บานประตูไม้สักบานนั้นถูกผลักเปิดออกด้วยแรงเหวี่ยงที่ไม่ได้นุ่มนวลนัก เงาร่างสูงใหญ่ของคณินทาบทับลงบนพรมเปอร์เซียผืนหนา กลิ่นอายเฉพาะตัวของเขาทั้งความเย็นเยียบของบุคลิกและกลิ่นโคโลญจ์ราคาแพงผสมผสานกับกลิ่นฝนจางๆ ลอยกรุ่นเข้ามาในอาณาเขตส่วนตัวที่รสายันต์เพิ่งสร้างกำแพงกั้นไว้อย่างแน่นหนา
หัวใจของเธอเต้นกระหน่ำราวดรัมินสเตอริโอที่ถูกเร่งวอลุ่มจนสุดขีด รสายันต์ยืนนิ่งอยู่หลังโต๊ะทำงาน ตัวชาดิ่งราวกับถูกตรึงไว้ด้วยตะปูยักษ์ มือที่ยังคงกำโทรศัพท์มือถือไว้แน่นสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่อยู่ ปลายเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือจนเจ็บแปลบ แต่ความเจ็บทางกายนั้นเทียบไม่ได้เลยกับความตื่นตระหนกที่กำลังกัดกินขั้วหัวใจ
“คุณเข้ามาในห้องนี้ได้ยังไง...” เสียงของเธอแหบพร่า ห้วนสั้น และพยายามอย่างยิ่งที่จะควบคุมไม่ให้มันสั่นเครือ
คณินไม่ตอบในทันที ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบคิ้วหนาเข้มกราดมองไปทั่วห้องนอนที่บัดนี้ถูกดัดแปลงให้กลายเป็นพื้นที่กว้างสำหรับกางแปลนและโมเดลสถาปัตยกรรม โต๊ะเขียนแบบตัวใหญ่ตั้งอยู่ริมหน้าต่าง เอกสารและกระดาษไขถูกจัดเรียงไว้อย่างเป็นระเบียบสะท้อนตัวตนอันเยือกเย็นและเด็ดเดี่ยวของหญิงสาวที่เขาเคยคิดว่ารู้จักดี... แต่ทว่า ในยามนี้เธอกลับกลายเป็นปริศนาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของเขา
ก้าวเท้าของเขาหนักแน่นมั่นคงขณะเดินลึกเข้ามาในห้อง สายตาคมปลาบหยุดลงที่ร่างบางในชุดสูทเข้ารูปสีเทาอ่อนที่ถอยร่นไปจนชิดขอบโต๊ะทำงาน ราวกับลูกสัตว์ที่จนมุมแต่ยังคงเชิดคางขึ้นสู้ด้วยศักดิ์ศรี
“ผมมีสิทธิ์ที่จะเข้ามาในทุกที่ที่มีคุณ... รสา” เสียงทุ้มต่ำนั้นเอ่ยขึ้นเรียบๆ ทว่ามีแรงกดดันมหาศาลแฝงอยู่เบื้องหลัง “และดูเหมือนว่า คุณพยายามจะสร้างกำแพงหนาเตอะขึ้นมาขวางกั้นผมเสียเหลือเกินนะ ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่การเจอหน้าอดีตสามีกลายเป็นเรื่องคอขาดบาดตายสำหรับคุณ?”
“เราหย่ากันแล้วค่ะคุณคณิน” รสายันต์เน้นย้ำทุกพยางค์ด้วยน้ำเสียงเยียบเย็น ดวงตากลมโตที่เคยฉายแววอ่อนแสงในอดีต บัดนี้กลับแข็งกร้าวราวกับเศษแก้วเคลือบพิษ “สถานะระหว่างเราจบลงตั้งแต่สามปีที่แล้ว และไม่มีเหตุผลอะไรที่คุณจะต้องมาเหยียบย่างเข้ามาในพื้นที่ส่วนตัวของฉันแบบนี้ เชิญออกไปค่ะ!”
