เสียงฝนที่กระหน่ำซัดสาดใส่กระจกหน้าต่างกระจฝ้าของห้องใต้หลังคาเก่า ๆ หลังนี้ ไม่ได้สร้างความรำคาญใจให้แก่รินรดาเท่ากับความเงียบงันที่ทิ้งตัวอยู่ระหว่างเธอกับชายหนุ่มผู้นั่งอยู่มุมห้อง
ทนายความสาววางแฟ้มเอกสารคดีคั่งค้างลงบนโต๊ะไม้สักเก่าคร่ำคร่า เสียงกระดาษกระทบผิวไม้ดังสะท้อนในความวิเวก กวินทร์ยังคงนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้โยก แสงสลัวจากตะเกียงน้ำมันสะท้อนเงาโครงหน้าคมคายที่มักซ่อนไว้ภายใต้ความเยชาและบทกวี วันนี้ไม่มีรอยยิ้มมุมปาก ไม่มีคำคมบาดลึก มีเพียงลมหายใจที่ไหวสะท้านเบา ๆ และปลายนิ้วที่สั่นเทาอย่างปิดไม่มิด
"คุณกำลังซ่อนอะไรจากผมอีกแล้วหรือครับ, รินรดา" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบที่กดทับ บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกบีบอัดด้วยความลับที่ทั้งคู่ต่างถือครองไว้คนละมุม
"ฉันไม่ได้ซ่อน... ฉันแค่กำลังปกป้องความจริงที่คุณพยายามวิ่งหนีต่างหากล่ะคะ" รินรดาหันกลับมาเผชิญหน้า สายตาคมกริบแบบนักกฎหมายจดจ้องร่างที่ดูเปราะบางกว่าทุกครั้งของเขา "คุณบาดเจ็บไม่ใช่แค่ที่ร่างกาย แต่คุณกำลังแบกรับความผิดบาปของใครบางคนอยู่... ทั้งที่มันไม่ใช่หน้าที่ของคุณ"
กวินทร์แค่นหัวเราะเบา ๆ เป็นเสียงที่แห้งผากและเจ็บปวด เขายกมือขึ้นกุมขมับ ร่างกายที่เคยสง่างามยามเมื่อยืนอยู่ท่ามกลางผู้คน บัดนี้กลับห่อเหี่ยวลงราวกับกระดาษสาที่ถูกน้ำซัดจนเปื่อยยุ่ย "หน้าที่หรือครับ? โลกใบนี้ขับเคลื่อนด้วยตรรกะและหลักฐานทางกฎหมายของคุณ แต่โลกของผม... มันขับเคลื่อนด้วยรอยแผลเป็นและความผิดพลาดที่ลบไม่ออก คุณไม่เข้าใจหรอกว่าการมีชีวิตอยู่เพื่อรอให้ความยุติธรรมมาเคาะประตู มันทรมานแค่ไหน"
รินรดาก้าวเข้าไปใกล้ทีละก้าว ฝايเท้าเหยียบลงบนพื้นไม้ที่ส่งเสียงเอี๊ยดอาร์ด เธอมองลึกลงไปในดวงตาคู่นั้น—ดวงตาที่ครั้งหนึ่งเคยท้าทายเธออย่างหยิ่งผยอง แต่บัดนี้กลับเต็มไปด้วยความหวาดกลัวที่ถูกเก็บกดไว้ใต้ก้นบึ้งของจิตวิญญาณ
"ถ้าฉันไม่เข้าใจ... แล้วใครล่ะที่จะเข้าใจคุณ" น้ำเสียงของทนายความสาวอ่อนลงโดยไม่รู้ตัว ความแข็งกร้าวที่ใช้ต่อกรกับศัตรูในศาลมลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความปรารถนาลึก ๆ ที่จะเยียวยาจิตวิญญาณที่แตกสลายเบื้องหน้า "ที่หลบภัยแห่งนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อซ่อนตัวจากกฎหมายหรอกนะกวินทร์... แต่มันมีไว้เพื่อให้คุณกล้าพอที่จะยอมรับความจริงต่างหาก"
กวินทร์เงยหน้าขึ้นสบตาเธอ แววตาไหววับราวกับเปลวเทียนต้องลมแรง ความดื้อรั้นที่เคยมีพังทลายลงในวินาทีนั้น เขาค่อย ๆ ยื่นมือที่สั่นเทาออกไป คว้าชายเสื้อกันหนาวของรินรดาไว้แน่น ราวกับคนจมน้ำที่คว้าฟางเส้นสุดท้าย
"มันเจ็บปวดเหลือเกิน... รินรดา" เสียงกระซิบนั้นแผ่วเบiจนแทบกลืนหายไปกับเสียงสายฝน "ทุกตัวอักษรที่ผมเขียน ทุกบทกวีที่ผมร้อยเรียง... มันคือเสียงกรีดร้องของคนที่ไม่มีแม้แต่สิทธิ์จะพูดความจริง"
รินรดานิ่งงันไปชั่วขณะ เธอทอดสายตามองมือของเขาที่กำเสื้อเธอไว้แน่น ก่อนจะตัดสินใจยื่นมือไปทาบทับลงบนหลังมือที่เย็นเฉียบนั้น ความอบอุ่นจากฝ่ามือของเธอส่งผ่านไปยังปลายนิ้วของเขา เป็นสัมผัสที่ไร้ซึ่งการะประเมินผลประโยชน์ เป็นความจริงแท้เพียงหนึ่งเดียวท่ามกลางภาพลวงตาที่รายล้อม
"ร้องออกมาสิคะ... ถ้ามันจะทำให้คุณเบาลงบ้าง" เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนอย่างที่สุด
ในความเงียบงันที่ถูกโอบล้อมด้วยราตรีกาลอันมืดมิด กวินทร์หลับตาลงปล่อยให้หยาดน้ำตาที่กลั้นมานานไหลรินผ่านแก้มตอบ ร่างกายของกวีหนุ่มผู้เย็นชาสั่นสะท้อนในอ้อมกอดทางความรู้สึกที่ทนายความสาวมอบให้ เป็นช่วงเวลาที่อุดมการณ์อันแตกต่างถูกหลอมรวมเข้าด้วยกันด้วยความเปราะบางของความเป็นมนุษย์
ทว่า ท่ามกลางความเงียบงันและการปลอบประโลมอันลึกซึ้งนั้นเอง... เสียงฝีเท้าฝ่าสายฝนอันหนักหน่วงก็ดังขึ้นที่ระเบียงด้านนอก ตามด้วยเสียงเคาะประตูสามครั้งที่มั่นคงและเยียบเย็น ราวกับถูกส่งมาเพื่อทำลายช่วงเวลาเปราะบางนี้ให้แหลกสลาย
รินรดาสะดุ้งสุดตัว ดวงตาคมกริบหันขวับไปมองบานประตูก่อนจะก้มลงมองกระดาษแผ่นหนึ่งที่ร่วงหล่นจากกระเป๋าเสื้อของกวินทร์เมื่อครู่—มันคือสำเนาหมายจับระบุชื่อ "กวินทร์" ในข้อหาฆาตกรรมอำพราง... ที่เพิ่งออกเมื่อหนึ่งชั่วโมงก่อนหน้านี้เอง
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลาและตัวอักษรมาด้วยกัน ณ ที่นี้นะครับ
บทกวีที่ไม่มีวันจบ•ตอนที่ 14
ที่หลบภัยในถ้อยคำ
ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บทกวีที่ไม่มีวันจบ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!