คมดาบสีนิลกาฬกรีดผ่านม่านอากาศจนเกิดเสียงแหลมหวีดหู ระยะห่างเพียงไม่ถึงคืบก่อนจะถึงหลอดลมของคังมินโฮ เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายขึ้นเต็มแผ่นหลังของชายหนุ่ม หัวใจที่เคยเต้นเป็นจังหวะปกติกลับกระหน่ำรัวรากับกลองศึก สายตาคมกริบหรี่แคบลงเสี้ยววินาทีเพื่อคำนวณวิถีหลบหลีก ทว่าความเร็วของเงาร่างที่พุ่งเข้ามานั้นเหนือล้ำกว่าขีดจำกัดของมนุษย์ปุถุชนทั่วไปอย่างสิ้นเชิง—นี่ไม่ใช่การโจมตีเพื่อทดสอบฝีมือ แต่นี่คือเจตంటฆ่าของนักล่าที่ไร้ความปรานี
ปัง!
มินโฮตัดสินใจทิ้งตัวลงนอนราบกับพื้นดิน ดาบยาวเล่มนั้นเฉือนเอาเส้นผมสีดำสนิทของเขาหลุดร่วงไปหลายเส้น แรงลมจากการหวาดแกว่งดาบสร้างรอยแยกเป็นทางยาวบนพื้นคอนกรีตด้านหลังจนฝุ่นตลบอบอวล ทว่ายังไม่ทันที่มินโฮจะได้จัดระเบียบการหายใจ เงาร่างปริศนาซึ่งสวมชุดคลุมสีดำสนิทและสวมหน้ากากอำพรางใบหน้าครึ่งซีกก็หมุนตัวเตะตัดขาเข้าที่ชายโครงด้วยพละกำลังมหาศาล
"อึก..." มินโฮกัดฟันกรอด ใช้แขนทั้งสองข้างไขว้กันรับแรงกระแทก ร่างของเขาไถลไปกับพื้นหลายเมตรจนแผ่นหลังชนเข้ากับซากตึกถล่ม เศษปูนร่วงกราวลงมาฝังกลบ
*[คำเตือนจากระบบ: ตรวจพบระดับพลังงานปริศนาเทียบเท่าแรงก์ SSS พลังชีวิตของโฮสต์ลดลงเหลือ 78% ขอแนะนำให้เรียกใช้งานกองทัพเงาขั้นสูงในทันทีค่ะ/ครับ... เอ๊ย ขออภัยครับ โฮสต์!]* เสียงแจ้งเตือนของเซร่าในหัวของมินโฮตื่นตระหนกจนระบบเกือบจะรวน
"เงียบไปก่อน เซร่า..." มินโฮพึมพำลอดไรฟัน ขณะที่สายตายังคงจดจ้องไปยังผู้บุกรุก
เงาร่างนั้นลดดาบลงช้าๆ ท่วงท่าการยืนและการหายใจที่สม่ำเสมอนั้นคุ้นตาอย่างประหลาด มันไม่ใช่ความคุ้นตาแบบคนแปลกหน้า แต่เป็นสัญชาตญาณดิบที่สั่นเตือนในกระดูกดำของมินโฮ—กลิ่นอายพลังนี้... กลิ่นอายเลือดที่เคยอบอวลอยู่ในบ้านพักหลังเก่าเมื่อหลายปีก่อน สมสมัยที่พ่อของเขาหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยในดันเจี้ยนระดับหายนะ
"ฝีมือเจ้าพัฒนาขึ้น... แต่ยังสะเพร่าเหมือนเดิม คังมินโฮ"
น้ำเสียงทุ้มต่ำที่ลอดผ่านหน้ากากออกมานั้นแหบพร่าและเย็นเยียบ แต่มันกลับสั่นคลอนความรู้สึกนึกคิดของมินโฮให้ดิ่งวูบลงไปถึงก้นบึ้งของความทรงจำ
"แก... เป็นใครกันแน่?" มินโฮยันกายลุกขึ้นยืน ชักกริชเขี้ยวมังกรทมิฬออกมาถือไว้แน่น มือข้างที่กำด้ามอาวุธสั่นเทาเล็กน้อยไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นความโกรธเกรี้ยวที่ถูกกดทับมาเนิ่นนาน "อย่ามาใช้เสียงแบบนั้นพูดจาพล่อยๆ ถ้าคิดจะฆ่าก็เข้ามา!"
ผู้บุกรุกไม่ตอบคำถาม เพ่งมองมินโฮด้วยสายตาที่ซ่อนอยู่หลังหน้ากาก ก่อนที่บรรยากาศรอบตัวจะเริ่มบิดเบี้ยว แรงกดดันมหาศาลแผ่ขยายออกไปรัศมีหลายกิโลเมตร ไม่ใช่แค่บริเวณที่พวกเขายืนอยู่เท่านั้น แต่ทั่วทั้งกรุงโซลในยามนี้ ท้องฟ้าที่เคยเป็นสีครามกลับถูกย้อมด้วยเมฆหมอกสีเลือด มิติรอบตัวเริ่มปริแตกออกเป็นรอยแยกสีม่วงเข้ม เสียงหวาดผวาของผู้คนและเสียงไซเรนเตือนภัยดังระդົມก้องไปทั่วทิศทาง
ดันเจี้ยนเบรก... ไม่ใช่แค่แห่งเดียว แต่มันคือปรากฏการณ์ "ดันเจี้ยนแตกทั่วทวีป" ที่บันทึกไว้ในตำนานโบราณ!
