"รอยยิ้มของคุณในตอนนี้... มันไม่ได้ทำให้ฉันรู้สึกว่าคุณอยากจะขอโทษเลยสักนิดค่ะ คุณคณิน"
น้ำเสียงของรสายันต์หวานหยดราวกับเคลือบยาพิษ เธอยืนพิงกรอบประตูห้องทำงานส่วนตัวในโครงการก่อสร้างรีสอร์ตหรูริมผา แสงไฟสีส้มสลัวจากโคมไฟดีไซน์โมเดิร์นขับเน้นให้ใบหน้าคมคายของเธอเฉียบคมและทรงพลังยิ่งขึ้น ชุดสูทเข้ารูปสีเทาเข้มยิ่งเสริมรัศมีของสถาปนิกสาวมือหนึ่งผู้ไม่เคยเกรงกลัวใครหน้าไหน และเหนือสิ่งอื่นใด... เธอไม่ได้เป็นผู้หญิงคนเดิมที่คอยก้มหน้ายอมรับความชอกช้ำในอดีตกาลอีกต่อไปแล้ว
คณินชะงักฝีเท้าที่ก้าวเข้าไปใกล้ หัวใจของเขาไหววูบอย่างรุนแรงราวกับถูกกระชากลงสู่เหวลึก สายตาคมกริบของอดีตสามีมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่อัดอั้นจนจุกอก รอยยิ้มเยือกเย็นที่มุมปากของรสายันต์เมื่อครู่ยังคงติดตรึงอยู่ในห้วงความคิด มันไม่ใช่รอยยิ้มของความโกรธเกรี้ยว แต่มันคือรอยยิ้มของการ "ดูแคลน" และนั่นคือสิ่งที่บาดลึกเข้าไปถึงวิญญาณของมหาเศรษฐีหนุ่มผู้ไม่เคยต้องก้มหัวให้ใคร
"รสา..." เขากล่าวเรียกชื่อเธอด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่า มือหนาข้างหนึ่งเผลอยกขึ้นหมายจะเอื้อมไปคว้าข้อมือเรียวเล็กที่ไขว้อยู่ __หากแต่ยังไม่ทันที่ปลายนิ้วจะได้สัมผัสโดนเนื้อตัว กำแพงความเย็นชาที่เธอสร้างขึ้นมาก็ทำหน้าที่ราวกับกระแสไฟฟ้าแรงสูงที่สะท้อนเขากลับมาทันที__
รสายันต์ก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าวอย่างจงใจ ดวงตากลมโตคู่สวยที่เคยฉายแววรักใคร่ลุ่มหลงเมื่อหลายปีก่อน บัดนี้ว่างเปล่าและเย็นเยียบดั่งน้ำแข็งขั้วโลก เธอมองเขาด้วยหางตา ราวกับเขาเป็นเพียงฝุ่นผงไร้ค่าที่เธอไม่อยากแม้แต่จะปรายตามองซ้ำ
"กรุณาให้เกียรติพื้นที่ส่วนตัวของฉันด้วยค่ะ คุณคณิน" เธอเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าเฉียบขาดทุกถ้อยคำ "เราไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกันในฐานะอื่น นอกจากเรื่องงาน... และถ้างานที่คุณอ้างว่ามีธุระด่วน มันหมายถึงการมายืนทำท่าทีคุกคามฉันแบบนี้ ฉันคิดว่าเราคงไม่มีอะไรต้องคุยกันอีก เชิญค่ะ"
ความเงียบงันเข้าปกคลุมพื้นที่ระหว่างคนทั้งสองชั่วขณะ มีเพียงเสียงลมทะเลภายนอกที่พัดกระทบหน้าต่างกระจกบานใหญ่ เสียงนั้นคล้ายเสียงคำรามเบาๆ ของกาลเวลาที่พยายามพัดพาเรื่องราวเก่าๆ ให้กลับมาหลอกหลอน แต่สำหรับรสายันต์... กาลเวลาไม่ได้ทำให้เธอบอบบางลง มันหล่อหลอมให้เธอแข็งแกร่งดั่งเพชรเม็ดงามที่ผ่านการเจียระไนด้วยความเจ็บปวด
คณินขบกรามแน่นจนสันนูนขึ้นชัดเจน ความรู้สึกผิดที่กัดกินหัวใจมาตลอดหลายปีผสมปนเปเข้ากับความอึดอัดคับข้องใจ เขาอยากจะคว้าตัวเธอเข้ามากอดไว้แนบอก อยากจะบอกเล่าความจริงทุกอย่างที่เขาโง่เขลาเบาปัญญาในอديต อยากจะคุกเข่าลงแล้วร้องขอการอภัยจากเธอตรงนี้... แต่เขารู้ดีว่า ต่อให้เขาเอาชีวิตเข้าแลก รสายันต์ในวันนี้ก็คงไม่ชายตาแล
"ผมรู้ว่าผมมันเลว" คณินเค้นเสียงลอดไรฟัน ดวงตาคมกริบแดงก่ำด้วยความอัดอั้น "ผมรู้ว่าสิ่งที่ผมทำกับคุณในอดีตมันเหี้ยมโหดเกินกว่าที่คุณจะอภัยให้ได้... แต่รสา, ขอร้องล่ะ ฟังผมอธิบายสักนิดไม่ได้เลยหรือไง เรื่องระหว่างผมกับศจีในตอนนั้นมัน..."
