดากำลังจะเอ่ยปากคาดคั้นเอาความจริงให้ถึงที่สุด เสียงเคาะประตูก็จดังขึ้นสามครั้งอย่างสุภาพ แต่หนักแน่นจนทำลายบรรยากาศอันตึงเครียดลงในทันที
*ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...*
“คุณรินรดากesครับ อยู่ข้างในหรือเปล่าครับ? คุณท่านส่งผมมารับกลับคฤหาสน์ครับ ถึงเวลาที่คุณหนูต้องเดินทางไปสนามบินเพื่อบินลัดฟ้าไปออดิชันที่เวียนนาแล้วครับ” เสียงทุ้มของบอดี้ชายชุดสูทดังลอดผ่านบานประตูไม้เก่าๆ เข้ามา
รินรดาสะดุ้งเฮือก ราวกับถูกกระชากกลับสู่ความจริงอันโหดร้าย เธอนิ่งค้าง หันกลับไปมองประตูสลับกับมองใบหน้าซีดเซียวของเมฆาที่ยืนพิงเปียโนอยู่
เมฆาลืมตาขึ้นช้าๆ เขาฝืนยิ้ม—รอยยิ้มที่ฝืนที่สุดในชีวิต—ก่อนจะยกมือขึ้นปาดคราบน้ำตาบนแก้มของรินรดาอย่างทะนุถนอมเป็นครั้งสุดท้าย ปลายนิ้วของเขาเย็นเฉียบราวน้ำแข็ง
“ไปเถอะ... ริน” เมฆากระซิบเสียงแหบพร่า ลมหายใจของเขาสั้นกระชั้นเข้ามาทุกที “ความฝันของเธออยู่ตรงนั้น... อย่าหันกลับมามองผู้ชายใกล้ตายคนนี้เลย”
พูดจบ เมฆาก็ทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นห้องซ้อม พร้อมกับที่บานประตูไม้ถูกผลักเปิดออกเผยให้เห็นร่างของใครบางคนก้าวเข้ามา... คนที่ไม่ควรจะมาอยู่ที่นี่ในเวลานี้เด็ดขาด!
*(โปรดติดตามตอนต่อไป)*
---
ขอบعيรคุณผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและเติบโตไปพร้อมกับตัวละครด้วยหัวใจเสมือนจริงครับ - แสงดาวพร่างพราว
ระยะห่างระหว่างเราคือดวงดาว•ตอนที่ 5
ความลับใต้เงาไม้
ผลงานโดย แสงดาวพร่างพราว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แสงดาวพร่างพราว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ระยะห่างระหว่างเราคือดวงดาว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!