เสียงปืนเก็บเสียงที่ดังขึ้นเพียงหนึ่งครั้ง ทว่าก้องกังวานอยู่ในโสตประสาทของความเงียบ คือสัญญาณเตือนภัยที่เด็ดขาดที่สุดว่า เส้นแบ่งระหว่าง 'ผู้เล่น' กับ 'หมากบนกระดาน' ได้เลือนหายไปแล้ว
ร,ซองเอกสารสีน้ำตาลหนาปึึกในมือของรินรดาเกือบหลุดร่วงลงพื้น หญิงสาวพุ่งตัวหลบหลังเสาหินอ่อนแกรนิตของลานจอดรถใต้ดินอย่างไร้ซึ่งความลังเล สัญชาตญาณของทนายความที่ผ่านคดีอาชญากรรมมาโชกโชนบอกเธอว่า กระสุนเมื่อครู่ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อขู่ให้กลัว แต่มันมุ่งตรงมาเพื่อฝังหัวเธอลงบนพื้นคอนกรีตเย็นเยียบนี้ต่างหาก
ในความมืดสลัวของลานจอดรถชั้นใต้ดิน มีเพียงแสงไฟกะพริบจากหลอดนีออนที่ใกล้หมดอายุ กวินทร์ดึงร่างของเธอเข้าไปหลบในมุมอับหลังเสาอีกต้นอย่างรวดเร็ว มือเรียวของกวีหนุ่มคว้าข้อมือเธอไว้แน่น แรงบีบนั้นอบอุ่นและมั่นคงท่ามกลางความตื่นตระหนก สายตาของเขาไม่ได้ฉายแววหวาดกลัวแม้แต่น้อย มันนิ่งสนิท ราวกับกำลังอ่านบทกวีบทสุดท้ายที่แต่งขึ้นเพื่อความตายโดยเฉพาะ
"คุณเคยบอกว่า กฎหมายคือความจริงที่จับต้องได้..." เสียงกระซิบของกวินทร์ต่ำทุบลงกลางความเงียบ ใบหน้าของเขาห่างจากเธอเพียงคืบ ลมหายใจอุ่นร้อนเจือกลิ่นบุหรี่จางๆ และความกดดัน "ตอนนี้... คุณยังเชื่ออยู่ไหมว่าความจริงราคาถูกพอกับกระสุนนัดละยี่สิบบาทพวกนี้"
รินรดาตวัดสายตาดุดันมองหน้าเขา แม้หัวใจจะเต้นระรัวจนแทบกระเด็นออกมานอกอก แต่สมองส่วนตรรกะของเธอยังคงทำงานอย่างเฉียบคม เธอดึงปากกาโลหะด้ามโปรดออกจากกระเป๋าเสื้อสูท พร้อมกับประเมินสถานการณ์ด้วยสายตามืออาชีพ
"ถ้ามันราคาถูกนัก ทำไมคนระดับประธานบริหารบริษัทพลังงานแห่งชาติถึงต้องส่งมือปืนมาเก็บฉันล่ะคะ... อ้อ ขอโทษที ฉันหมายถึง *ครับ*" เธอยิ้มเยาะที่มุมปาก แม้สถานการณ์จะคับขันเพียงใด ทิฐิในฐานะนักกฎหมายไม่เคยยอมแพ้ใคร "แปลว่าหลักฐานในซองนี้มันแพงมหาศาลต่างหาก กวินทร์"
เสียงฝีเท้าหนักหน่วงรองเท้าคอมแบทกระทบพื้นปูนดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ *ตึง... ตึง... ตึง...* มันคือจังหวะที่คำนวณมาอย่างดีเพื่อกดดันทางจิตวิทยา ผู้ล่ากำลังเดินต้อนเหยื่อให้จนมุม
กวินทร์ไม่ตอบคำถาม เธอใช้สายตาสื่อความหมายบางอย่างที่รินรดาต้องแปลความเอาเองในเสี้ยววินาที กวีหนุ่มค่อยๆ หยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกจากกระเป๋าเสื้อโค้ท มันคือกระดาษโน้ตยับยี่ที่เขียนด้วยลายมือตวัดลวกๆ แต่นั่นไม่ใช่บทกวี... มันคือผังโครงสร้างโครงข่ายผลประโยชน์ทับซ้อนและหมายเลขบัญชีลับในสวิสเซอร์แลนด์ที่เขาแอบไปสืบมาได้จากห้องทำงานของเป้าหมายเมื่อคืนก่อน
"คุณเอาตัวเข้าแลกกับกระดาษบ้าๆ นี่เนี่ยนะ?" รินรดากัดฟันกรวด ยามเมื่อตระหนักว่ากวินทร์ไม่ได้เป็นแค่นักเขียนกวนประสาทอย่างที่เธอเคยคิด เขาคือคนที่เล่นกับไฟกองใหญ่ที่สุดในประเทศ
"ผมไม่ได้เอาตัวเข้าแลก..." กวินทร์เอ่ยเบาหวิว ดวงตาสดใสคู่นั้นสะท้อนประกายไฟจากสปอตไลท์รถยนต์ที่เพิ่งแล่นเข้ามาจอดปิดทางออก "ผมเอาชีวิตที่เหลืออยู่ทั้งหมดมาเดิมพันต่างหาก... และคุณก็เลือกเองที่จะขึ้นรถไฟขบวนนี้มากับผม รินรดา"
*ปัง!*
กระสุนอีกนัดเจาะเข้าที่ผนังคอนกรีตเหนือหัวพวกเขา เศษปูนแตกกระจายร่วงกราวลงมาคลุมไหล่ของทั้งคู่ รินรดาตัดสินใจ เธอใช้ศอกกระแทกสวิตช์ควบคุมระบบสัญญาณเตือนภัยฉุกเฉินที่ติดอยู่ข้างเสา เสียงไซเรนดังสนั่นหวั่นไหว แสงไฟสีแดงกะพริบวابวับสาดส่องไปทั่วบริเวณ บรรยากาศแปรเปลี่ยนเป็นความโกลาหลในชั่วพริบตา
"วิ่ง!"
