ระยะห่างระหว่างเราคือดวงดาว•ตอนที่ 6

เสียงหัวใจที่เต้นผิดจังหวะ

ผลงานโดย แสงดาวพร่างพราว
กลิ่นอับของกระดาษเก่าและฝุ่นละอองที่ลอยวนในแสงแดดยามบ่ายแทบจะกลบกลืนเสียงลมหายใจของคนทั้งคู่ในห้องซ้อมดนตรีชั้นใต้ดินของห้องสมุดประชาชน “โน้ตตัวนี้... เธอเล่นผิดมาสามรอบแล้วนะริน” นิ้วเรียวหนาของเมฆาแตะลงบนสันเปียโนไม้เก่าคร่ำครึอย่างแผ่วเบา ไม่ได้เป็นการตำหนิ แต่เป็นจังหวะการหยุดที่ทำให้รินรดาสะดุ้งราวกับถูกกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ วิ่งผ่านปลายนิ้ว เธอไม่ได้ตั้งใจมองโน้ตบนขาตั้งด้วยซ้ำ สายตาของเธอกำลังเผลอไล่ตามเงาไฝเล็กๆ บริเวณมุมปากของชายหนุ่มที่นั่งอยู่เคียงข้างบนม้าตัวเดียวกัน ม้าตัวนี้มันแคบเกินไป... หรือเพราะไหล่ของพวกเขาขยับเข้าใกล้กันเกินความจำเป็นในยามที่ต้องสลับมือกันเล่นโน้ตช่วงแปดห้องสุดท้ายกันแน่ รินรดารีบดึงสายตากลับมามองกระดาษโน้ตตรงหน้า หัวใจเจ้ากรรมทรยศด้วยการเต้นกระหน่ำจนกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยินเสียงมันสะท้อนออกมาจากอกเสื้อกันหนาวไหมพรมสีครีมตัวโคร่ง “ก็... ก็เปียโนหลังนี้คีย์มันแข็งนี่เมฆ เธอไม่เห็นเหรอว่าแป้นฟาตัวนั้นมันจมลงไปไม่เท่าเพื่อน” “ข้ออ้างเยอะจังนะ นักเปียโนระดับเขต” เมฆาหัวเราะในลำคอ เสียงทุ้มต่ำนั้นสั่นพร่าเล็กน้อยก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นอาการไอเบาๆ ที่เขาพยายามใช้หลังมือปิดปากเอาไว้ รินรดาชะงัก รอยยิ้มจางๆ บนใบหน้าของเธอมลายหายไปทันที เธอเอื้อมมือไปหยิบขวดน้ำบนหลังเปียโน ยื่นให้เขาโดยไม่พูดอะไรสักคำ ความห่วงใยที่แสดงออกผ่านความเงียบงันนี้กลายเป็นภาษาลับระหว่างพวกเขาสองคนตลอดสัปดาห์แรกของช่วงปิดเทอม เมฆารับขวดน้ำมาถือไว้โดยไม่ดื่ม เขามองหน้ารินรดานิ่งนาน แววตาคมเข้มคู่นั้นมักจะซ่อนความรู้สึกบางอย่างที่ลึกซึ้งเกินกว่าเด็กหนุ่มวัยสิบเจ็ดปีทั่วไปจะมี รอยคล้ำจางๆ ใต้ตาของเขาฟ้องชัดเจนว่าช่วงนี้เขานอนไม่ค่อยหลับ แต่วันนี้... เมฆากลับยืนยันที่จะปั่นจักรยานมาติววิชาฟิสิกส์และนั่งเฝ้าเธอซ้อมเปียโนทุกวันตั้งแต่แปดโมงเช้า “ริน... ถ้าวันหนึ่งฉันไม่ได้อยู่ตรงนี้ฟังเธอเล่นเปียโนแล้ว ใครจะคอยท้วงเวลาเธอเล่นผิดโน้ตล่ะ” คำถามนั้นลอยเคว้งคว้างอยู่ในอากาศ เย็นเยียบยิ่งกว่าเครื่องปรับอากาศที่กำลังส่งเสียงฮัมเบาๆ รินรดาหันขวับไปมองหน้าเขา ดวงตากลมโตฉายแววไม่พอใจระคนหวาดหวั่น “พูดอะไรบ้าๆ อีกแล้วเมฆ ปิดเทอมนี้เราก็ต้องซ้อมด้วยกันทุกวันไม่ใช่เหรอ หรือว่าแม่เธอโทรมาเร่งให้เธอย้ายไปอยู่กรุงเทพฯ เร็วกว่ากำหนด?” ไม่ใช่เรื่องนั้น... เมฆารู้ดี แต่เขาเลือกที่จะกลืนคำพูดความจริงลงคอไป ตั้งแต่ผลตรวจสุขภาพครั้งล่าสุดเมื่อวานนี้ หมอได้เพิ่มขนาดยาและเตือนว่าสภาพร่างกายของเขาอาจไม่เอื้ออำนวยต่อการเดินทางไกลในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ความฝันที่จะสอบชิงทุนไปเรียนต่อต่างประเทศของรินรดากำลังจะเริ่มขึ้นในอีกไม่กี่เดือนนี้เช่นกัน และเมฆา—ผู้ซึ่งเปรียบเสมือนสมอเรือที่ผุพัง—รู้ตัวดีว่าเขาไม่มีสิทธิ์รั้งเชือกเส้นนี้ไว้ให้อยู่กลางพายุ “เปล่าหรอก... แค่คิดอะไรเรื่อยเปื่อย” เมฆายิ้มบางๆ รอยยิ้มที่ทำให้หัวใจของรินรดาปวดแปลบอย่างประหลาด “เล่นต่อเถอะ ฉันอยากฟังท่อนฮุกอีกรอบ” รินรดากลืนก้อนสะอื้นที่จุกอยู่ในลำคอลงไป เธอสูดลมหายใจเข้าลึก and then