"หยุดเถอะค่ะ!" รสายันต์ยกมือขึ้นห้ามด้วยสีหน้ารังเกียจอย่างไม่ปิดบัง เธอหัวเราะในลำคอเบาๆ เป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความขบขันโดยสิ้นเชิง "คุณกำลังจะบอกว่ามันคือความเข้าใจผิด? หรือคุณกำลังจะโยนความผิดให้ผู้หญิงคนนั้นเหมือนที่ผ่านมาทุกครั้งคะ? คุณคณิน... ตัวคุณในอดีตใจร้ายอย่างไร ตอนนี้คุณก็ยังน่าสมเพชเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยน คุณกล้าพูดคำว่า 'อธิบาย' ออกมาได้ยังไง ในเมื่อตัวคุณเองเป็นคนทำลายทุกอย่างลงด้วยมือของคุณเอง!"
คำพูดเชือดเฉือนนั้นพุ่งตรงเข้าปักกลางใจของคณินราวกับคมมีด กลิ่นอายความทรงจำอันหอมหวานในอดีตวันที่เคยร่วมเรียงเคียงหมอน บัดนี้ถูกแปรเปลี่ยนเป็นกลิ่นอายของความขื่นขมและคราบน้ำตา ภาพวันที่เธอต้องทนอยู่คนเดียวในบ้านหลังใหญ่โดยไม่มีแม้แต่ความเหลียวแล ภาพวันที่เธอกล้ำกลืนฝืนทนกับถ้อยคำดูถูกเหยียดหยามจากปากของเขาและคนรอบข้าง... ทุกอย่างไหลทะลักย้อนกลับมาตอกย้ำให้ชายหนุ่มแทบคลั่ง
เขาไม่อาจทนเห็นแววตาชิงชังคู่นั้นได้อีกต่อไป คณินก้าวพรวดเดียวเข้าไปประชิดตัวร่างบาง รวบเอวคอดกิ่วเข้าหาตัวด้วยความรวดเร็วเกินกว่าที่เธอจะทันตั้งตัว
"ปล่อยนะ! คุณทำบ้าอะไร!" รสายันต์ตื่นตระหนกเป็นครั้งแรก ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจเมื่อแผ่นหลังของเธอแนบชิดติดกับผนังห้องเย็นเฉียบ โดยมีร่างหนาหนักของอดีตสามีทาบทับกักขังเธอไว้ในอ้อมแขน
"ใช่... ผมมันบ้า!" คณินคำรามเสียงต่ำในลำคอ ลมหายใจร้อนผ่าวรดรินอยู่ข้างแก้มเนียน กลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือจางผสมกับกลิ่นบุหรี่จางๆ ลอยกรุ่นอยู่รอบตัว ยิ่งทำให้บรรยากาศระหว่างทั้งคู่เต็มไปด้วยความเร่าร้อนและอันตราย "ผมบ้ามานานแล้ว ตั้งแต่วันที่คุณเดินออกไปจากชีวิตผม! รสา... มองหน้าผมสิ มองผมให้ชัดๆ ว่าคนที่คุณเกลียดนักเกลียดหนาในตอนนี้ มันกำลังจะตายอยู่แล้วเพราะสายตาเย็นชาของคุณ!"