ทนายสาวออกตัววิ่งนำไปก่อนด้วยความเร็วที่ไม่น่าเชื่อว่าเธอจะทำได้ในรองเท้าส้นสูง กวินทร์วิ่งตามติดๆ มือของเขายังคงกุมข้อมือเธอไว้แน่นเพื่อไม่ให้พลัดหลงกัน ทั้งคู่พุ่งตัวเข้าไปในบันไดหนีไฟของอาคารสำนักงาน กลิ่นอับชื้นและเสียงหอบหายใจดังประสานกันในความแคบของช่องทางหนีไฟ
พวกเขาวิ่งขึ้นไปถึงชั้นดาดฟ้า ลมยามค่ำคืนปะทะเข้ากับใบหน้าชุ่มเหงื่อ รินรดาทรุดตัวลงพิงประตูเหล็กกล้า เธอหอบหายใจโยนซองเอกสารลงบนพื้นคอนกรีตก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ อย่างบ้าคลั่ง
"เราติดกับดักของพวกมันแล้ว... ทางออกถูกปิดตายทั้งหมด" เธอพูดพลางชี้ไปยังหน้าจอโทรศัพท์มือถือที่สัญญาณถูกตัดขาดโดยสิ้นเชิง
กวินทร์เดินเข้าไปใกล้ ร่างสูงโปรดทาบทับลงมาบังลมหนาวให้ เธอเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตาทั้งคู่มีความดึงดูดประหลาด—ความรู้สึกของคนที่ยืนอยู่บนปากเหวแห่งความตาย แต่กลับรู้สึกมีชีวิตชีวาที่สุดในรอบหลายปี
"ใครบอกคุณว่าเราติดกับดัก..." กวินทร์ยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่เธอเกลียดนักเพราะมันมักจะซ่อนความลับบางอย่างเอาไว้เสมอ
เขายื่นมือไปหยิบซองเอกสารขึ้นมา ก่อนจะฉีกมันออกต่อหน้าต่อตาเธอ รินรดาเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ทว่าสิ่งที่ร่วงหล่นลงมาไม่ใช่เอกสารสำคัญทางคดี แต่มันคือแฟลชไดรฟ์ขนาดเล็กสีดำสนิท และกระดาษโน้ตแผ่นเปล่าที่มีข้อความเขียนไว้ด้วยลายมือของเธอเอง... ลายมือที่เธอจำได้แม่นว่าเขียนไว้เมื่อสามปีก่อน ในวันที่พี่ชายของเธอเสียชีวิตอย่างไร้สาเหตุ
รินรดานิ่งงั้น ลมหายใจสะดุดกึก สมองประมวลผลย้อนกลับอย่างรวดเร็ว เธอจ้องมองหน้ากวินทร์ด้วยความรู้สึกเย็นวาบไปถึงสันหลัง
"คุณ... รู้จักพี่ชายฉันตั้งแต่เมื่อไหร่?" น้ำเสียงของเธอสั่นเทาเป็นครั้งแรก ปราศจากความแข็งกร้าวของทนายความสาว
กวินทร์ไม่ตอบ เขาเพียงแต่ก้มลงกระซิบข้างใบหูของเธอ น้ำเสียงของเขานุ่มนวล ทว่าเยียบเย็นเสียจนบาดลึกถึงขั้วหัวใจ
"ผมไม่ได้รู้จักเขาแค่ผิวเผินหรอกนะรินรดา... แต่ผมคือคนที่เขียน 'บทกวี' หน้าสุดท้ายให้เขาก่อนที่เขาจะตายต่างหาก และตอนนี้... ถึงตาคุณแล้วที่จะต้องเลือกจบมัน"
เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับสคู่กำลังวิ่งใกล้เข้ามาถึงประตูดาดฟ้า เสียงโลหะกระทบกันดังแกรกกราก บ่งบอกว่ากลอนประตูกำลังถูกงัดเปิดออกด้วยชะแลงเหล็ก
รินรดายืนตัวแข็งค้าง แฟลชไดรฟ์ในมือของกวินทร์สะท้อนแสงไฟสีแดงจากไซเรนตึกข้างเคียง และก่อนที่ประตูดาดฟ้าจะถูกถีบพังเข้ามา เสียงกระซิบสุดท้ายของกวินทร์ก็ทำให้โลกทั้งใบของเธอหยุดหมุนทันที
"เปิดดูไฟล์ในนั้นซะ... แล้วคุณจะรู้ว่าผู้ทรงอิทธิพลที่คุณกำลังสู้ด้วย ไม่ใช่คนอื่นไกล... แต่คือคนที่นั่งร่วมโต๊ะอาหารกับคุณทุกเย็นวันศุกร์"
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านบทกวีและเงาอดีตไปด้วยกันในตอนนี้นะครับ
บทกวีใต้ร่มเงา
บทกวีที่ไม่มีวันจบ•ตอนที่ 12
จุดเปลี่ยนของจังหวะ
ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บทกวีที่ไม่มีวันจบ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!