เธอผายมือไปยังประตูห้อง เป็นการขับไล่อย่างไร้เยื่อใย ทว่าคณินกลับไม่มีทีท่าว่าจะสะท้อนสะเทือน ชายหนุ่มก้าวเข้ามาประชิดจนระยะห่างระหว่างเขากับเธอลดลงเหลือเพียงแค่คืบ กลิ่นกายคุ้นเคยที่เธอเคยซุกซบและเกลียดชังในเวลาเดียวกันโชยเข้าปะทะนาสิกจนรสายันต์ต้องกลั้นหายใจ หัวใจเจ้ากรรมทรยศด้วยการเต้นรัวแรงจนแทบทะลุออกมานอกอก
“พื้นที่ส่วนตัวงั้นหรือ...” คณินแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาคมกวาดมองริมฝีปากที่เม้มเข้าหากันแน่นอย่างถือดี “แต่แปลกจังนะ... ทุกครั้งที่ผมเข้าใกล้ หัวใจคุณไม่ได้บอกแบบนั้นเลย รสา”
เขายื่นมือหนาออกหมายจะแตะลงบนพวงแก้มเนียนใส ทว่ารสายันต์กลับเบี่ยงหน้าหลบราวกับรังเกียจสัมผัสนั้น ปฏิกิริยาที่รวดเร็วและเด็ดขาดทำให้มือของคณินค้างกลางอากาศ รอยยิ้มหยันผุดขึ้นที่มุมปากของชายหนุ่ม แต่นัยน์ตากลับไหววูบด้วยความเจ็บปวดร้าวรานที่เขาพยายามซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากความเย่อหยิ่ง
“อย่ามาแตะต้องตัวฉัน!” เธอกัดฟันกรอด ขยับถอยหลังจนสะโพชนิดเข้ากับขอบโต๊ะทำงาน “ถ้าคุณยังไม่เลิกทำตัวคุกคาม ฉันจะเรียกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยมาลากตัวคุณออกไปเดี๋ยวนี้”
“เชิญเลยครับ” คณินก้าวเข้ามาอีกก้าว บีบพื้นที่ของเธอให้แคบลงจนแผ่นหลังของเธอแนบติดกับโต๊ะทำงาน แขนแกร่งทั้งสองข้างยกขึ้นค้ำยันขอบโต๊ะไว้ กักขังร่างบางให้อยู่ในอาณัติของเขาอย่างเบ็ดเสร็จ “ให้คนทั้งตึกนี้รู้ไปเลยว่าอดีตสามีตามมาง้ออดีตภรรยาที่กำลังทำตัวเป็นเด็กดื้อ... ดูซิว่าใครจะอายมากกว่ากัน”
“คุณมันบ้าไปแล้ว...” รสายันต์ตวาดเสียงสั่น น้ำตาแห่งความคับแค้นเอ่อคลอหน่วยขึ้นที่ขอบตาอย่างห้ามไม่อยู่ เธอยกมือขึ้นผลักอกแกร่งเต็มแรง แต่ร่างของเขากลับมั่นคงราวกำแพงหินผา ไม่มีทีท่าว่าจะขยับเขยื้อນแม้แต่น้อย “ปล่อยฉันนะ!”
