บทกวีที่ไม่มีวันจบ•ตอนที่ 13

หนีให้พ้นความมืด

ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
เสียงโลหะกระทบกันในความมืดดังขึ้นเพียงแผ่วเบา แต่คมชัดพอที่จะทำให้สัญชาตญาณการเอาตัวรอดของทนายความสาวตื่นตัวถึงขีดสุด รินรดาแนบแผ่นหลังชิดกับผนังปูนเย็นเยียบของตึกร้างแห่งนั้น ลลมหายใจของเธอถูกควบคุมให้สม่ำเสมอที่สุด แม้ว่าหัวใจจะเต้นระรัวราวกับกลองศึกที่พร้อมจะระเบิดออกนอกทรวงอก ดวงตาคู่คมกวาดมองไปในความสลัวเพื่อประเมินสถานการณ์ เธอไม่มีเวลาแม้แต่จะยกมือขึ้นเช็ดคราบฝุ่นและหยาดเหงื่อที่ไหลย้อยลงมาตามกรอบหน้า ความจริงทางกฎหมายที่เธอเคยยึดถือและต่อสู้มาตลอดชีวิต ถูกบดขยี้เหลือเพียงความจริงตรงหน้า—ความจริงที่วัดด้วยกระสุนปืนและลมหายใจที่แขวนอยู่บนเส้นด้าย "เงียบเสียงลงหน่อย รินรดา" เสียงกระซิบต่ำทุบทำความเงียบขึ้นมาจากมุมมืดห่างออกไปไม่ถึงช่วงตัว กวินทร์ย่อกายลงพิงเสาคอนกรีต ใบหน้าด้านข้างของเขาถูกแต่งแต้มด้วยเงาสีเข้มจากแสงจันทร์ที่ลอดผ่านหน้าต่างบานเกล็ดที่แตกละเอียด ดวงตาคมกริบของกวีหนุ่มมิได้ฉายแววหวาดกลัวแม้แต่น้อย มันยังคงความนิ่งสงบ เยชา และเต็มไปด้วยปริศนา ราวกับชายหนุ่มกำลังนั่งจิบกาแฟยามบ่ายในร้านหนังสือเก่า มากกว่าการหลบหนีการตามล่าจากมือสังหารที่เพิ่งพังประตูห้องพักของพวกเขาเข้ามาเมื่อสิบนาทีที่แล้ว รินรดาหันขวับไปมองคู่หูจำเป็นด้วยสายตาที่คมกริบไม่แพ้กัน เธอกำแฟ้มหนังสีดำในมือแน่นจนข้อต่อนิ้วเปลี่ยนเป็นสีขาว "ฉันไม่ได้ส่งเสียงดัง กวินทร์" เธอกระซิบตอบด้วยน้ำเสียงลอดไรฟันที่เต็มไปด้วยความกดดัน "และที่สำคัญ... นี่ไม่ใช่เวลามานั่งสงบจิตสงบใจด้วยบทกวีบ้าๆ ของคุณ หลักฐานในแฟ้มนี้คือสิ่งเดียวที่จะลากคอฆาตกรตัวจริงมารับโทษทางกฎหมายได้ แต่ถ้าเราตายอยู่ตรงนี้ ทุกอย่างก็จบ" กวินทร์ปรายตามองแฟ้มในมือเธอนิ่งนาน ชั่วขณะหนึ่ง มุมปากหยักลึกยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบา—รอยยิ้มที่มักจะทำให้รินรดานึกอยากจะหยิบอะไรก็ได้ใกล้ตัวปาใส่หน้าเขาสักครั้ง "คุณยังศรัทธากับระบบยุติธรรมที่ถูกซื้อได้ด้วยเศษกระดาษพวกนั้นอยู่อีกหรือครับ รินรดา" กวินทร์เอ่ยขึ้นเบาเสียจนแทบจะกลืนหายไปกับเสียงลมราตรี "คุณมองเห็นแต่ตัวบทกฎหมาย จนหลงลืมไปว่า... บางครั้งความยุติธรรมที่แท้จริง มักเริ่มต้นขึ้นในวินาทีที่กฎหมายสิ้นสุดลงต่างหาก" "อย่ามาพูดจาปรัชญาไร้สาระตอนนี้!" รินรดาโต้กลับอย่างฉุนเฉียว แม้จะรู้ดีว่าการขึ้นเสียงอาจนำความตายมาเยือน "คุณคิดว่าฉันอยากวิ่งหนีหัวซุกหัวซุนแบบนี้หรือไง ถ้าเรามีเวลามากกว่านี้ ฉันคงยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอคุ้มครองพยานไปนานแล้ว แต่นี่... คนของเราในกรมตำรวจถูกเก็บไปทีละคน เอกสารสำนวนคดีถูกทำลายหมดสิ้น โลกที่คุณศรัทธาในสัญญะ มันปกป้องชีวิตเราไม่ได้หรอกนะ กวินทร์!" บรรยากาศระหว่างคนทั้งสองอัดแน่นไปด้วยแรงเสียดทานทางอุดมการณ์ แม้ในยามที่ความตายอยู่ห่างออกไปเพียงแค่กำแพงกั้น รินรดายังคงเป็นตัวแทนของตรรกะ โครงสร้าง และข้อเท็จจริงทางกายภาพ ขณะที่กวินทร์คือภาพสะท้อนของความเปราะบาง ความล2ลอย และความจริงอันเจ็บปวดที่ซ่อนอยู่หลังบทกวี ทั้งสองคนยืนอยู่คนละฟากฝั่งของความคิด แต่กลับถูกพันธนาการไว้ด้วยโซ่เส้นเดียวกัน—โซ่แห่งความลับที่ทรงพลังเกินกว่าที่ผู้มีอำนาจจะปล่อยให้พวกเขามีชีวิตรอด *กริ๊ก...* เสียงโลหะกระทบกันดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ใกล้เข้ามามาก... มากจนแยกแยะได้ว่าเป็นเสียงปลดล็อกเซฟตี้ของปืนพกสั้น รินรดากลั้นหายใจโดยอัตโนมัติ เธอนิ่วหน้าลงเล็กน้อย สมองอันปราดเปรื่องทำงานด้วยความเร็วสูงเพื่อประเมินทางหนีทีไล่ ตึกร้างแห่งนี้มีทางออกหลักอยู่ด้านหน้า แต่แน่นอนว่าพวกมันต้องดักรออยู่ตรงนั้น ส่วนทางหนีไฟด้านหลังถูกปิดตายด้วยโซ่สนิมหนาเตอะ เหลือเพียงหน้าต่างบานเกล็ดที่เชื่อมต่อไปยังระเบียงแคบๆ ของตึกข้างเคียง ซึ่งมีความสูงถึงห้าชั้นและมีช่องว่างระหว่างตึกที่กว้างเกินกว่าที่คนปกติจะกระโดดข้ามไปได้โดยไม่ตกลงไปตาย กวินทร์ขยับตัวลุกขึ้นยืนช้าๆ เขาสบตาเธอ นัยน์ตาคู่นั้นไม่มีความลังเลหลงเหลืออยู่เลย มีเพียงประกายบางอย่างที่ยากจะคาดเดา "ตามผมมา" เขากระซิบสั้นๆ ก่อนจะพยักเพยิดไปยังความมืดเบื้องลึกของโถงทางเดิน "เดี๋ยว... ทางนั้นมันทางตันนะกวินทร์" รินรดารั้งแขนเขาไว้ สัมผัสจากปลายนิ้วผ่านเนื้อผ้าชื้นเหงื่อทำให้กวินทร์ชะงักไปชั่วขณะ "บางครั้ง... ทางตันที่สุด ก็คือประตูบานเดียวที่นำไปสู่อิสรภาพครับ" กวินทร์หันมาตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่เด็ดขาด "เชื่อผมสักครั้งเถอะ ทนายความ... อย่าใช้สมองคิดคำนวณความน่าจะเป็นในตอนนี้ ให้หัวใจของคุณนำทางบ้าง" ก่อนที่รินรดาจะทันได้เถียงอะไร ฝีเท้าหนักอึ้งของบุคคลปริศนาก็เหยียบลงบนพื้นปูนแตกหักที่อยู่ห่างออกไปเพียงห้องเดียว เสียงรองเท้าบูทกระทบพื้นดัง *ก๊อก... ก๊อก...