วางนิ้วลงบนแป้นสีขาวสะอาดอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้... จังหวะดนตรีที่เธอบรรเลงไม่ได้ราบเรียบตามโน้ตสากล แต่มันกลับสั่นไหว รัวเร็วยิ่งกว่าจังหวะชีพจรที่กำลังเต้นผิดทิศผิดทางในอกซ้าย มือใหญ่วางทับลงบนหลังมือของเธอที่กำลังสั่นระริกบนคีย์เปียโน ความอบอุ่นจากฝ่ามือของเมฆาส่งผ่านความหนIาวเหน็บในใจของรินรดาให้มลายหายไปชั่วขณะ ทั้งสองคนไม่ได้ขยับตัวหนี ดวงตาสีดำสนิทของเขาก้มลงมองมือของเธอก่อนจะเงยขึ้นสบตากัน ระยะห่างระหว่างใบหน้าของพวกเขาลดลงจนแทบจะได้ยินเสียงลมหายใจของกันและกัน รินรดารู้สึกเหมือนโลกทั้งใบหยุดหมุน เสียงฝนปรอยๆ ด้านนอกหน้าต่างห้องสมุดกลายเป็นเสียงประกอบฉากที่แสนเปราะบาง เธอกำลังจะเอ่ยปากพูดบางสิ่งที่เก็บไว้ลึกสุดใจ—บางสิ่งที่เกี่ยวกับความรู้สึกที่ก้าวข้ามคำว่าเพื่อนสนิทไปไกลแล้ว—ทว่า... *กริ๊งงงง!* เสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อแจ็คเก็ตของเมฆาดังขึ้นทำลายบรรยากาศทั้งหมดลงอย่างไม่ปรานี เมฆาสะดุ้งเล็กน้อย เขาดึงมือกลับอย่างรวดเร็วราวกับถูกไฟลวก ความอบอุ่นเมื่อครู่วันหายวับไปกับตา เหลือไว้เพียงความเย็นเยือกที่เข้ามาแทนที่ ชายหนุ่มหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูหน้าจอ แววตาที่เคยอ่อนโยนเมื่อครู่กลับแปรเปลี่ยนเป็นความเคร่งเครียดและวิตกกังวลอย่างเห็นได้ชัด “ใครโทรมาเหรอ?” รินรดาถามเสียงแผ่ว พยายามซ่อนความผิดหวังไว้ภายใต้รอยยิ้มฝื่อนๆ เมฆาไม่ได้ตอบทันที เขากดตัดสายแล้วยัดโทรศัพท์กลับเข้ากระเป๋าอย่างลวกๆ ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูงจนม้าไม้โยกเยก “ริน... วันนี้พอแค่นี้ก่อนเถอะ ฉัน... มีธุระด่วนต้องรีบไปเคลียร์ที่บ้าน” น้ำเสียงของเขาห่างเหินและรีบร้อนผิดปกติ ราวกับกำลังวิ่งหนีอะไรบางอย่าง “แต่เรายังซ้อมไม่จบเพลงเลยนะเมฆ อีกแค่สองหน้าเอง!” รินรดาผุดลุกขึ้นตาม รั้งชายเสื้อกันหนาวของเขาไว้ด้วยสัญชาตญาณ ปลายเล็บของเธอจิกเข้ากับเนื้อผ้าแน่น เมฆาก้มลงมองมือที่รั้งเขาไว้ แววตาของเขาวูบไหวด้วยความเจ็บปวดชั่ววินาทีหนึ่ง ก่อนที่เขาจะตัดสินใจแกะมือเธอออกอย่างนุ่มนวลแต่เด็ดเดี่ยว “ไว้พรุ่งนี้... ค่อยมาซ้อมใหม่นะ” เขาพูดแค่นั้น หันหลังให้ แล้วสาวเท้าก้าวเดินออกจากห้องซ้อมดนตรีไปอย่างรวดเร็ว โดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามองรอยยิ้มฝืนๆ ที่ค้างอยู่บนใบหน้าของเธอ รินรดายืนเคว้งคว้างอยู่ท่ามกลางความเงียบงันของห้องซ้อมดนตรีที่เย็นเฉียบ นิ้วมือทั้งสองข้างยังคงชาหนึบจากการสัมผัสเปียโนและความอบอุ่นเมื่อครู่ เธอก้าวตามไปที่ประตูเพื่อจะมองหาเขา แต่สายตากลับสะดุดเข้ากับสมุดบันทึกเล่มสีน้ำเงินเข้มของเมฆาที่ตกอยู่บนพื้นข้างม้าเปียโน ด้วยความสงสัยระคนสังหรณ์ใจบางอย่าง เธอจึงก้มลงหยิบมันขึ้นมาเปิดดู หน้ากระดาษเปิดค้างไว้ที่บันทึกประจำวันของวันนี้ ลายมือหวัดๆ ของเมฆียนเขียนข้อความด้วยหมึกซึมสีดำบรรทัดสุดท้ายที่ทำให้โลกรอบตัวของรินรดาพังทลายลงในพริบตา— *"หมอนัดผ่าตัดด่วนเดือนหน้า... ถ้าฉันไม่รอด อย่างน้อยเธอก็ต้องได้ไปปารีสตามฝัน"* ขอบคุณผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและเติบโตไปพร้อมกับตัวละครด้วยหัวใจเสมือนจริงครับ - แสงดาวพร่างพราว
สารจากนักเขียน (แสงดาวพร่างพราว)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ระยะห่างระหว่างเราคือดวงดาว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%