“ไม่ปล่อย...” น้ำเสียงของคณินเปลี่ยนเป็นนุ่มทุ้ม ทว่าจริงจังและทรงพลังจนน่ากลัว ก้มใบหน้าลงมาใกล้จนปลายจมูกแทบจะชนกัน ลมหายใจอุ่นร้อนรดรินอยู่ข้างแก้มสรางความปั่นป่วนในท้องของหญิงสาวอย่างประหลาด “คุณคิดว่าการที่คุณหอบงานโปรเจกต์สถาปัตย์ชิ้นใหญ่หนีมาซ่อนตัวอยู่ที่นี่ แล้วตัดขาดการติดต่อทุกอย่าง จะทำให้ผมตามคุณไม่พบหรือไง รสายันต์? คุณประเมินความตั้งใจของผมต่ำเกินไปแล้ว”
“ฉันไม่ได้หนี!” เธอเถียงกลับเสียงแข็ง ทั้งที่หอบหายใจถี่กระชั้น “ฉันมาทำงาน! ชีวิตของฉันไม่ได้มีไว้หมุนรอบตัวคุณอีกต่อไปแล้วคณิน! ปล่อยฉันซะทีเถอะ... ขอร้องล่ะ ปล่อยฉันไปเถอะนะ”
ประโยคสุดท้ายหลุดออกจากปากด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง วูบหนึ่งมีความเปราะบางฉายชัดอยู่ในดวงตาคู่นั้น ความเจ็บปวดจากการถูกทอดทิ้งในอดีตแผลเก่าที่ยังไม่หายดีถูกสะกิดให้เลือดซิบอีกครั้ง ภาพจำของคืนวันอันแสนหนเหน็บที่เธอต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวในคฤหาสน์หลังใหญ่ไร้ความรักผุดขึ้นมาตอกย้ำ
คณินชะงักไปเมื่อเห็นหยาดน้ำใสที่เอ่อล้นคลอเบ้าแต่รสายันต์พยายามกะพริบไล่มันกลับเข้าไป ความแข็งกร้าวของเธอมันช่างเปราะบางเหลือเกินภายใต้เปลือกนอกที่เย็นชา ความรู้สึกผิดแล่นริ้วขึ้นมาในอกจนจุกแน่น เขารู้ดีว่าแผลที่เขาเคยฝากไว้มันลึกซึ้งเพียงใด และการไถ่บาปครั้งนี้มันไม่อาจชำระล้างได้ด้วยคำพูดสวยหรูเพียงไม่กี่คำ
“ผมรู้ว่าผมเคยทำร้ายคุณ... รสา” คณินกระซิบแผ่วเบา ดวงตาคมกริบฉายแววสำนึกผิดอย่างสุดซึ้ง นิ้วมือที่เคยแข็งกระด้างค่อยๆ เอื้อมออกไป แตะปาดหยาดน้ำตาที่เล็ดลอดออกมาจากหางตาของเธออย่างแผ่วเบาราวกับกลัวว่าเธอจะแตกสลายคามือ “แต่โปรดให้โอกาสผมได้พิสูจน์ตัวเองอีกครั้ง... ไม่ใช่ในฐานะสามีที่เห็นแก่ตัวคนเดิม แต่ในฐานะผู้ชายคนหนึ่งที่พร้อมจะยอมจำนนแทบเท้าคุณ”
สัมผัสอุ่นร้อนที่ข้างแก้มทำให้รสายันต์สะท้านเฮือก ความอบอุ่นที่เธอโหยหามาตลอดสามปีบัดนี้กลับถูกยื่นมาให้ในวันที่เธอไม่ต้องการมันอีกแล้ว หรือ... บางทีลึกๆ ในใจ เธอยังคงโหยหามันอยู่กันแน่? ความคิดนั้นทำให้เธอยิ่งโกรธตัวเอง
“สายไปแล้วค่ะ...” เธอเค้นเสียงลอดไรฟัน ดวงตาสีเข้มจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขาอย่างไม่ยอมแพ้ “ความรู้สึกของฉันมันตายไปตั้งแต่คืนวันที่คุณเลือกผู้หญิงคนนั้นแล้วคณิน ต่อให้คุณเอาดวงดาวมาวางตรงหน้า หรือคุกเข่าอ้อนวอนจนเลือดออก... รสายันต์คนเดิมก็ไม่มีวันกลับมา”
สิ้นคำพูดนั้น ความอดทนเส้นสุดท้ายของคณินก็ขาดผึ่ง ความเย้ายวนจากกลิ่นกายและริมฝีปากที่เผยอขึ้นหายใจหอบกระชั้นปลุกเร้าสัญชาตญาณดิบเถื่อนที่เขาพยายามกดขี่ไว้ ชายหนุ่มไม่รอช้าที่จะฟังคำปฏิเสธใดๆ อีกต่อไป มือหนาเลื่อนลงรวบเอวบางเข้าหาตัวจนแนบชิดสนิทแน่นไม่มีช่องว่าง ก่อนจะประทับริมฝีปากลงบนกลีบปากนุ่มที่กำลังต่อต้านอย่างดุดันและเร่าร้อน