* เป็นจังหวะที่บีบคั้นหัวใจจนแทบหยุดเต้น เงาดำทะทึนทาบทับลงบนกรอบประตูด้านนอก แสงไฟฉายสודส่องกวาดไปทั่วราวกวาดหาเหยื่อในกรง กวินทร์ไม่รอช้า เขาคว้าข้อมือเรียวของรินรดาแล้วออกวิ่งทันที ทั้งคู่พุ่งตัวเข้าไปในความมืดของห้องเก็บของเก่า กลิ่นอับชื้นและฝุ่นละอองคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ รินรดากัดฟันวิ่งตามแรงดึง แม้ความกลัวจะเกาะกินขั้วหัวใจ แต่สัญชาตญาณมืออาชีพทำให้เธอยังคงรักษาความนิ่งและคอยระแวดระวังรอบตัว ในความมืดทึบนั้น กวินทร์พาเธอมาหยุดอยู่หน้าช่องระบายอากาศขนาดใหญ่ที่ถูกรื้อถอนบานเกล็ดออกไป เผยให้เห็นลมหนาวในยามวิกาลที่พัดกรรโชกเข้ามาอย่างรุนแรง เบื้องล่างคือความมืดมิดที่มองไม่เห็นก้นบึ้ง และตึกฝั่งตรงข้ามที่ตั้งตระหง่านอยู่ห่างออกไปราวสองเมตร "คุณบ้าไปแล้วหรือไง!" รินรดาอุทานออกมาเบาที่สุดเท่าที่จะทำได้ เมื่อมองลอดผ่านช่องนั้นไปเห็นความสูงลิ่ว "เรากระโดดข้ามไปไม่ถึงหรอก กฎฟิสิกส์และแรงโน้มถ่วงมันฟ้องอยู่ทนโท่!" "ฟิสิกส์บอกว่าเราจะตกลงไปตายครับ..." กวินทร์หันมามองเธอ รอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นบนริมฝีปากท่ามกลางแสงจันทร์ที่สาดส่องเข้ามาพอดี "...แต่บทกวีบอกว่า ปีกจะงอกขึ้นมาเองในวินาทีที่เรายอมเสี่ยงที่จะร่วงหล่น" "ฉันไม่ต้องการบทกวีบ้าๆ ตอนนี้ ฉันต้องการชีวิตรอด!" รินรดาแหวใส่ด้วยความเหลืออด แต่ก่อนที่เธอจะได้ปฏิเสธ เสียงฝีเท้าข้างนอกก็หยุดลงตรงหน้าประตูห้องเก็บของพอดี! *แอ๊ด...* เสียงบานประตูไม้เก่าแก่ถูกผลักเปิดออกช้าๆ พร้อมกับลำแสงไฟฉายสีขาวโพลนที่กราดเข้ามาในความมืด กวาดผ่านจุดที่พวกเขายืนอยู่ห่างไปเพียงไม่กี่คืบ รินรดากลั้นหายใจแน่น ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกตรึงไว้กับพื้น ในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นความตายนั้นเอง กวินทร์ไม่รอช้า เขาใช้มือข้างหนึ่งโอบเอวบางของรินรดาไว้แน่น ส่วนมืออีกข้างคว้าขอบหน้าต่างกระโดดส่งแรงถีบตัวพาทั้งคู่ทะยานพ้นกรอบหน้าต่างออกไปสู่ความมืดเบื้องนอกทันที! สายลมกรีดกรายผ่านใบหน้า ร่างของทั้งสองลอยเคว้งอยู่กลางอากาศท่ามกลางความมืดมิด รินรดาหลับตาปี๋ สัญชาตญาณการเอาตัวรอดทำให้เธอซุกหน้าเข้ากับแผงอกอุ่นของชายหนุ่มโดยไม่รู้ตัว แรงโน้มถ่วงฉุดกระชากพวกเขาร่วงดิ่งลงเบื้องล่างอย่างรวดเร็ว กระแทก! ความเจ็บปวดแล่นแปล๊บไปทั่วแผ่นหลังและข้อต่อ เมื่อกวินทร์ใช้ร่างกายของตนเองเป็นเบาะรองรับแรงกระแทกเพื่อปกป้องเธอจากการกลิ้งตกลงบนพื้นคอนกรีตของระเบียงตึกฝั่งตรงข้าม ทั้งคู่ไถลไปตามพื้นซีเมนต์จนเกือบตกขอบระเบียง