“อย่าทำแบบนี้เลยนะคะเมฆา... คุณไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจแทนริน ในเมื่อรินเป็นคนเลือกเองว่าจะยืนอยู่ตรงจุดไหน”
รินรดาวางนิ้วลงบนฝาเปียโนหลังเก่า เสียงไม้กระทบกันดังแผ่วเบาแต่ก้องกังวานอยู่ในห้องซ้อมที่เงียบเชียบ เธอจ้องมองแผ่นหลังกว้างของชายหนุ่มที่ยืนหันหลังให้เธอราวกับกำแพงที่ไม่มีวันทลายลง เมฆาไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง เธอเห็นเพียงไหล่ที่ไหวเล็กน้อย ก่อนที่เขาจะถอนหายใจยาว
“ที่ผมทำ... ก็เพื่อให้รินไปได้ไกลกว่านี้ไงครับ”
“อย่าใช้คำว่า ‘เพื่อริน’ มาอ้างเพื่อผลักไสกันแบบนี้เลยนะคะ” รินรดาเดินเข้าไปใกล้ ระยะห่างระหว่างพวกเขามันช่างน่าอึดอัด เหมือนมีขอบเหวที่มองไม่เห็นขวางกั้นไว้ “คุณบอกว่าส่งรินถึงดวงดาวแล้ว แต่คุณเคยถามไหมว่าถ้าไปถึงที่นั่นโดยไม่มีคุณอยู่ข้างๆ ดวงดาวดวงนั้นจะยังมีความหมายอะไร”
เมฆาหมุนตัวกลับมา สายตาของเขาเปลี่ยนไป เขาสวมหน้ากากความนิ่งเฉยเอาไว้อย่างมิดชิด แม้ว่าในแววตาคู่นั้นจะสั่นไหวรุนแรงเพียงใดก็ตาม เขายกมือขึ้นห้ามไม่ให้เธอเดินเข้ามาใกล้ไปกว่านี้
“ริน... โลกของคุณกำลังจะเปลี่ยนไป คุณกำลังจะได้ไปเรียนต่อต่างประเทศ เวทีระดับโลกกำลังรอคุณอยู่ อย่าเอาอนาคตที่สดใสมาแขวนไว้กับผู้ชายที่ไม่มีแม้แต่ความมั่นคงในวันพรุ่งนี้เลย” เขาเว้นจังหวะ น้ำเสียงที่เคยอบอุ่นกลับราบเรียบจนน่าใจหาย “จากนี้ไป เราคงต้องเว้นระยะห่างกันให้มากกว่านี้ เพื่อที่คุณจะได้ไม่ต้องหันกลับมามองข้างหลังอีก”
รินรดากำหมัดแน่น เล็บจิกเข้ากับฝ่ามือจนรู้สึกเจ็บ ความเจ็บนั้นไม่เท่ากับความรู้สึกเหมือนถูกคมมีดกรีดลงบนหัวใจ เธอจำได้ว่าบทเรียนเปียโนบทล่าสุดที่เขาช่วยติวให้ เธอเล่นผิดซ้ำๆ จนเขาต้องเข้ามาจับมือเธอแล้วพาเล่นโน้ตตัวนั้นให้ถูกต้อง ความอบอุ่นจากอุ้งมือของเขายังคงติดอยู่ที่ปลายนิ้ว แต่บัดนี้เขากลับกำลังลบเลือนรอยสัมผัสนั้นด้วยคำพูดที่เย็นชา
“ถ้าคำว่า ‘ระยะห่าง’ คือสิ่งที่คุณต้องการ...” รินรดาแค่นยิ้มผ่านม่านน้ำตาที่เริ่มรื้นขึ้นมา “รินก็จะทำให้ค่ะ เราจะเว้นระยะห่างกันให้มากที่สุด จนกว่าคุณจะรู้สึกว่ามันปลอดภัย... ปลอดภัยจากริน”