"คนสารเลว..." รสายันต์เค้นเสียงด่าทอพร้อมกับใช้มือทั้งสองข้างผลักไวดストอกอกกว้างเต็มแรง แต่แรงอันน้อยนิดของเธอกลับไม่ได้ทำให้เขาขยับเขยื้อนเลยแม้แต่น้อย ร่างกายของเขาร้อนผ่าวดั่งเตาไฟ ลมหายใจที่กระชั้นชิดเริ่มทำให้บรรยากาศในห้องแคบลงถนัดตา
ดวงตาคมดุของคณินกวาดมองริมฝีปากอิ่มสีระเรื่อที่กำลังขยับต่อว่าเขา ความโหยหาที่สะกดกลั้นมานานนับปีระเบิดออกอย่างไร้การควบคุม สัญชาตญาณดิบเถื่อนของชายผู้ไม่เคยยอมจำนนต่อสิ่งใดเข้าครอบงำ เขาก้มลงประชิดริมฝีปากหมายจะบดขยี้ความถือดีของหญิงสาวให้แหลกคาอก
รสายันต์ไวกว่าที่คิด เธอเบี่ยงหน้าหลบอย่างเฉียดฉิว ทำให้อารมณ์พะว้าพะวังของคณินพุ่งชนเข้ากับซอกคอหอมกรุ่นของเธอแทน จมูกโด่งคมฝังลงสู่วรรณะผิวเนียนนุ่มโดยสัญชาตญาณ กลิ่นกายหอมหวานเฉพาะตัวที่เขาเคยหลงใหลและโหยหามาตลอดค่ำคืนอันโดดเดี่ยว กระตุ้นเร้าสติสัมปชัญญะของชายหนุ่มจนขาดผึ่ง
"อื้อ!... ปล่อยนะ คณิน!" รสายันต์หวีดร้องด้วยความตกใจเมื่อริมฝีปากร้อนจัดของเขาเริ่มพรมจูบไล้จากต้นคอระหงขึ้นมาจนถึงใบหู ความวาบหวามสายหนึ่งแล่นพล่านไปทั่วสันหลังอย่างไม่ทันตั้งตัว ร่างกายที่เคยต่อต้านกลับรู้สึกปั่นป่วนขึ้นมาอย่างน่าประณาม ความโกรธแค้นและความปรารถนาอันลึกซึ้งตีรันพันตูอยู่ในอกจนเธอแทบหายใจไม่ออก
มือหนาของคณินรั้งท้ายทอยของเธอไว้มั่น บังคับให้อรชรน้อมรับสัมผัสอันดุดันและโหยหา ริมฝีปากหนาประกบจูบลงบนกลีบปากอิ่มที่พยายามเผยออ้าต่อต้าน รสจูบในคราแรกเต็มไปด้วยความเร่าร้อนและดุดันราวกับต้องการลงทัณฑ์ แต่ไม่นานนักก็แปรเปลี่ยนเป็นความนุ่มนวลเว้าวอนที่ละลายหัวใจคนฟังให้ยอมจำนน
เรียวลิ้นร้อนสอดแทรกเข้าไปตักตวงความหวานล้ำภายในโพรงปากอย่างเอาแต่ใจ รสายันต์พยายามกัดฟันแน่นเพื่อปฏิเสธ แต่สัมผัสวาบหวามที่คุ้นเคยในอดีตกลับซัดสาดเข้ามาทำลายเกราะป้องกันของเธอทีละน้อย ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีเลือนหายไปชั่วขณะ เหลือเพียงเสียงหัวใจที่เต้นรัวโครมครามประสานกันในความเงียบ
มือเรียวที่เคยทุบตีอกแกร่ง ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นกำสาบเสื้อสูทของเขาแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว ร่างกายอ่อนยวบลงอยู่ในอ้อมแขนของคนที่เธอเกลียดชังที่สุด คณินรับรู้ถึงการตอบสนองอันน้อยนิดนั้น หัวใจของเขาพองโตคับอก ความรู้สึกโหยหาที่อัดอั้นมาเนิ่นนานได้รับการปลดปล่อยผ่านสัมผัสอันลึกซึ้งและเร่าร้อน เขาดึงร่างบางให้แนบชิดสนิทแนบยิ่งขึ้น จนแทบไม่มีช่องว่างให้อากาศผ่าน
ทว่า... ในวินาทีที่ความหวามไหวครอบงำสติของคนทั้งคู่จนแทบจะก้าวข้ามเส้นศีลธรรมไปอีกครั้ง เสียงเคาะประตูดัง "ก๊อก ก๊อก" ก็ฉุดกระชากพวกเขากลับสู่โลกความเป็นจริงอย่างโหดร้าย!
"คุณรสาคะ ดิฉันมีเอกสารด่วนจากหน้าไซต์งาน... อุ๊ย! ขอโทษค่ะ!"
เสียงใสของเลขาหน้าห้องเอ่ยขึ้นด้วยความตกใจ พร้อมกับผลักประตูเปิดเข้ามาโดยไม่ทันตั้งตัว ภาพของชายหญิงที่กำลังแนบชิดนัวเนียกันอยู่มุมห้องปรากฏแก่สายตาเต็มๆ
คณินผละออก1ก้าวด้วยความหงุดหงิด ขณะที่รสายันต์หน้าถอดสี รีบจัดเสื้อผ้าของตัวเองให้เข้าที่ด้วยความอับอายและโกรธจัด ทว่า... ในขณะที่เลขาวยกแฟ้มเอกสารขึ้นมาบังใบหน้าด้วยความทำตัวไม่ถูก สายตาของคณินกลับเหลือบไปเห็นกระดาษแผ่นหนึ่งที่ร่วงหล่นลงมาจากแฟ้มของเลขาฯ
มันคือภาพถ่ายสำเนาใบสูติบัตรของเด็กชายวัยสี่ขวบคนหนึ่ง... และชื่อบิดาที่ถูกเว้นว่างไว้ในช่องนั้น กลับมีลายมือเขียนด้วยปากกาแดงเป็นชื่อเต็มของเขาเอง!
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางไปในห้วงอารมณ์อันลึกล้ำนี้กับ "เข็มฉายานิศ" นะคะ
ทัณฑ์สลักเรือนร่างกับถ้อยคำจองจำ•ตอนที่ 3
กลิ่นอายความทรงจำ
ผลงานโดย เข็มฉายานิศ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เข็มฉายานิศ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ทัณฑ์สลักเรือนร่างกับถ้อยคำจองจำ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!