ก่อนที่กวินทร์จะใช้มือคว้าเหล็กดัดระเบียงไว้ได้ทันอย่างหวุดหวิด "อึก..." กวินทร์ส่งเสียงครางต่ำด้วยความเจ็บปวด เลือดสีสดซึมออกมาจากรอยแผลที่ศีรษะไหลอาบขมับ รินรดาลืมตาขึ้นด้วยความตกใจ เธอลุกขึ้นอย่างทุลักทุเล พลางรีบใช้มือประคองร่างของชายหนุ่มไว้ "กวินทร์! คุณเป็นยังไงบ้าง?" กวินทร์ฝืนยิ้มจางๆ ส่ายหน้าช้าๆ "ผมยังไม่ตาย... และเรายังรอด" ทว่า... ก่อนที่ความโล่งใจจะได้ทันแผ่ซ่าน รินรดาก็ต้องชะงักงัน เมื่อสายตาของเธอเหลือบไปเห็นบางสิ่งบนพื้นระเบียงที่พวกเขานอนอยู่ ท่ามกลางเศษฝุ่นและใบไม้แห้ง มีซองจดหมายสีน้ำตาลผนึกครั่งตราประทับรูปขนนกตกอยู่ มันไม่ใช่จดหมายธรรมดา แต่เป็นซองเอกสารลับที่จ่าหน้าถึงสำนักงานอัยการสูงสุด และที่มุมซองมีรอยเปื้อนคราบหมึกปากกาซึม ซึ่งเป็นลายมืออันเป็นเอกลักษณ์ของ "อัยการธนา" ผู้บังคับบัญชาและผู้มีพระคุณของเธอ—ผู้ซึ่งเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อสามเดือนก่อน และเป็นคดีจุดชนวนที่ทำให้เธอต้องมาพัวพันกับเรื่องทั้งหมดนี้! รินรดามือสั่นเทาขณะเอื้อมไปหยิบซองจดหมายนั้นขึ้นมา หัวใจของเธอดิ่งวูบลงไปถึงตาตุ่ม เมื่อพลิกด้านหลังซองและพบข้อความที่เขียนด้วยลายมือหวัดๆ แต่เฉียบคม ซึ่งเพิ่งถูกเขียนขึ้นสดๆ ร้อนๆ ด้วยหมึกสีดำสนิท *“ระวังคนที่เดินอยู่ข้างคุณ... เพราะเขาคือคนเซ็นคำสั่งฆ่าครอบครัวคุณ”* รินรดาลืมหายใจ สมองของเธอนิ่งค้าง ร่างกายเย็นเฉียบราวน้ำแข็ง เธ่อย่อยคำพูดนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก่อนจะค่อยๆ หันกลับไปมองชายหนุ่มที่กำลังนอนหายใจรดรินอยู่ข้างกายเธอ... กวินทร์ผู้ซึ่งกุมความลับทั้งหมดไว้ และเป็นคนที่อยู่กับเธอในทุกย่างก้าวของการหลบหนี กวินทร์ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นสบตากับเธอ แววตาที่เคยนิ่งสงบและลึกลับบัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นความว่างเปล่าเย็นเยียบ ริมฝีปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นช้าๆ เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้อบอุ่นเหมือนทุกครั้ง แต่เป็นรอยยิ้มของนักล่าที่ต้อนเหยื่อเข้ามาจนมุมในกรงเล็บสมบูรณ์แบบแล้ว -------------------------------------------------- ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลาและตัวอักษรมาด้วยกัน ณ ที่นี้นะครับ
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บทกวีที่ไม่มีวันจบ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%