เธอหมุนตัวเดินออกมาจากห้องซ้อมโดยไม่หันกลับไปมองอีกเลย เสียงฝีเท้าของเธอกระทบพื้นไม้ดังเป็นจังหวะที่ขัดแย้งกับหัวใจที่กำลังเต้นระรัวและแหลกสลาย เธอรู้ดีว่าเมฆามีความลับบางอย่าง แต่เขากลับเลือกที่จะแบกรับมันไว้คนเดียวและผลักเธอออกไปโดยไม่ยอมแบ่งปันความเจ็บปวดนั้นกับเธอเลย
หลายวันต่อมา... ความเงียบกลายเป็นภาษาหลักที่สื่อสารระหว่างเขากับเธอ ในห้องสมุดมหาวิทยาลัยที่เธอเคยนั่งติวหนังสือกับเขาเป็นประจำ บัดนี้เขานั่งอยู่อีกมุมหนึ่งของห้อง แม้สายตาของรินรดาจะเผลอเหลือบไปมองอยู่บ่อยครั้ง แต่เธอก็ย้ำกับตัวเองเสมอว่านี่คือสิ่งที่เขาต้องการ
รินรดาพยายามจดจ่ออยู่กับโน้ตเพลงบนกระดาษ แต่ในหัวกลับมีแต่ภาพใบหน้าของเมฆา เธอตัดสินใจเดินไปที่ตู้ล็อกเกอร์เพื่อเก็บหนังสือ แต่ทว่า... เมื่อเธอเปิดล็อกเกอร์ออก สิ่งที่วางอยู่ข้างในกลับไม่ใช่หนังสือเล่มที่เธอทิ้งไว้
มันคือซองจดหมายสีขาวสะอาดที่ไม่ได้จ่าหน้าซอง แต่ลายมือที่คุ้นเคยบนกระดาษใบนั้นทำให้หัวใจของเธอหยุดเต้นไปชั่วขณะ
*‘หากวันใดที่ผมหายไปจริงๆ อย่างน้อยขอให้คุณจำไว้ว่า... การปล่อยให้คุณเดินไปข้างหน้า คือสิ่งที่ผมทำได้ดีที่สุด ในฐานะคนที่เฝ้ามองดวงดาวอย่างผม’*
รินรดาตัวสั่นเทา เธอรีบกวาดสายตามองไปรอบๆ อย่างไร้จุดหมาย ก่อนที่สายตาของเธอจะปะทะเข้ากับชายร่างสูงในชุดกาวน์สีขาวที่ยืนอยู่ไกลออกไปตรงสุดทางเดิน... เขาไม่ใช่เมฆา แต่เป็นคุณหมอเจ้าของไข้ที่เธอเคยเห็นเมฆาคุยด้วยเมื่อหลายเดือนก่อน
ชายคนนั้นเดินตรงมาหาเธอ สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความกังวลอย่างเห็นได้ชัด เขาหยุดลงตรงหน้าเธอพร้อมกับยื่นแฟ้มประวัติคนไข้ที่ร่วงหล่นลงมาในจังหวะที่เขากำลังก้มหยิบของ
“คุณรินรดาใช่ไหมครับ... ผมว่าถึงเวลาแล้วที่คุณต้องรู้ความจริงเสียที ว่าทำไมเขาถึงต้องผลักไสคุณขนาดนี้ เพราะถ้าปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป... อีกไม่นานเขาอาจจะไม่เหลือแม้แต่เวลาให้คุณได้กล่าวลาด้วยซ้ำ”
นิยายเรื่องนี้เขียนขึ้นจากความตั้งใจของ แสงดาวพร่างพราว หวังว่าทุกท่านจะยังคงโอบกอดตัวละครเหล่านี้ไปด้วยกันนะคะ
ระยะห่างระหว่างเราคือดวงดาว•ตอนที่ 18
ระยะห่างที่เพิ่มขึ้น
ผลงานโดย แสงดาวพร่างพราว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แสงดาวพร่างพราว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ระยะห่างระหว่างเราคือดวงดาว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!