“อื้อ...!” รสายันต์เบิกตากว้าง ประท้วงเสียงอื้ออึงในลำคอ มือเล็กระดมทุบตีลงบนอกแกร่งเพื่อผลักไส ทว่าอ้อมแขนของเขากลับรัดแน่นราวกับคีมเหล็ก รสจูบที่เริ่มต้นด้วยความเอาแต่ใจและดุดันค่อยๆ เปลี่ยนแปลงเป็นความเว้าวอน เรียวลิ้นร้อนรุกรานเข้ามาตักตวงความหวานล้ำที่เขาโหยหามาเนิ่นนาน บดเบียดเคล้าคลึงจนสติสัมปชัญญะของหญิงสาวกระเจิงหลุดลอย
ความโกรธ ความเกลียดชัง และความปรารถนาที่ถูกเก็บกดไว้ร่วมสามปีปะทุขึ้นพร้อมๆ กัน รสายันต์พยายามกัดริมฝีปากเพื่อป้องกันไม่ให้เขาได้ใจ แต่คณินกลับใช้นิ้วมือบีบกรามมนให้เผยอออกอย่างจำยอม ก่อนจะสอดแทรกความเร่าร้อนเข้าไปซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนลมหายใจของทั้งคู่ขาดห้วง ร่างกายที่เคยต่อต้านเริ่มอ่อนระทวยลงทีละน้อย ความรู้สึกคุ้นเคยจากสัมผัสที่เธอเคยปรารถนาอย่างลึกซึ้งกำลังกัดเซาะกำแพงทิฐิที่เธอสร้างขึ้นจนแทบพังทลาย
ในขณะที่บรรยากาศในห้องกำลังร้อนระอุและเต็มไปด้วยแรงปรารถนาอันบีบคั้น...
*ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก!*
เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งติดๆ กัน ขัดจังหวะความวาบหวามลงอย่างกะทันหัน ตามด้วยเสียงใสแจ๋วของเด็กชายตัวเล็กคนหนึ่งที่ดังทะลุเข้ามาจากด้านนอก
“คุณแม่ขา... คุณแม่ทำไมห้องล็อกคะ? น้องันต์หิวน้ำแล้วเปิดประตูให้หน่อยเร้ว!”
ร่างของรสายันต์แข็งค้างไปในทันที ราวกับถูกสายฟ้าฟาดลงกลางกระหม่อม เลือดในกายเย็นเฉียบลงชั่วขณะ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด
ส่วนคณินที่กำลังเคลิบเคลิ้ม ชะงักกึกทันทีเมื่อได้ยินสรรพนามและเสียงเล็กๆ นั้น ดวงตาคมกริบเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกตะลึง ร่างกายของเขานิ่งค้างราวกับรูปปั้น หัวใจกระหน่ำเต้นรัวแรงยิ่งกว่าตอนที่เขาพังประตูเข้ามาเสียอีก เมื่อสมองประมวลผลคำว่า 'น้องันต์' และเสียงเด็กผู้ชายวัยสามขวบที่ยืนอยู่หน้าห้อง... เด็กที่มีใบหน้าละม้ายคล้ายคลึงกับตัวเขาเองราวกับถอดแบบออกมาจากกระจกเงา!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและเจ็บปวดไปกับตัวละครด้วยกันนะคะ รักค่ะ
ทัณฑ์สลักเรือนร่างกับถ้อยคำจองจำ•ตอนที่ 14
การถอยร่นเชิงกลยุทธ์
ผลงานโดย เข็มฉายานิศ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เข็มฉายานิศ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ทัณฑ์สลักเรือนร่างกับถ้อยคำจองจำ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!