"มันเริ่มแล้ว..." ผู้บุกรุกเอ่ยขึ้นเบาๆ พลางเงยหน้ามองท้องฟ้าที่กำลังพังทลาย "ประตูแห่งนรกที่พวกมันรอคอยกำลังจะเปิดออก กิลด์ใหญ่ที่เจ้าเคยไว้วางใจ... พวกมันต่างพากันวิ่งหนีเอาตัวรอดกันหมดแล้ว คังมินโฮ เจ้าคิดว่ากำลังปกป้องใครอยู่?"
ในขณะเดียวกัน ณ ศูนย์บัญชาการใหญ่สมาคมฮันเตอร์ ภาพจากดาวเทียมและเรดาร์ตรวจจับแสดงให้เห็นจุดสีแดงนับร้อยจุดปรากฏขึ้นพร้อมกันทั่วทุกมุมโลก สัตว์อสูรระดับภัยพิบัติ (Disaster Class) ก้าวเท้าออกมาจากรอยแยกมิติ แรงสั่นสะเทือนทำให้ตึกรามบ้านช่องสั่นคลอนราวกับแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ประชาชนนับล้านต่างวิ่งหนีตายกันอลหม่าน เสียงกรีดร้องระAมระทントリーงไปทั่วทุกหนแห่ง
กิลด์มาสเตอร์คัง ผู้นำแห่งกิลด์พยัคฆ์ทมิฬ ยืนมองหน้าจอภาพด้วยใบหน้าซีดเผือด มือที่ถือแก้วไวน์สั่นระริกจนของเหลวสีแดงฉานหกเลอะพื้น
"ท่านกิลด์มาสเตอร์ครับ! ดันเจี้ยนระดับ S สามแห่งพร้อมใจกันแตกที่ย่านใจกลางเมือง กำลังพลของเรา... ต้านทานไม่ไหวแล้วครับ!" รองหัวหน้ากิลด์วิ่งหน้าตื่นเข้ามารายงาน
กิลด์มาสเตอร์คังขบกรามแน่น ความทะเยอทะยานที่จะครอบครองอำนาจทั้งหมดพังทลายลงในพริบตา เมื่อเผชิญหน้ากับหายนะที่แท้จริง อำนาจเงินและชื่อเสียงกลายเป็นเพียงเศษกระดาษ "แล้วพวกฮันเตอร์แรงก์ S คนอื่นไปไหนหมด!"
"พวกมัน... ถอนกำลังหนีไปยังเขตอนุกรม 0 (เขตปลอดภัยลับ) กันหมดแล้วครับท่าน ไม่มีใครยอมสละชีพเพื่อประชาชนตาดำๆ หรอกครับ"
คำตอบนั้นทำให้กิลด์มาสเตอร์คังทรุดตัวลงนั่งกับเก้าอี้ด้วยความสิ้นหวัง ในโลกที่ไร้ซึ่งกฎเกณฑ์และกำลังปกป้อง มนุษยชาติกำลังจะสูญสิ้นเผ่าพันธุ์
ตัดกลับมาที่จุดปะทะ มินโฮมองภาพความโกลาหลที่สะท้อนอยู่ในดวงตาของตนเอง ลมหายใจของเขาเริ่มผ่อนช้าลง ความสับสนถูกแทนที่ด้วยความเย็นชาอันเด็ดขาด ร่างเงาทั้งหลายที่ซ่อนอยู่ใต้เงาเท้าของเขาเริ่มขยับไหวและส่งเสียงคำรามต่ำในลำคอราวกับกระหายเลือด
เซร่าส่งเสียงประสานเข้ามาในหัวด้วยโทนเสียงที่จริงจังกว่าครั้งไหนๆ *[โฮสต์ครับ... ประชาชนหลายล้านชีวิตกำลังรอความช่วยเหลือ อัตราการรอดชีวิตของเมืองนี้คือ 0.01% หากท่านไม่ลงมือในตอนนี้ ทุกอย่างจะดับสูญ]*
มินโฮกวาดสายตามองไปรอบตัว ก่อนจะหันกลับมาจ้องมองผู้บุกรุกที่สวมหน้ากาก ซึ่งในเสี้ยววินาทีนั้นเอง... ปลายดาบของอีกฝ่ายก็ถูกลดลง และมือข้างที่ว่างก็เอื้อมไปปลดหน้ากากออกช้าๆ เผยให้เห็นใบหน้าที่มีรอยแผลเป็นลากผ่านดวงตาข้างซ้าย และรอยยิ้มที่มินโฮจำได้ไม่มีวันลืม
"ทำได้ดีมาก... ลูกพ่อ"
ดวงตาของมินโฮเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกตะลึงสุดขีด ลมหายใจสะดุดกึกเมื่อความจริงที่ถูกปิดตายถูกเปิดเผยออกมาต่อหน้าต่อตา ท่าوسطวิกฤตการณ์ที่โลกกำลังจะล่มสลาย บุคคลที่เขาตามหามาตลอดชีวิตและคิดว่าตายไปแล้ว กลับยืนอยู่ตรงนี้... ในฐานะผู้จุดชนวนมหันตภัยครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ
ฝากกดติดตามและให้กำลังใจนักเขียนคนนี้ด้วยนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ!
Shadow Monarch: จากฮันเตอร์ขยะสู่ราชันเงาไร้พ่าย•ตอนที่ 16
ดันเจี้ยนแตกทั่วทวีป
ผลงานโดย เงาฮันเตอร์ไร้เงา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงาฮันเตอร์ไร้เงา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง Shadow Monarch: จากฮันเตอร์ขยะสู่ราชันเงาไร้พ่าย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!